Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5239/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 4 ในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 87-3546 กรุงเทพมหานคร ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 3 เป็นผู้เอาประกันภัยไว้ จำเลยที่ 4 ให้การว่ามิได้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกสิบล้อคันดังกล่าวจากจำเลยที่ 3 แต่รับประกันภัยไว้จากบุคคลอื่น ดังนี้คำให้การของจำเลยที่ 4 เป็นการยอมรับว่าได้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกคันที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ตามฟ้องจริง จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อบรรทุกขุดตักดินไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วยความประมาทเลินเล่อทำให้หลังคาของรถขุดตักดินเกี่ยวสายเคเบิลโทรศัพท์ขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยที่ขึงอยู่กับเสาไฟฟ้าของโจทก์ และดึงรั้งเอาเสาไฟฟ้าของโจทก์หักล้มได้รับความเสียหาย โดยจำเลยที่ 4 รับประกันค้ำจุนรถบรรทุกสิบล้อดังกล่าว เมื่อคดีนี้และคดีที่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยฟ้องให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดเป็นเหตุละเมิดครั้งเดียวกันและตามกรมธรรม์ประกันภัยก็ระบุให้จำเลยที่ 4 รับผิดไม่เกิน 250,000 บาทต่ออุบัติเหตุหนึ่งครั้ง การที่คำพิพากษา 2 สำนวนในเหตุละเมิดครั้งเดียวกันจะบังคับให้จำเลยที่ 4 ต้องรับผิดเกินกว่าความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยที่ 4 มีสิทธิยกปัญหาข้อนี้ขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ เมื่อคดีที่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเป็นโจทก์มียอดเงินค่าเสียหาย 51,247 บาท รวมกับยอดเงินค่าเสียหายคดีนี้260,017.24 บาท แล้วเป็นเงิน 311,264.24 บาท เกินวงเงินตามกรมธรรม์ประกันภัย จำเลยที่ 4 จึงต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายทั้งสองคดีในวงเงินตามกรมธรรม์ประกันภัยโดยเฉลี่ยตามส่วนความเสียหายแต่ละคดี

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดและเป็นผู้ครอบครองรถยนต์บรรทุกสิบล้อยี่ห้อฮีโน่หมายเลขทะเบียน87-3546 กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 4 เป็นนิติบุคคล ประเภทบริษัทจำกัดมีวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยทุกประเภท ขณะเกิดเหตุเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 87-3546กรุงเทพมหานคร ไว้จากจำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2538 เวลาประมาณ10.30 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 87-3546กรุงเทพมหานคร บรรทุกรถขุดตักดิน (แบ็กโฮ) ไปในทางการที่จ้าง หรือด้วยความยินยอมของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไปตามถนนสุขาภิบาล 3 จากทางด้านรามคำแหงมุ่งหน้าไปสี่แยกร่มเกล้า

จำเลยที่ 1 ได้เลี้ยวเข้าสถานีบริการน้ำมันเพิ่มเติมน้ำมัน ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้บรรทุกรถขุดตักดินมีความสูงกว่าปกติ ขณะขับรถยนต์บรรทุกออกจากสถานีบริการน้ำมันด้วยความประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้หลังคาของรถขุดตักดินเกี่ยวสายเคเบิลโทรศัพท์ขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยที่ขึงติดอยู่บนเสาไฟฟ้าของโจทก์ทำให้สายเคเบิลโทรศัพท์ดึงรั้งเอาเสาไฟฟ้าของโจทก์หักล้มรวม 4 ต้น อุปกรณ์ไฟฟ้า หม้อแปลงไฟฟ้า และอุปกรณ์ประกอบอื่น ๆได้รับความเสียหาย รวมเป็นเงิน 260,017.24 บาท ซึ่งจำเลยทั้งสี่ต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันละเมิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 18,837.89 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 278,855.13 บาท

พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน260,017.24 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ประกอบกิจการให้เช่าเครื่องมือกลและรับซ่อมเครื่องมือกลตลอดจนพาหนะทุกชนิด จำเลยที่ 1เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ควบคุมและขับเครื่องมือกลในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 นำรถขุดตักดินขึ้นรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ 2และให้คนขับรถยนต์บรรทุกนำรถขุดตักดินพร้อมจำเลยที่ 1 ไปส่งให้แก่ผู้เช่า แต่ในวันดังกล่าวไม่มีรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ 2 จอดอยู่ จำเลยที่ 1จึงได้นำรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 87-3546 กรุงเทพมหานครของจำเลยที่ 3 ที่นำมาตรวจซ่อมที่อู่ของจำเลยที่ 2 บรรทุกรถขุดตักดินไปส่งให้แก่ผู้เช่า โดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 จำเลยที่ 2และที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิด

