Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5192/2538

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตามสัญญาก่อสร้างอาคารใช้สิทธิแก่เทศบาลเมืองฉะเชิงเทราเช่าได้มีกำหนดเวลา20ปีนับแต่วันลงนามในสัญญาคือวันที่20พฤศจิกายน2513ถึงวันที่20พฤศจิกายน2533โจทก์ซึ่งเป็นผู้เช่าช่วงต่อมาย่อมมีสิทธิการเช่าตามที่ระบุในสัญญาดังกล่าวจึงมีสิทธิให้จำเลยเช่าได้เพียงเท่าระยะเวลาการเช่าที่ตนมีสิทธิและตามสัญญาจองอาคารระหว่างโจทก์จำเลยได้เท้าความถึงเรื่องที่โจทก์ได้ทำการก่อสร้างอาคารพิพาทขึ้นบนที่ดินราชพัสดุโดยโจทก์ได้สิทธิเช่าช่วงมาจากเทศบาลเมืองฉะเชิงเทราดังนี้ตามสัญญาจองอาคารที่ระบุให้มีอายุการเช่า20ปีจึงย่อมเป็นที่เข้าใจระหว่างคู่สัญญาแล้วว่าหมายถึงอายุการเช่า20ปีตามที่โจทก์มีสิทธิตามสัญญาก่อสร้างอาคารหากให้เริ่มนับระยะเวลาการเช่าตั้งแต่วันที่มีการทำสัญญาเช่ากันในภายหลังจะทำให้มีอายุการเช่ามากกว่า20ปีเกินกว่าสิทธิที่โจทก์ให้เช่าช่วงได้ซึ่งเป็นไปไม่ได้ขณะทำสัญญาจองอาคารโจทก์ยังไม่ได้รับสิทธิการเช่าต่ออีก5ปีเพิ่งได้รับสิทธิดังกล่าวในภายหลังเพราะเกิดมีกรณีพิพาทระหว่างกรมธนารักษ์กับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ทำให้การก่อสร้างล่าช้าวัสดุก่อสร้างเสียหายเพื่อชดเชยความเสียหายนี้กระทรวงการคลังจึงได้ขยายระยะเวลาการเช่าออกไปให้อีก5ปีซึ่งไม่เกี่ยวกับจำเลยจึงถือว่าอายุการเช่าอาคารพิพาทระหว่างโจทก์จำเลยที่กระทำกันตามที่ระบุไว้ในสัญญาจองอาคารสิ้นสุดลงเพียงวันที่20พฤศจิกายน2533จำเลยจึงบังคับให้โจทก์ทำสัญญาเช่าและจดทะเบียนการเช่าให้จำเลยมีอายุ20ปีนับแต่วันทำสัญญาเช่ามิได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบอาคารพิพาทคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย โดยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปทันทีให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบอาคารพิพาทคืนโจทก์จำเลยให้การสู้คดีขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ปฏิบัติตามสัญญาจองโดยให้ไปดำเนินการทำสัญญาเช่ากับเทศบาลเมืองฉะเชิงเทราเพื่อจะได้ทำสัญญาเช่ากับจำเลยให้เรียบร้อยและสัญญาเช่ากับจำเลยต้องมีอายุการเช่า 20 ปี นับแต่วันทำสัญญาให้โจทก์ไปจดทะเบียนการเช่าดังกล่าว ณ ที่ว่าอำเภอเมืองฉะเชิงเทราโดยโจทก์เป็นผู้เสียค่าอากรแสตมป์และค่าธรรมเนียมเองโจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้งศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้งของจำเลยโจทก์และจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

คดีนี้จำเลยฎีกาในข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยในข้อกฎหมายเกี่ยวกับการตีความสัญญาจองอาคารว่า ระยะเวลาเช่าครบกำหนดเมื่อใดเพียงข้อเดียวและจำเลยไม่ได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 252 ข้อเท็จจริงจึงยุติตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนว่า เดิมเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2513 กระทรวงการคลังกับเทศบาลเมืองฉะเชิงเทราได้ทำสัญญาก่อสร้างอาคารพิพาทยกกรรมสิทธิ์ให้กระทรวงการคลังในที่ดินราชพัสดุแปลงหมายเลข 3750, 4533 และ 3881 ตำบลหน้าเมืองอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมีข้อสัญญาว่าเมื่อก่อสร้างอาคารเสร็จแล้วเทศบาลเมืองฉะเชิงเทราต้องยกกรรมสิทธิ์อาคารให้กระทรวงการคลัง โดยกระทรวงการคลังยินยอมให้เทศบาลเมืองฉะเชิงเทราเช่าอาคารทั้งหมดมีกำหนดระยะเวลา20 ปี และให้มีสิทธิให้เช่าช่วงได้

ต่อมาเทศบาลเมืองฉะเชิงเทราได้เอางานก่อสร้างดังกล่าวให้นายประสิทธิ์ เจริญรุ่งเรืองทำการก่อสร้างและหากเกิดความจำเป็นนายประสิทธิ์จะเอางานก่อสร้างนี้ช่วงให้บุคคลอื่นทำต่อได้ด้วย โดยกระทรวงการคลังอนุญาตปรากฏตามสัญญาก่อสร้างอาคารและบันทึกเพิ่มเติมเอกสารหมาย จ.1 เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2514 นายประสิทธิ์ได้ทำสัญญาช่วงให้โจทก์ทำการก่อสร้างอาคารดังกล่าวอีกต่อหนึ่งโดยยินยอมให้โจทก์นำอาคารที่ก่อสร้างขึ้นไปให้ผู้อื่นเช่าช่วงได้ปรากฏตามสัญญาการลงทุนสร้างตึกแถวเอกสารหมาย จ.14และสัญญาเช่าช่วงสร้างอาคารเอกสารหมาย จ.15 เมื่อวันที่1 เมษายน 2515 จำเลยได้ทำสัญญาจองอาคารพิพาทจากโจทก์จำนวน2 ห้อง ตามเอกสารหมาย จ.5 และได้เข้าอยู่อาศัยในอาคารพิพาทตั้งแต่

