Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 52/2536

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

นอกจาก ส. แล้วโจทก์มี จ. เบิกความสนับสนุนว่าปลอมเป็นพ่อค้าติดต่อซื้อเฮโรอีนกับจำเลยที่ 1 และพวก เป็นผู้เข้าไปร่วมในเหตุการณ์สามารถรู้เห็นการกระทำของจำเลยทั้งหมดได้อย่างใกล้ชิดคำเบิกความของพยานทั้งสองสอดคล้องต้องกัน แม้จะแตกต่างกันบ้างก็ในส่วนที่เป็นรายละเอียด เมื่อพยานดังกล่าวดำเนินการติดต่อกับจำเลยที่ 1 แล้วจะรายงานให้พ้นตำรวจเอก ค. ทราบทุกขั้นตอนซึ่งพันตำรวจเอก ค. ก็เบิกความรับรองในข้อนี้ จากการวางแผนล่อซื้อเฮโรอีนดังกล่าวสามารถทำให้จับกุมจำเลยทั้งหมด คำพยานโจทก์เชื่อมโยงกันตั้งแต่ต้นจนจบ พยานดังกล่าวเบิกความไปตามหน้าที่ไม่ปรากฏว่ามีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยคนใดคนหนึ่งมาก่อนที่จะฟังว่าพยานแกล้งเบิกความปรักปรำให้จำเลยได้รับโทษ คำเบิกความของพยานโจทก์จึงมีน้ำหนักควรแก่การรับฟัง.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันมีเฮโรอีนไฮโดรคลอไรด์ซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรงในประเภท 1 จำนวน 1 ก้อนน้ำหนัก 344 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์หนัก 310.6 กรัม และอีก13 ก้อน น้ำหนัก 5,820 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์หนัก 5,366.7กรัม ไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันจำหน่าย ขาย ส่งมอบเฮโรอีนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเฮโรอีนดังกล่าวจำนวน 1 ก้อน น้ำหนัก 344 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์หนัก 310.6กรัม ให้แก่ผู้ล่อซื้อ ต่อมา จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันจำหน่าย ขายส่งมอบ เฮโรอีนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเฮโรอีนดังกล่าวข้างต้นอีก 13ก้อน น้ำหนัก 5,820 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 5,366.7 กรัมให้แก่ผู้ล่อซื้อ

จำเลยที่ 1 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1680/2531 ของศาลชั้นต้นและจำเลยที่ 5 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1557/2531 ของศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2528 มาตรา 4 ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 2(พ.ศ. 2522) เรื่องระบุชื่อและประเภทยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ลงวันที่ 17 กันยายน 2522ข้อ 1(1) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2526 มาตรา 4และสั่งริบเฮโรอีน กระเป๋าหนังและรถยนต์หมายเลขทะเบียน 2 จ-5652กรุงเทพมหานคร และให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1680/2531 ของศาลชั้นต้น และนับโทษจำเลยที่ 5 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1557/2531 ของศาลชั้นต้นจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1680/2531 ของศาลชั้นต้นจำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 5 รับว่าเป็นคนเดียวกับจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่1557/2531 ของศาลชั้นต้นศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งเจ็ดมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย วางโทษประหารชีวิต ฐานจำหน่ายเฮโรอีนวางโทษประหารชีวิต จำเลยที่ 1 ที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 คงจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 ไว้ตลอดชีวิตทั้งสองกระทง แต่ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 ไว้ตลอดชีวิตเพียงสถานเดียว และให้ประหารชีวิต

จำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 เพียงสถานเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ริบเฮโรอีนและกระเป๋าหนังของกลาง ส่วนรถยนต์ให้คืนเจ้าของ คำขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ที่ 3 ต่อจากคดีอื่นให้ยกจำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 อุทธรณ์ จำเลยที่ 1ที่ 3 ไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นรวมส่งสำนวนมายังศาลอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...นอกจากนายสุรพลแล้วโจทก์มีนายจิมมี่เซย์ เบิกความสนับสนุนพยานทั้งสองปากนี้ว่า ปลอมเป็นพ่อค้าติดต่อซื้อเฮโรอีนกับจำเลยที่ 1 และพวกเป็นผู้เข้าไปร่วมในเหตุการณ์สามารถรู้เห็นการกระทำของจำเลยทั้งหมดได้อย่างใกล้ชิดคำเบิกความของพยานทั้งสองสอดคล้องต้องกัน

