Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5250/2555

พ.ศ. 2555 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์นำตั๋วแลกเงินของบริษัท น. ที่สั่งจ่ายแก่จำเลยที่ 5 โดยจำเลยที่ 5 เป็นผู้รับอาวัลแก่โจทก์จำนวน 4 ฉบับ ไปไถ่ถอนคืนจากจำเลยที่ 5 ก่อนครบกำหนดอ้างว่าขอรับเป็นเงินสด แต่จำเลยที่ 5 ไม่มีเงินสด จำเลยที่ 5 จึงออกตั๋วแลกเงินตามฟ้องจำนวน 4 ฉบับ ให้แทน หลังจากนั้น 4 วัน จำเลยที่ 5 ถูกระงับการดำเนินกิจการชั่วคราว โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่า โจทก์เคยไถ่ถอนก่อนครบกำหนดใช้เงินมาก่อนครั้งนี้ เพื่อแสดงให้เห็นว่าการไถ่ถอนก่อนกำหนดเป็นประเพณีการค้าปกติ การเปลี่ยนเป็นตั๋วแลกเงินตามฟ้องเป็นผลให้มีเพียงจำเลยที่ 5 ต้องรับผิดต่อโจทก์เท่านั้น โดยบริษัท น. ซึ่งต้องร่วมรับผิดด้วยแต่เดิมหลุดพ้นความรับผิดไป ทั้งเป็นการเร่งรีบออกตั๋วแลกเงินตามฟ้องให้ใหม่ โดยพฤติการณ์เสมือนหนึ่งว่าได้ล่วงรู้ข้อมูลภายในถึงเรื่องที่จำเลยที่ 5 จะต้องถูกทางการสั่งให้ระงับการดำเนินกิจการ และทางการจะให้ความช่วยเหลือเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 5 โดยออกมาตรการให้นำตั๋วแลกเงินซึ่งเป็นของสถาบันการเงินไปแลกเปลี่ยนเป็นบัตรเงินฝากของจำเลยที่ 4 ซึ่งหากยังคงเป็นตั๋วแลกเงิน 4 ฉบับ เดิมซึ่งเป็นของบริษัท น. อยู่ โจทก์ก็ไม่อาจนำไปแลกเปลี่ยนเป็นบัตรเงินฝากของจำเลยที่ 4 ได้ และดอกเบี้ยที่คิดรวมให้ในตั๋วแลกเงินตามฟ้องก็นำสืบให้รับฟังไม่ได้ว่าเป็นอัตราตามตลาดเงิน กรณีจึงฟังได้ว่าโจทก์เป็นผู้ที่มีพฤติกรรมส่อไปในทางไม่สุจริตหรือไม่เป็นประเพณีการค้าปกติ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้รับแลกเปลี่ยนตั๋วแลกเงินตามฟ้องเป็นบัตรเงินฝากของจำเลยที่ 4 ได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันดำเนินการเพื่อให้จำเลยที่ 4 ออกบัตรเงินฝากตามคำขอแลกเปลี่ยนตั๋วแลกเงินให้แก่โจทก์ และหรือให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 สั่งให้จำเลยที่ 4 ออกบัตรเงินฝากและให้จำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันเงินฝากให้แก่โจทก์เป็นจำนวนเงินฝาก 42,760,000 บาท โดยให้บัตรเงินฝากดังกล่าวมีผลตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไป และมีสิทธิจะได้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฝากเป็นต้นไป หากจำเลยทั้งหกไม่สามารถออกบัตรเงินฝากให้แก่โจทก์ได้ ให้จำเลยทั้งหกชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 42,760,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 42,760,000 บาท นับแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น

โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาตและสั่งจำหน่ายคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 ออกจากสารบบความของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้เถียงกันชั้นฎีการับฟังได้ว่า ปี 2540 เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในประเทศไทย จำเลยที่ 1 สั่งให้บริษัทเงินทุน 16 บริษัท ระงับการดำเนินกิจการทั้งหมดเป็นการชั่วคราวเพื่อแก้ไขฐานะการเงิน จำเลยที่ 5 ออกตั๋วแลกเงินให้โจทก์ 4 ฉบับ ตามฟ้อง โดยออกเมื่อ 1 สิงหาคม 2540 ถึงกำหนดใช้เงินวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2541 โดยจำเลยที่ 5 เป็นผู้สั่งจ่าย สั่งจำเลยที่ 5 ผู้จ่าย ให้ใช้เงินฉบับละ 10,690,000 บาท แก่โจทก์ ผู้รับเงิน โดยจำเลยที่ 5 ยังได้รับรองจ่ายไม่มีเงื่อนไข ต่อมาจำเลยที่ 1 สั่งให้บริษัทเงินทุนอีก 42 บริษัท ซึ่งรวมทั้งจำเลยที่ 5 ระงับการดำเนินกิจการทั้งหมดเป็นการชั่วคราวจนกว่าบริษัทจะแก้ไขฐานะและการดำเนินงานสำเร็จตามแนวนโยบายของทางการ โดยการให้แต่ละบริษัทจัดทำและเสนอแผนการฟื้นฟูกิจการต่อทางการเพื่อให้ความเห็นชอบ

