Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2555 (เลขอ้างอิง 521444)

พ.ศ. 2555 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2519 และ พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ตามที่ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 ให้นิยามความผิดมูลฐานไว้ ไม่รวมถึงความผิดฐานเสพหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายเพราะในสภาพความผิด ผู้กระทำความผิดไม่ได้ทรัพย์สินใดจากการกระทำผิด จึงไม่มีเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดที่ศาลจะสั่งให้ทรัพย์สินของผู้นั้นตกเป็นของแผ่นดิน เมื่อ บ. ถูกศาลอาญาพิพากษาว่า มีความผิดฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษเพื่อเสพ มิใช่มีไว้เพื่อจำหน่าย บ. จึงมิใช่ผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดหรือกฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันเป็นความผิดมูลฐาน แม้ บ. จะเป็นสามีผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านก็ไม่ใช่ผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงินมาก่อน ส่วน ส. และ ว. พี่สาวผู้คัดค้าน ช. สามีของ ว. และ พ. หลานของผู้คัดค้านเคยต้องหาว่า ครอบครองเมทแอมเฟตามีนไว้เพื่อจำหน่ายและความผิดดังกล่าวเป็นความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 ก็ตาม แต่การที่บุคคลดังกล่าวเป็นญาติของผู้คัดค้าน ผู้ร้องต้องนำสืบให้เห็นว่ามีความเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้คัดค้านด้วย จึงจะต้องด้วยบทสันนิษฐานตามมาตรา 51 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวนศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน ให้เรียกผู้ร้องทั้งสองสำนวนว่าผู้ร้อง และเรียกนางยุพา ผู้คัดค้านในสำนวนแรกว่าผู้คัดค้าน เรียกเอกสารหมาย ร.1 ถึง ร.9 ในสำนวนแรกว่าเอกสารหมาย ร.1 ถึง ร.9 และเรียกเอกสารหมาย ร.1 ถึง ร.9 ในสำนวนที่สองว่าเอกสารหมาย ร.1/1 ถึง ร.9/1 ตามลำดับ

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอทั้งสองสำนวนขอให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินจำนวน 117 รายการ พร้อมดอกผลที่เกิดขึ้นตกเป็นของแผ่นดิน ศาลชั้นต้นปิดประกาศไว้ที่ศาลและประกาศในหนังสือพิมพ์ที่มีจำหน่ายแพร่หลายในท้องถิ่นสองวันติดต่อกันแล้ว ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องและสั่งคืนทรัพย์สินให้แก่ผู้คัดค้านกับพวก

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ทรัพย์สินตามบัญชีเอกสารหมาย ร.9 ลำดับที่ 1 ถึงที่ 4, ที่ 6, ถึงที่ 9, ที่ 11 ถึงที่ 13, ที่ 18 และที่ 20 ถึงที่ 94 และทรัพย์สินตามบัญชีทรัพย์เอกสารหมาย ร.9/1 ทุกลำดับพร้อมดอกผลที่เกิดขึ้นตกเป็นของแผ่นดิน ให้คืนทรัพย์สินตามบัญชีทรัพย์เอกสารหมาย ร.9 ลำดับที่ 5, ที่ 10, ที่ 14 ถึงที่ 17 และที่ 19 แก่ผู้คัดค้านตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนทรัพย์สินตามบัญชีทรัพย์เอกสารหมาย ร.9 ลำดับที่ 6 ถึงที่ 9, ที่ 11 ถึงที่ 13 และที่ 21 ถึงที่ 94 รวม 81 รายการ แก่ผู้คัดค้าน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้ร้องและผู้คัดค้านฎีกา ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความต่างมิได้ฎีกาโต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า คดีทั้งสองสำนวนสืบเนื่องมาจากเจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นของผู้คัดค้านและนายบุญรัตน์ สามีผู้คัดค้านพบเมทแอมเฟตามีน 13 เม็ด และกัญชาแห้งน้ำหนักประมาณ 10 กรัม จึงจับกุมนายบุญรัตน์และดำเนินคดีในข้อหามียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และในประเภท 5 ไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย

พร้อมกับยึดทรัพย์สินและเอกสารจำนวนหนึ่งซึ่งเชื่อว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษส่งมายังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินพิจารณาดำเนินการ ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมผู้คัดค้านดำเนินคดีอาญาในข้อหาฟอกเงิน และตรวจค้นบ้านเลขที่ 509/378 ซอยชุมชนพัฒนาใหม่ แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร ยึดทรัพย์สินซึ่งเชื่อว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษเพิ่มเติม ส่งให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินดำเนินการ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน มีคำสั่งมอบหมายให้ร้อยตำรวจเอกสุวิทย์กับพวกเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบธุรกรรมและทรัพย์สินของนายบุญรัตน์กับผู้คัดค้าน

รวมทั้งบุคคลที่เกี่ยวข้องได้แก่นางสุภา พี่สาวของผู้คัดค้าน ต่อมาคณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินไว้ชั่วคราว สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินขายทอดตลาดทรัพย์ไปบางส่วน 2 ครั้ง และเก็บรักษาเงินสดไว้แทนทรัพย์สินที่ขายทอดตลาด นายบุญรัตน์ ผู้คัดค้าน และนางสุภายื่นคำร้องขอเพิกถอนการยึดและอายัดทรัพย์สิน คณะกรรมการธุรกรรมพิจารณารายงานการตรวจสอบและพยานหลักฐานของพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว เชื่อว่านายบุญรัตน์ผู้คัดค้านกับพวกเป็นผู้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ อันเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 และมีเหตุอันควรเชื่อว่าทรัพย์สินของนายบุญรัตน์

ผู้คัดค้านกับพวกเป็นทรัพย์สินที่ได้มาเกี่ยวกับการกระทำความผิด จึงมีมติให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งเรื่องให้ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้สั่งทรัพย์สินตามบัญชีทรัพย์เอกสารหมาย ร.9 และ ร.9/1 พร้อมดอกผลหากมีขึ้น ตกเป็นของแผ่นดิน ต่อมาในคดีที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมและดำเนินคดีนายบุญรัตน์ ศาลอาญาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษนายบุญรัตน์ในความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองเพื่อเสพ จำคุก 1 ปี 2 เดือน และปรับ 18,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี อีกทั้งในคดีที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมผู้คัดค้านดำเนินคดีอาญาในข้อหากระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

พ.ศ.2542 ศาลอาญาได้มีคำพิพากษายกฟ้องแล้วเช่นเดียวกัน โดยปรากฏข้อเท็จจริงตามท้องสำนวนว่า สำนวนแรก ผู้ร้องขอให้ทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานยึดได้ รวม 94 รายการ ตกเป็นของแผ่นดิน ส่วนสำนวนที่สอง ผู้ร้องขอให้ทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานยึดได้ รวม 23 รายการ ตกเป็นของแผ่นดิน ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องมีว่า ทรัพย์สินตามบัญชีทรัพย์เอกสารหมาย ร.9 ลำดับที่ 6 ถึงที่ 9, ที่ 11 ถึงที่ 13 และที่ 21 ถึงที่ 94 รวม 81 รายการ พร้อมดอกผลที่เกิดขึ้นตกเป็นของแผ่นดินหรือไม่ และตามฎีกาของผู้คัดค้านมีว่า ผู้คัดค้านควรได้คืนทรัพย์สินตามเอกสารหมาย ร.9 ลำดับที่ 1 ถึงที่ 4, ที่ 18 และที่ 20 รวมทั้งทรัพย์สินตามเอกสารหมาย ร. 9/1 ทุกรายการหรือไม่

สำหรับฎีกาของผู้ร้องที่หยิบยกปัญหาข้อกฎหมายเป็นประเด็นโต้เถียงว่า ผู้คัดค้านเป็นภรรยาของนายบุญรัตน์ ผู้ซึ่งศาลอาญามีคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และในประเภท 5 ไว้ในครอบครองอันเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 ที่ให้นิยาม "ความผิดมูลฐาน" ใน (1) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ผู้คัดค้านจึงเป็นผู้เกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำผิดมูลฐาน อันต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามมาตรา 51 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงพึงต้องวินิจฉัยต่อไป ตามภาระการพิสูจน์ของผู้คัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