แม้จะแตกต่างกันบ้างก็ในส่วนที่เป็นรายละเอียด เมื่อพยานดังกล่าวดำเนินการติดต่อกับจำเลยที่ 1 แล้วจะรายงานให้พันตำรวจเอกคมกฤชทราบทุกขั้นตอนซึ่งพันตำรวจเอกคมกฤชก็เบิกความรับรองในข้อนี้ จากการวางแผนล่อซื้อเฮโรอีนดังกล่าวสามารถทำให้จับกุมจำเลยทั้งหมด คำพยานโจทก์เชื่อมโยงกันตั้งแต่ต้นจนจบ พยานดังกล่าวเบิกความไปตามหน้าที่ไม่ปรากฏว่ามีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยคนใดคนหนึ่งมาก่อนที่จะฟังว่าพยานแกล้งเบิกความปรักปรำให้จำเลยได้รับโทษคำเบิกความของพยานโจทก์จึงมีน้ำหนักควรแก่การรับฟัง สำหรับพยานจำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 เบิกความลอย ๆ ไม่มีเหตุผล โดยเฉพาะจำเลยที่ 2 รับว่าในวันจับกุมได้ขับรถยนต์ให้จำเลยที่ 1 จริง

จำเลยที่ 4 ว่าได้นั่งในรถยนต์เพื่อรอจำเลยที่ 1จำเลยที่ 5 รับว่าเคยไปที่โรงแรม เจ.บี.กับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ติดต่อขายเฮโรอีนกับพ่อค้าจริง จำเลยที่ 7 ว่าจำเลยที่ 1 เคยค้ำประกันในการที่ญาติของจำเลยที่ 1 ซื้อตู้เย็นและเครื่องรับโทรทัศน์จากร้านของจำเลยที่ 7 ไปเป็นการเจือสมว่าจำเลยดังกล่าวมีส่วนเกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 1 จริง พยานจำเลยไม่อาจฟังหักล้างพยานโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6และที่ 7 ได้กระทำการดังที่โจทก์นำสืบจริง เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ขับรถยนต์ตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 หรือที่ 4 จำเลยที่ 2 ได้ขับรถยนต์พาจำเลยที่ 1 และนายสุรพลกับพวกไปดูเฮโรอีนที่บ้านของจำเลยที่ 5 ที่ตำบลคูคตอำเภอลำลูกกา

จังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2531 และเมื่อได้ทดสอบดูแล้วจำเลยที่ 2 และที่ 6 ได้นำเฮโรอีนไปเก็บซุกซ่อนไว้และการที่จำเลยที่ 2 ขับรถนำจำเลยที่ 3 และนายสุรพลไปเอาเฮโรอีนซึ่งเก็บซุกซ่อนไว้ที่บ้านในซอยบางไผ่ ฝั่งธนบุรีในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2531 ซึ่งเป็นวันถูกจับกุมแล้วจำเลยที่ 2และที่ 4 ได้มารออยู่ในรถที่โรงแรมเอเซียจนกระทั่งถูกจับกุมแม้จะกระทำตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้าง แต่ตามคำเบิกความของนายสุรพลว่าจำเลยที่ 1 เคยบอกว่าจำเลยที่ 2 เคยเป็นลูกน้องของจำเลยที่ 7 เคยขนเฮโรอีนให้จำเลยที่ 7 เป็นคนที่ไว้ใจได้ ดังนั้น ตามพฤติการณ์จึงเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 2 ทราบว่าจำเลยที่ 1 กับนายสุรพลและนายจิมมี่

ติดต่อซื้อขายเฮโรอีนกัน การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิด จำเลยที่ 4 เป็นภรรยาของจำเลยที่ 1 แม้จะเป็นอัมพาตไม่สามารถเดินได้แต่สามารถพูดจาได้ทั้งสามารถไปไหนมาไหนได้โดยรถยนต์ เมื่อนายสุรพล นายจิมมี่และสายลับไปติดต่อซื้อเฮโรอีนกับจำเลยที่ 1 ที่บ้าน จำเลยที่ 4ได้พูดแสดงความคิดเห็นหรือเสนอแนะในการซื้อขายทั้งได้ความจากนายสุรพลว่าจำเลยที่ 4 ได้บอกให้ทราบเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2530ว่า จำเลยที่ 4 ได้ร่วมเดินทางไปจังหวัดเชียงราย เพื่อยืนยันกับหุ้นส่วนว่าถ้ายาเสพติดส่งมาถึงกรุงเทพฯ จะต้องมีผู้ซื้อ ทั้งได้บอกนายสุรพลให้ฝากนายจิมมี่ว่าให้ใจเย็น ๆ จำเลยที่ 4 ได้ออกความเห็นเกี่ยวกับการที่ให้จำเลยที่ 3 ไปเอาเฮโรอีนจากบ้านจำเลยที่ 5มาให้นายสุรพลกับพวกทดสอบดู