รวมเป็น 58 บริษัท วันเดียวกันจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันออกแถลงการณ์ เรื่อง มาตรการเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบสถาบันการเงิน ตามแถลงการณ์นี้ระบุไว้ด้วยว่า เจ้าหนี้ที่สุจริตจะได้รับการดูแลเช่นเดียวกับผู้ฝากเงิน โดยจะได้รับสิทธิในการแลกเปลี่ยนเป็นตั๋วเงินหรือบัตรเงินฝากหรือทำสัญญากู้ใหม่กับจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 4 ประกาศ เรื่อง โครงการธนาคารกรุงไทยรับแลกเปลี่ยนตั๋วบริษัทเงินทุน 42 บริษัท โดยรับแลกเปลี่ยนตั๋วตามความสมัครใจของผู้ทรงตั๋ว โดยให้ผู้ทรงตั๋วติดต่อขอทราบรายละเอียดและยื่นคำขอได้ที่บริษัทเงินทุนผู้ออกตั๋ว (เป็นประกาศฉบับที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้อง) จำเลยที่ 3 ออกข้อบังคับว่าด้วย การประกันผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้ของสถาบันการเงิน

พ.ศ.2540 ว่าจำเลยที่ 3 ประกันการชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยแก่ผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้ ยกเว้นผู้ฝากเงินหรือเจ้าหนี้รายใดที่มีพฤติกรรมส่อไปในทางไม่สุจริตหรือไม่เป็นไปตามประเพณีการค้าตามปกติ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนเป็นผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้ที่สุจริต จำเลยที่ 4 ประกาศ เรื่อง โครงการธนาคารกรุงไทยรับแลกเปลี่ยนตั๋วบริษัทเงินทุน 42 บริษัท (คปต.42) จำเลยที่ 2 มีหนังสือถึงจำเลยที่ 5 เรื่อง การแลกเปลี่ยนตั๋วของบริษัทเงินทุนที่ถูกระงับดำเนินกิจการชั่วคราวว่า จำเลยที่ 5 ต้องให้สิทธิผู้ถือตั๋วที่จะเลือกต่อตั๋วที่บริษัทเดิมหรือเลือกที่จะเปลี่ยนเป็นบัตรเงินฝากของจำเลยที่ 4 ได้โดยให้ใช้หลักเกณฑ์ตามที่แนบ กรณีที่ผู้ถือตั๋วประสงค์ที่จะเปลี่ยนเป็นบัตรเงินฝากของจำเลยที่ 4 ให้ใช้เกณฑ์โดยละเอียดตามที่จำเลยที่ 4 จะได้ประกาศต่อไป

จำเลยที่ 4 ประกาศเรื่อง โครงการธนาคารกรุงไทยรับแลกเปลี่ยนตั๋วบริษัทเงินทุน 42 บริษัท (คปต. 42) จำเลยที่ 3 ออกคำชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับการประกันผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้ของสถาบันการเงิน จำเลยที่ 3 ออกหนังสือรับรองการประกันผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้ของสถาบันการเงิน ต่อมาพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 มีผลใช้บังคับพระราชกำหนดฉบับนี้จัดตั้งจำเลยที่ 6 ขึ้น มีคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินดำเนินการต่อ 58 บริษัท ดังกล่าว ต่อมาจำเลยที่ 6 ประกาศผลการพิจารณาแผนการแก้ไขฟื้นฟูฐานะกิจการของบริษัทเงินทุน 58 บริษัท ดังกล่าวว่า ในจำนวน 58 บริษัท นั้นมี 56 บริษัท รวมทั้งจำเลยที่ 5 ไม่อาจฟื้นฟูฐานะและไม่อาจดำเนินงานต่อไปได้