พ.ศ.2542 มาตรา 3 ให้นิยาม "ความผิดมูลฐาน" ใน (1) ว่า หมายถึง ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดหรือกฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ทั้งให้นิยามคำว่า "ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด" อันเป็นทรัพย์สินที่ศาลพึงมีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินตามอำนาจและเงื่อนไขในมาตรา 51 วรรคแรกว่า (1) เงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำซึ่งเป็นความผิดมูลฐาน หรือจากการสนับสนุนหรือช่วยเหลือการกระทำซึ่งเป็นความผิดมูลฐาน (2) เงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการจำหน่าย จ่าย โอนด้วยประการใด ๆ ซึ่งเป็นเงินหรือทรัพย์สินตาม (1) หรือ (3) ดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินตาม (1) หรือ (2) ซึ่งบทบัญญัติเหล่านี้ย่อมรวมความมีนัยว่า

ทรัพย์สินที่ศาลพึงมีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินได้นั้น กล่าวโดยเฉพาะตามประเด็นในฎีกา ต้องเป็นเงินหรือทรัพย์สินอันมีองค์ประกอบสำคัญคือ "ที่ได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐาน" ดังปรากฏในเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ที่ว่า "คือ เนื่องจากในปัจจุบันผู้ประกอบอาชญากรรมซึ่งกระทำความผิดกฎหมายบางประเภท ได้นำเงินหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมากระทำการในรูปแบบต่าง ๆ อันเป็นการฟอกเงิน...ฯลฯ..." เช่นนี้ แม้ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2519 มาตรา 3 จะให้บทนิยามคำว่า "ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด" หมายความว่า ความผิดที่บัญญัติไว้ในกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดและให้นิยามคำว่า

"กฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด" หมายความว่า กฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ กฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท กฎหมายว่าด้วยการป้องกันการใช้สารระเหย และกฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ก็ต้องแปลความว่า ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ดังที่พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 ให้นิยาม "ความผิดมูลฐาน" ไว้นั้น ไม่รวมถึงความผิดฐานเสพหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดโดยฝ่าฝืนกฎหมาย เนื่องเพราะโดยสภาพความผิดดังกล่าวผู้กระทำความผิดนั้นๆ ไม่ได้ทรัพย์สินใดมาจากการกระทำผิดเลย จึงไม่มีเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดที่ศาลจะสั่งให้ทรัพย์สินของผู้กระทำความผิดฐานนี้ตกเป็นของแผ่นดิน

เช่นเดียวกับที่พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3 ให้บทนิยามคำว่า "ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด" หมายความว่า การผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติด และให้หมายความรวมถึงการสมคบ สนับสนุน ช่วยเหลือหรือพยายามกระทำความผิดดังกล่าวด้วย หาได้ให้นิยามรวมไปถึง ความผิดฐานเสพหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ดังนั้น ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามกฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามที่พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 ให้นิยามความผิดมูลฐานไว้นั้น จึงไม่รวมถึงความผิดฐานเสพหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย

ดังนี้ เมื่อนายบุญรัตน์ถูกศาลอาญาพิพากษาว่า มีความผิดฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษเพื่อเสพ มิใช่มีไว้เพื่อจำหน่าย นายบุญรัตน์จึงมิใช่ผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดหรือกฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 แม้นายบุญรัตน์จะเป็นสามีผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านก็ไม่ใช่ผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงินมาก่อน ส่วนที่นางสุภา นางวันเพ็ญ พี่สาวผู้คัดค้าน นายวิชาญ สามีของนางวันเพ็ญ นายพิพัฒน์ หลานของผู้คัดค้านเคยต้องหาว่า

ครอบครองเมทแอมเฟตามีนไว้เพื่อจำหน่าย และความผิดดังกล่าวเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 ก็ตามแต่การที่บุคคลดังกล่าวเป็นญาติของผู้คัดค้าน ผู้ร้องก็ต้องนำสืบให้เห็นว่ามีความเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้คัดค้านด้วย พยานหลักฐานของผู้ร้องจึงยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังว่า ผู้คัดค้านเป็นผู้กระทำความผิดมูลฐานหรือเป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฟอกเงินมาก่อน ผู้คัดค้านจึงไม่อยู่ในฐานะผู้ต้องด้วยบทสันนิษฐานตามมาตรา 51 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ที่มีภาระนำสืบพิสูจน์แสดงตามมาตรา 50 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้คืนทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์เอกสารหมาย