ทั้งยังทราบที่ซุกซ่อนของเฮโรอีนด้วย ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2531 จำเลยที่ 4 ไปรออยู่ในรถยนต์ตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 เพื่อรับเงินจากนายสุรพลกับพวก การกระทำของจำเลยที่ 4 ถือได้ว่าร่วมกับจำเลยที่ 1 มีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเฮโรอีนโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยที่ 5 ได้ไปกับจำเลยที่ 1 ได้เสนอขายเฮโรอีนให้นายสุรพลกับพวกที่ล่อซื้อที่โรงแรม เจ.บี. เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2530นอกจากนี้ในวันที่ 14 มกราคม 2531 นายสุรพลได้พบจำเลยที่ 5และที่ 6 ที่บ้านของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 5 ได้บอกกับจำเลยที่ 4 ว่าให้บอกจำเลยที่ 1 ว่าเมื่อได้เฮโรอีนมาแล้วให้นำไปเก็บไว้ที่บ้านของตน ซึ่งปรากฏต่อมาว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้พานายสุรพลกับพวกไปดูตัวอย่างและทดสอบเฮโรอีนที่บ้านของจำเลยที่ 5 เมื่อวันที่ 29มกราคม 2531 หลังจากทดสอบแล้ว

จำเลยที่ 6 บุตรเขยของจำเลยที่ 5 ได้นำเฮโรอีนไปเก็บซ่อนไว้ แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 5 และที่ 6ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำผิดตามฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 7 นั้นนอกจากจำเลยที่ 1 ระบุว่าเป็นหุ้นส่วนกันแล้ว เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2531จำเลยที่ 7 ได้มาพบนายสุรพลกับพวกที่บ้านของจำเลยที่ 1 ยืนยันว่าจะส่งเฮโรอีนมาให้ตามสั่ง เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ปีเดียวกันจำเลยที่ 1 ได้โทรศัพท์ติดต่อเรื่องเฮโรอีนกับจำเลยที่ 7 ต่อหน้านายสุรพลกับพวก ต่อมาได้มีการส่งเฮโรอีนมาให้จำเลยที่ 1 อีก10 ก้อน ตามพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 7 เป็นผู้ส่งเฮโรอีนมาให้จำเลยที่ 1 ขายให้นายสุรพลกับพวกตามที่ได้พูดไว้

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ที่จำเลยฎีกาว่าพยานโจทก์ปากนายสุรพลเบิกความแตกต่างกับนายจิมมี่และปรักปรำจำเลยเพราะเป็นพนักงานปราบปรามยาเสพติดให้โทษนั้นเห็นว่า แม้คำพยานของพยานทั้งสองจะแตกต่างกันบ้างก็เฉพาะในส่วนที่เป็นพลความ หาใช่ส่วนที่เป็นสาระสำคัญไม่ ที่ว่าเบิกความปรักปรำนั้น พยานทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานกระทำการไปตามหน้าที่เบิกความไปตามความจริงตามที่รู้เห็น เนื่องจากปลอมตัวเข้าร่วมในเหตุการณ์การกระทำของจำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 เป็นตัวการร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 โดยแบ่งหน้าที่กันทำที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำเลยฐานร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและร่วมกันจำหน่ายเฮโรอีนโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ 4ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมปอง เสนเนียม · อัมพร เดชศิริ · วิทูรย์ สุทธิประภา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2104/2567

การวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานบอกเล่า พยานซัดทอด หรือพยานที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้านนั้น ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มี…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1207/2567

การจะเป็นความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติโดยร่วมกระทำการใด ๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมในการดำเนินการขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ หรือเป็นเครือข่ายดำเนินงานขององค์กรดังกล่าว หรือสมคบกันตั้งแต่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 125/2567

การกระทำที่จะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 110 (1) ผู้กระทำต้องรู้ว่าสินค้าที่ตนนำเข้ามาในราชอาณาจักร จำหน่าย เสนอจำหน่าย หรือมีไว้เพื่อจำหน่าย เป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 740/2566

แม้คําพิพากษาคดีแพ่งของศาลชั้นต้นจะมีผลผูกพันโจทก์จำเลยซึ่งเป็นคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ทำให้จำเลยไม่มีสิทธิกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอย่างอื่นให้แตกต่างไปจากผลแห่งคําวินิจฉัยดังกล่าวที่ฟังข้อ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 514/2566

วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบให้ใช้ระบบไต่สวนและเป็นไปโดยรวดเร็ว และก่อนศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ศาลอาจเรียกพยานหลักฐานมาสืบเพิ่มเติมตามที่เห็นสมควร ซึ่งรวมทั้งการเรียกพยานที่สืบแล้วมาสืบใหม่โดย…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้