พ.ศ. 2518 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ต่อมาหลังจากมีการทำสัญญาจองอาคารตามเอกสารหมาย จ.5 แล้ว กระทรวงการคลังได้ให้สิทธิการเช่าแก่เทศบาลเมืองฉะเชิงเทราเพิ่มอีก 5 ปี และต่อมาปรากฏว่าที่ดินและอาคารพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ทางเทศบาลเมืองฉะเชิงเทราจึงทำสัญญาเช่าอาคารทั้งหมดจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์แล้วเทศบาลเมืองฉะเชิงเทราได้ทำสัญญาให้นายประสิทธิ์เช่าช่วงและนายประสิทธิ์ได้ทำสัญญาให้โจทก์เช่าช่วงอาคารดังกล่าวอีกทอดหนึ่งโจทก์จึงได้แจ้งให้จำเลยไปทำสัญญาเช่าช่วงอาคารพิพาทกับโจทก์ แต่ตกลงกันเรื่องกำหนดเวลาเช่าไม่ได้ คงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ตามสัญญาจองอาคารเอกสารหมาย

จ.5ที่ระบุว่าจะทำสัญญาเช่ามีอายุการเช่า 20 ปี นับแต่วันทำสัญญานั้นการนับระยะเวลาเช่าควรนับตั้งแต่วันทำสัญญาเช่าและจดทะเบียนการเช่าเป็นต้นไป เพราะขณะทำสัญญาจองอาคารพิพาทนั้นอาคารยังไม่ได้ก่อสร้างจำเลยยังไม่ได้เข้าครอบครองอาคารที่จองและยังไม่ได้เสียค่าเช่า จำเลยเข้าไปอยู่และเสียค่าเช่า เมื่อ พ.ศ. 2518และโจทก์ได้รับการต่อสัญญาถึง พ.ศ. 2538 จำเลยจึงมีสิทธิการเช่า20 ปี นับแต่วันทำสัญญาเช่าเป็นต้นไปหรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตามสัญญาก่อสร้างอาคารเอกสารหมาย จ.1 ข้อ 8 ให้สิทธิแก่เทศบาลเมืองฉะเชิงเทราเช่าได้มีกำหนดเวลา 20 ปี นับแต่วันลงนามในสัญญาคือวันที่ 20 พฤศจิกายน 2513 ถึงวันที่ 20พฤศจิกายน 2533 โจทก์ซึ่งเป็นผู้เช่าช่วงต่อมาย่อมมีสิทธิการเช่าตามที่ระบุในสัญญาดังกล่าวจึงมีสิทธิให้จำเลยเช่าได้เพียงเท่าระยะเวลาการเช่าที่ตนมีสิทธิ และตามสัญญาจองอาคารระหว่างโจทก์จำเลยเอกสารหมาย จ.5 ข้อ 1 ได้เท้าความถึงเรื่องที่โจทก์ได้ทำการก่อสร้างอาคารพิพาทขึ้นบนที่ดินราชพัสดุโดยโจทก์ได้สิทธิเช่าช่วงมาจากเทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา ดังนี้ตามสัญญาข้อ 4 ที่ระบุให้มีอายุการเช่า 20 ปี จึงย่อมเป็นที่เข้าใจระหว่างคู่สัญญาแล้วว่า

หมายถึงอายุการเช่า 20 ปี ตามที่โจทก์มีสิทธิตามสัญญาเอกสารหมาย จ.1 หากให้เริ่มนับระยะเวลาการเช่าตั้งแต่วันที่มีการทำสัญญาเช่ากันในภายหลังจะทำให้มีอายุการเช่ามากกว่า 20 ปี เกินกว่าสิทธิที่โจทก์ให้เช่าช่วงได้ซึ่งเป็นไปไม่ได้ขณะทำสัญญาจองอาคารตามเอกสารหมาย จ.5 นั้น โจทก์ยังไม่ได้รับสิทธิการเช่าต่ออีก 5 ปี เพิ่งได้รับสิทธิดังกล่าวในภายหลังเพราะเกิดมีกรณีพิพาทระหว่างกรมธนารักษ์กับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ทำให้การก่อสร้างล่าช้า วัสดุก่อสร้างเสียหายเพื่อชดเชยความเสียหายนี้กระทรวงการคลังจึงได้ขยายระยะเวลาการเช่าออกไปให้อีก 5 ปี ซึ่งไม่เกี่ยวกับจำเลย จึงถือว่าอายุการเช่าอาคารพิพาทระหว่างโจทก์จำเลยที่กระทำกันตามที่ระบุไว้ในสัญญาจองอาคารเอกสารหมาย จ.5 สิ้นสุดลงเพียงวันที่ 20พฤศจิกายน 2533 จำเลยจึงบังคับให้โจทก์ทำสัญญาเช่าและจดทะเบียนการเช่าให้จำเลยมีอายุ 20 ปี นับแต่วันทำสัญญาเช่ามิได้ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ผล อนุวัตรนิติการ · สมปอง เสนเนียม · พิมล สมานิตย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้