ร.9 ลำดับที่ 6 ถึงที่ 9, ที่ 11 ถึงที่ 13 และที่ 21 ถึงที่ 94 รวม 81 รายการ แก่ผู้คัดค้าน ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของผู้คัดค้านที่ว่า ผู้คัดค้านควรได้คืนทรัพย์สิน 117 รายการทั้งหมด อันรวมทั้งทรัพย์สินตามเอกสารหมาย ร.9 อันดับที่ 1 ถึงที่ 4, ที่ 18 และที่ 20 กับทรัพย์สินตามเอกสารหมาย ร. 9/1 ทั้ง 23 รายการ พร้อมดอกผลซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ศาลล่างทั้งสองให้ตกเป็นของแผ่นดินนั้น เห็นว่า สำนวนแรก ผู้ร้องขอให้ทรัพย์สิน รวม 94 รายการ ตกเป็นของแผ่นดิน และสำนวนที่สอง ผู้ร้องขอให้ทรัพย์สิน รวม 23 รายการ ตกเป็นของแผ่นดิน เมื่อปรากฏในท้องสำนวนว่า ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านคำร้องขอของผู้ร้องเฉพาะสำนวนคดีแรกในวันที่ 17 มีนาคม 2547 ดังที่ผู้คัดค้านระบุในคำคัดค้านเฉพาะคดีหมายเลขดำที่

ฟ.70/2546 ซึ่งเป็นสำนวนคดีแรก แม้ขณะนั้นศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้รวมการพิจารณาพิพากษาสำนวนคดีแรกและสำนวนคดีหลัง รวมกันแล้วก็ตาม แต่เมื่อผู้คัดค้านไม่ได้ยื่นคำคัดค้านในคดีหมายเลขดำที่ ฟ.22/2547 ซึ่งเป็นสำนวนคดีหลัง ผู้คัดค้านจึงมิได้เป็นคู่ความในสำนวนคดีหลัง ถูกต้องตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ดังนั้น ผู้คัดค้านจึงไม่มีสิทธิยื่นฎีกาคัดค้านคำร้องของผู้ร้องในสำนวนคดีหลัง ซึ่งเป็นคดีที่ผู้ร้องขอให้ทรัพย์สินตามที่บัญชีทรัพย์ เอกสารหมาย ร.9/1 ทุกลำดับพร้อมดอกผลที่เกิดขึ้นตกเป็นของแผ่นดิน ผู้คัดค้านคงเพียงมีสิทธิฎีกาเฉพาะทรัพย์สินตามบัญชีทรัพย์ เอกสารหมาย ร.9 ลำดับที่ 1 ถึงที่ 4, ที่ 18 และที่ 20 รวม 6 รายการ

พร้อมดอกผลซึ่งศาลล่างทั้งสองพิพากษาสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดิน อันเป็นทรัพย์สินในสำนวนคดีแรกที่ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านเท่านั้น แต่เมื่อปรากฏว่าทรัพย์ทั้ง 6 รายการ มีชื่อผู้อื่นเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์หรือถือสิทธิเป็นเจ้าของ มิใช่มีชื่อผู้คัดค้านและศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยว่ามิใช่ทรัพย์สินของผู้คัดค้าน ทั้งไม่อาจแปลความอนุมานว่าผู้คัดค้านอุทธรณ์คัดค้านปัญหาดังที่ผู้คัดค้านอ้างในฎีกา ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังว่าทรัพย์สินตามบัญชีทรัพย์เอกสารหมาย ร.9 ลำดับที่ 1 ถึงที่ 4, ที่ 18 และที่ 20 รวม 6 รายการไม่ใช่ของผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านจึงไม่มีสิทธิยื่นคำคัดค้านในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์สินตามมาตรา 50 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ถูกต้องตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองสำนวนชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พินิจ สายสอาด · นิยุต สุภัทรพาหิรผล · วิรุฬห์ แสงเทียน
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายสถาพร วงศ์ตระกูลรักษา
ศาลอุทธรณ์ - นายสรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ปค50/2552
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
ฟ70/2546
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
ฟ97/2548
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้