คณะกรรมการของจำเลยที่ 6 อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 30 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวมีคำสั่งให้คณะกรรมการของจำเลยที่ 5 พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ แล้วแต่งตั้งคณะกรรมการเข้าดำเนินการแทนคณะกรรมการของจำเลยที่ 5 และทำการชำระบัญชี และคำสั่งคือให้ระงับการดำเนินกิจการถาวรหรือปิดกิจการหรือเลิกบริษัทนั่นเอง วันเดียวกันจำเลยที่ 4 ออกประกาศ เรื่อง โครงการธนาคารกรุงไทยรับแลกเปลี่ยนตั๋วเจ้าหนี้บริษัทเงินทุน 42 บริษัท ที่แผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทไม่ได้รับความเห็นชอบ (คปต. จ) โดยเจ้าหนี้ซึ่งรวมทั้งผู้ทรงตั๋วแลกเงินแต่ต้องเป็นผู้ที่ไม่มีพฤติกรรมส่อไปในทางไม่สุจริตหรือไม่เป็นประเพณีการค้าปกติ มีสิทธินำตั๋วแลกเงินไปแลกเปลี่ยนเป็นบัตรเงินฝากที่ออกโดยจำเลยที่ 4 ได้

โจทก์ยื่นคำขอแลกเปลี่ยนตั๋วแลกเงินทั้ง 4 ฉบับ เป็นบัตรเงินฝากของจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 6 ออกประกาศ เรื่อง การขอรับชำระหนี้สำหรับเจ้าหนี้และการจัดสรรเงินจากการขายทรัพย์สินให้แก่เจ้าหนี้ ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 5 นั้น จำเลยที่ 2 ได้กล่าวโทษอดีตผู้บริหารหรือผู้ซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของจำเลยที่ 5 รวม 14 คน แต่ฝ่ายคดีของจำเลยที่ 2 ทำบันทึกว่าฝ่ายคดีพิจารณาแล้วไม่พบว่าเจ้าหนี้ตามตั๋วแลกเงินทั้ง 10 ราย ของจำเลยที่ 5 ซึ่งรวมทั้งโจทก์ มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดกับอดีตผู้บริหารดังกล่าว เจ้าหนี้ดังกล่าวซึ่งรวมทั้งโจทก์ทำหนังสือสอบถามไปยังจำเลยที่ 2 และทำหนังสือชี้แจงไปยังจำเลยที่ 2 อีกครั้งหนึ่ง ทางสายจัดการกองทุนของจำเลยที่ 3 ทำหนังสือหารือรองอัยการสูงสุดซึ่งเป็นกรรมการของจำเลยที่ 3 ขณะนั้น

รองอัยการสูงสุดมีหนังสือตอบมาว่า เห็นควรไม่อนุญาตให้โจทก์แลกเปลี่ยนตั๋ว จำเลยที่ 3 จัดประชุมคณะกรรมการจัดการกองทุนของจำเลยที่ 3 ที่ประชุมยกเหตุผลที่สนับสนุนให้แลกเปลี่ยนตั๋วได้และเหตุผลที่ไม่ควรให้แลกเปลี่ยนตั๋วขึ้นพิจารณาด้วย แล้วมีมติไม่อนุญาตให้ผู้ถือตั๋วแลกเงินทั้ง 10 ราย ซึ่งรวมทั้งโจทก์แลกเปลี่ยนตั๋วแลกเงินของจำเลยที่ 5 เป็นบัตรเงินฝากของจำเลยที่ 4 ตามโครงการคปต.จ จำเลยที่ 3 มีหนังสือถึงจำเลยที่ 5 แจ้งว่าคณะกรรมการจัดการกองทุนของจำเลยที่ 3 มีมติไม่อนุญาต และแจ้งด้วยว่าผู้ถือตั๋วแลกเงินซึ่งรวมทั้งโจทก์สามารถขอรับชำระหนี้จากจำเลยที่ 5 ตามประกาศของจำเลยที่ 6 เรื่อง การขอรับชำระหนี้สำหรับเจ้าหนี้และการจัดสรรเงินจากการขายทรัพย์สินให้แก่เจ้าหนี้ และจำเลยที่ 5 มีหนังสือแจ้งโจทก์ตามที่จำเลยที่ 3 แจ้งจำเลยที่ 5 โดยไม่ได้แจ้งเหตุผลว่าเหตุใดจึงมีมติไม่อนุญาต