ทั้งเหตุละเมิดเกิดจากการที่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยขึงสายเคเบิลโทรศัพท์บนเสาไฟฟ้าของโจทก์ต่ำกว่ามาตรฐานจึงเป็นความประมาทเลินเล่อขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยฝ่ายเดียวหลังจากเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความยอมชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมดโดยมอบอำนาจให้จำเลยที่ 4 เป็นผู้ชดใช้แทน สิทธิของโจทก์ที่จะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนในมูลละเมิดเป็นอันระงับไปจำเลยที่ 2 และที่ 3จึงไม่จำต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 4 ให้การว่า จำเลยที่ 4 ไม่ได้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 87-3546 กรุงเทพมหานคร จากจำเลยที่ 3แต่รับประกันภัยจากบุคคลอื่น จำเลยที่ 1 มิได้มีนิติสัมพันธ์กับผู้เอาประกันภัยจำเลยที่ 1 บรรทุกรถขุดตักดินสูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เป็นการฝ่าฝืนเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัย

จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิด เหตุละเมิดเกิดจากการที่โจทก์ไม่ดูแลสายเคเบิลโทรศัพท์และสายไฟฟ้าขึงไว้นานแล้ว ประกอบกับเสาไฟฟ้าตั้งเอียงเป็นเหตุให้สายเคเบิลโทรศัพท์และสายไฟฟ้าหย่อนกว่าปกติ โจทก์จึงมีส่วนประมาทเลินเล่อด้วย โจทก์เสียหายไม่เกิน 30,000 บาท ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นเงิน261,017.24 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 8กุมภาพันธ์ 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดไม่เกินจำนวน 250,000 บาท จำเลยที่ 4 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน แต่ให้แก้ไขจำนวนค่าเสียหายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจากจำนวนเงิน 261,017.24 บาท เป็นจำนวน260,017.24 บาท ให้ถูกต้องตามคำวินิจฉัยจำเลยที่ 4 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า ตามวันและเวลาเกิดเหตุในฟ้อง จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อยี่ห้อฮีโน่หมายเลขตัวถังเอฟเอ็น 274 บี - 10106 ติดป้ายหมายเลขทะเบียน 87-3546 กรุงเทพมหานคร บรรทุกรถขุดตักดินไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วยความประมาทของจำเลยที่ 1ทำให้หลังคาของรถขุดตักดินเกี่ยวสายเคเบิลโทรศัพท์ขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยที่ขึงอยู่กับเสาไฟฟ้าของโจทก์ และดึงรั้งเอาเสาไฟฟ้าของโจทก์หักล้มได้รับความเสียหาย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ประการแรกว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 4 รับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 87-3546 กรุงเทพมหานครซึ่งมิใช่รถยนต์บรรทุกหมายเลขตัวถังเอฟเอ็น 274 บี - 10106 ซึ่งจำเลยที่ 4รับประกันภัยไว้ตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย ล.1 จำเลยที่ 4จึงไม่ต้องรับผิดเพราะรถยนต์บรรทุกคันที่โจทก์ฟ้องมิใช่รถยนต์บรรทุกตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย ล.1 นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 4ในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 87-3546กรุงเทพมหานคร ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 3เป็นผู้เอาประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวไว้กับจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 4 ให้การว่ามิได้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 87-3546กรุงเทพมหานคร

ไว้จากจำเลยที่ 3 หากแต่รับประกันภัยไว้จากบุคคลอื่นเป็นการยอมรับว่าได้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกคันที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ตามฟ้องจริงตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย ล.1 จำเลยที่ 4รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขตัวถังเอฟเอ็น 274 บี - 1106 โดยไม่ได้ระบุหมายเลขทะเบียนไว้ นายสมศักดิ์ มีเอี่ยม หัวหน้าส่วนอุบัติเหตุรถยนต์ของจำเลยที่ 4 เบิกความว่า การประกันภัยรถยนต์ของจำเลยที่ 4ถือเอาหมายเลขตัวถังเป็นหลัก และภายหลังเกิดเหตุละเมิดพนักงานของจำเลยที่ 4 ได้ตรวจสอบรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุก็ปรากฏว่ามีหมายเลขตัวถังตรงกับที่ระบุในกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย ล.1 ตามใบแจ้งวินาศภัยเอกสารหมาย ล.3 การที่รถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุซึ่งจำเลยที่ 4รับประกันภัยไว้ติดป้ายหมายเลขทะเบียน 87-3546 กรุงเทพมหานครซึ่งเป็นหมายเลขทะเบียนของรถยนต์คันอื่น และโจทก์บรรยายฟ้องโดยระบุหมายเลขทะเบียนดังกล่าวไม่มีผลทำให้รถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุที่โจทก์ฟ้องไม่ใช่รถยนต์บรรทุกที่จำเลยที่ 4 รับประกันภัยไว้

ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 4 ฟังไม่ขึ้นจำเลยที่ 4 ฎีกาประการสุดท้ายว่า ในเหตุละเมิดครั้งนี้องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเป็นโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับเดียวกับเอกสารหมาย ล.1ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 309/2539 หมายเลขแดงที่ 4052/2540 ของศาลชั้นต้น คดีดังกล่าวศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นจำเลยที่ 3 ในคดีดังกล่าวร่วมรับผิดใช้ค่าเสียหายจำนวน 55,090 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 51,247 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เอกสารท้ายฎีกาหมายเลข 1 จำเลยที่ 4 ได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีดังกล่าวให้แก่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยแล้วเป็นเงิน 73,399.50 บาท ตามใบเสร็จรับเงินเอกสารท้ายฎีกาหมายเลข 2 จึงเหลือค่าเสียหายที่ต้องรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยไม่เกิน 176,600.50 บาท

นั้น ในปัญหานี้ โจทก์ยื่นคำแก้ฎีกาว่า จำเลยที่ 4 มิได้ยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การจึงไม่ควรรับวินิจฉัยให้และหากจะฟังว่าจำเลยที่ 4 ได้ชำระค่าเสียหายแก่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยแล้วก็ต้องคิดเฉพาะจำนวนเงินค่าเสียหายที่ศาลพิพากษาให้ดังนั้น จึงต้องฟังตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ว่า คดีนี้และคดีที่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยฟ้องให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยเป็นเหตุละเมิดครั้งเดียวกัน และตามกรมธรรม์ประกันภัยก็ระบุให้จำเลยที่ 4รับผิดไม่เกิน 250,000 บาท ต่ออุบัติเหตุหนึ่งครั้ง ปรากฏว่าคดีนี้และคดีที่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ทงสองคดีในวันเดียวกัน คือ วันที่ 29 มีนาคม 2542 จำเลยที่ 4ย่อมไม่อาจให้การถึงความรับผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ต่อองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยในคำให้การคดีนี้ได้ และการที่คำพิพากษา 2 สำนวนในเหตุละเมิดครั้งเดียวกันจะบังคับให้จำเลยที่ 4 ต้องรับผิดเกินกว่าความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

จำเลยที่ 4 มีสิทธิยกปัญหาข้อนี้ขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง ความรับผิดของจำเลยที่ 4 ในคดีที่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเป็นโจทก์มียอดเงินค่าเสียหาย 51,247 บาท เมื่อรวมกับยอดเงินค่าเสียหายคดีนี้ 260,017.24 บาท แล้ว เป็นเงิน 311,264.24 บาท เกินวงเงินตามกรมธรรม์ประกันภัยที่จำกัดความรับผิดเพียง 250,000 บาท ฉะนั้น จำเลยที่ 4 ต้องร่วมรับผิดใช้ค่าเสียหายทั้งสองคดีในวงเงินตามกรมธรรม์ประกันภัยโดยเฉลี่ยตามส่วนความเสียหายแต่ละคดีจะนำเงินทั้งหมดที่จำเลยที่ 4 ชำระให้แก่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยตามใบเสร็จรับเงินเอกสารท้ายฎีกาหมายเลข 2 มาหักออกจากวงเงินตามกรมธรรม์ประกันภัยหาได้ไม่ ซึ่งเมื่อคิดเฉลี่ยตามส่วนความเสียหายแต่ละคดีแล้ว จำเลยที่ 4 ต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นเงิน 208,839.63 บาท ฎีกาของจำเลยที่ 4 ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดไม่เกิน 208,839.63 บาทนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมศักดิ์ เนตรมัย · ระพินทร บรรจงศิลป · ผล อนุวัตรนิติการ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้