ต่อมาจำเลยที่ 3 มีหนังสือถึงโจทก์ แจ้งเหตุผลแห่งการมีมติไม่อนุญาตว่า เนื่องจากตั๋วแลกเงินของโจทก์ไม่มีคุณสมบัติตามประกาศของจำเลยที่ 4 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2543 ต่อมาจำเลยที่ 6 มีหนังสือถึงโจทก์ เรื่อง แจ้งผลการพิจารณาคำขอรับชำระหนี้และขั้นตอนการชำระหนี้คืนของจำเลยที่ 5 ว่าจะได้รับชำระหนี้ประมาณร้อยละ 36.30 ของภาระหนี้ที่ผ่านการพิจารณาแล้ว มีขั้นตอนด้วยว่าเจ้าหนี้เช่นโจทก์ที่จะขอรับชำระหนี้จะต้องถอนฟ้องจำเลยที่ 5 โจทก์ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อจำเลยที่ 6 โจทก์จึงขอถอนฟ้องจำเลยที่ 5 ศาลชั้นต้นอนุญาตและสั่งจำหน่ายคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 ออกจากสารบบความของศาลชั้นต้นในวันเดียวกัน ต่อมาจำเลยที่ 6 พิจารณาแล้วเห็นควรให้โจทก์ได้รับการเฉลี่ยคืนด้วยเหตุว่าเป็นมูลหนี้สุจริตที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานตามปกติของโจทก์ตามรายละเอียดผลการพิจารณาตรวจสอบหนี้ที่ขอรับชำระจำแนกตามวงเงิน

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์เป็นผู้ที่มีพฤติกรรมส่อไปในทางไม่สุจริตหรือไม่เป็นประเพณีการค้าปกติหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ไม่เป็นผู้ที่มีพฤติกรรมส่อไปในทางไม่สุจริตหรือไม่เป็นประเพณีการค้าปกติ โจทก์จึงเป็นเจ้าหนี้โดยเป็นผู้ทรงตั๋วแลกเงิน 4 ฉบับ ตามฟ้อง โจทก์ย่อมมีสิทธินำตั๋วแลกเงินทั้ง 4 ฉบับ ไปแลกเปลี่ยนเป็นบัตรเงินฝากของจำเลยที่ 4 ได้นั้น ศาลฎีกา เห็นว่า จริงอยู่แม้หากจะฟังตามคำเบิกความของนางสาวภาสินี พนักงานของโจทก์ที่ว่าหากโจทก์ผู้ลงทุนกับจำเลยที่ 5 ในรูปตั๋วสัญญาใช้เงินและตั๋วแลกเงิน ต้องการใช้เงินที่ลงทุนก่อนตั๋วเงินนั้นถึงกำหนดใช้เงิน ก็สามารถไถ่ถอนก่อนกำหนดได้ โดยอัตราดอกเบี้ยที่ขายคืนเป็นไปตามตลาดเงิน โดยจะถูกหักดอกเบี้ยตามส่วนก็ตาม แต่โจทก์ก็มิได้นำสืบให้เห็นว่าโจทก์เคยไถ่ถอนก่อนครบกำหนดใช้เงินมาก่อนครั้งนี้ เพื่อแสดงให้เห็นว่าการไถ่ถอนก่อนกำหนดเป็นประเพณีการค้าปกติ

ทั้งปรากฏว่าการขอไถ่ถอนก่อนถึงกำหนดใช้เงินคดีนี้มีข้อพิรุธน่าสงสัยหลายประการ กล่าวคือ ตั๋วแลกเงิน 4 ฉบับ เดิม ออกเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2540 ถึงกำหนดใช้เงินวันที่ 29 สิงหาคม 2540 บริษัทนิธิภัทร ลิสซิ่ง จำกัด เป็นผู้สั่งจ่ายสั่งบริษัทนิธิภัทร ลิสซิ่ง จำกัด ผู้จ่าย ให้ใช้เงินฉบับละ 10,000,000 บาท รวม 40,000,000 บาท แก่จำเลยที่ 5 ผู้รับเงิน โดยจำเลยที่ 5 เป็นผู้รับอาวัล ซึ่งเห็นได้ว่าโจทก์ผู้ทรงตั๋วแลกเงิน 4 ฉบับเดิมนี้อาจเรียกร้องให้ใช้เงินตามตั๋วแลกเงินได้จากทั้งบริษัทนิธิภัทร ลิสซิ่ง จำกัด และจำเลยที่ 5 ย่อมเป็นผลดีแก่โจทก์มากกว่าเรียกร้องได้จากบริษัทนิธิภัทร ลิสซิ่ง จำกัด หรือจำเลยที่ 5 บริษัทใดบริษัทหนึ่งเพียงบริษัทเดียว แต่เมื่อโจทก์ยอมรับเอาตั๋วแลกเงิน 4 ฉบับตามฟ้องแทน

ปรากฏว่ามีเพียงจำเลยที่ 5 เพียงบริษัทเดียวที่จะต้องรับผิดต่อโจทก์ ส่วนบริษัทนิธิภัทร ลิสซิ่ง จำกัด อาจหลุดพ้นความรับผิดตามตั๋วแลกเงินไปเลย โจทก์มิได้นำสืบอธิบายเหตุผลว่าทำไมจึงเป็นเช่นนี้ กรณีน่าจะไม่เป็นประเพณีการค้าตามปกติ โจทก์อ้างว่าโจทก์จ่ายเงินแก่จำเลยที่ 5 จำนวน 38,780,795.52 บาท ต่อมาหลังจากนั้น 19 วัน ทางการสั่งให้บริษัทเงินทุน 16 บริษัท ระงับการดำเนินกิจการชั่วคราว โจทก์อยู่ในแวดวงการเงินย่อมทราบดี ครั้นวันที่ 1 สิงหาคม 2540 โจทก์อ้างว่าโจทก์ขอไถ่ถอนตั๋วแลกเงินทั้ง 4 ฉบับ เดิม ทั้งที่จะถึงกำหนดใช้เงิน 28 วัน ข้างหน้า อ้างว่าขอรับเป็นเงินสดแต่จำเลยที่ 5 ไม่มีเงินสด จำเลยที่ 5 จึงออกตั๋วแลกเงินให้ใหม่ 4 ฉบับ ตามฟ้อง

ทั้ง 4 ฉบับ ออกเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2540 ถึงกำหนดใช้เงินอีก 6 เดือน ข้างหน้า จำเลยที่ 5 เป็นทั้งผู้สั่งจ่าย ผู้จ่าย และผู้รับรองแก่โจทก์ผู้รับเงิน และหลังจากจำเลยที่ 5 ออกตั๋วแลกเงิน 4 ฉบับ ตามฟ้องแก่โจทก์ได้เพียง 4 วัน จำเลยที่ 5 ก็ถูกทางการสั่งระงับการดำเนินกิจการชั่วคราว การเร่งรีบออกตั๋วแลกเงินให้ใหม่โดยไม่มีเหตุผลที่ดีสนับสนุนเป็นพฤติกรรมเสมือนหนึ่งว่าได้ล่วงรู้ข้อมูลภายในว่าจำเลยที่ 5 จะต้องถูกทางการสั่งให้ระงับการดำเนินกิจการชั่วคราวและทางการจะให้ความช่วยเหลือเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 5 โดยออกมาตรการให้นำตั๋วแลกเงินไปแลกเปลี่ยนเป็นบัตรเงินฝากของจำเลยที่ 4 ซึ่งจะเห็นได้ภายหลังจากนั้นว่าถ้ายังคงเป็นตั๋วแลกเงิน 4 ฉบับ

เดิมอยู่ โจทก์ก็ไม่อาจนำไปแลกเปลี่ยนเป็นบัตรเงินฝากของจำเลยที่ 4 ได้เลย กรณีจึงมีเหตุผลน่าเชื่อตามคำเบิกความของนายสมชาย พยานของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 6 ว่า การขายคืนตั๋วแลกเงินก่อนครบกำหนดใช้เงินไม่เป็นประเพณีการค้าปกติ นอกจากนี้จำนวนเงินที่เกินไปจากตั๋วแลกเงินเดิมฉบับละ 690,000 บาท โจทก์ก็นำสืบลอย ๆ ว่าเป็นดอกเบี้ยที่คิดถึงวันตั๋วแลกเงินฉบับใหม่ถึงกำหนดใช้เงิน ไม่นำสืบให้รับฟังได้ว่าคิดดอกเบี้ยตามตลาดเงิน รวมความแล้วน่าเชื่อว่าโจทก์เป็นผู้ที่มีพฤติกรรมส่อไปในทางไม่สุจริตหรือไม่เป็นประเพณีการค้าปกติ ตามความหมายของข้อความที่ปรากฏในประกาศของจำเลยที่ 4 เรื่อง โครงการธนาคารกรุงไทยรับแลกเปลี่ยนตั๋วเจ้าหนี้บริษัทเงินทุน 42 บริษัทที่แผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทไม่ได้รับความเห็นชอบ (คปต.จ)

ลงวันที่ 8 ธันวาคม 2540 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องให้รับแลกเปลี่ยนตั๋วแลกเงินของโจทก์เป็นบัตรเงินฝากของจำเลยที่ 4 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประทีป ดุลพินิจธรรมา · โสภณ โรจน์อนนท์ · สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายไชยพงศ์ มุกเพชรรัตน์
ศาลอุทธรณ์ - นายอาคม รุ่งแจ้ง
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.963/2553
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ7150/2543
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ6276/2547
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้