Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5168/2545

พ.ศ. 2545 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คำสั่งของจำเลยที่ไล่โจทก์ออกนั้นอ้างเหตุแต่เพียงว่าโจทก์ได้เก็บเงินค่าโดยสารแล้วตัดตั๋วให้ผู้โดยสารไม่ครบราคา เป็นการทุจริตต่อหน้าที่และจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับ มิได้อ้างว่าโจทก์ได้กระทำการดังกล่าวมาแล้วครั้งหนึ่งและจำเลยได้ตักเตือนเป็นหนังสือไว้แล้ว ดังนั้นเมื่อโจทก์ฟ้องเรียกค่าชดเชย จำเลยก็ชอบที่ยกเหตุที่ระบุในหนังสือเลิกจ้างขึ้นเป็นข้อต่อสู้เท่านั้น จำเลยจะยกเหตุที่โจทก์ได้กระทำการดังกล่าวมาแล้วครั้งหนึ่งและจำเลยได้ตักเตือนเป็นหนังสือไว้แล้วซึ่งนอกเหนือจากที่ระบุในคำสั่งของจำเลยอันเป็นหนังสือเลิกจ้างขึ้นต่อสู้ไม่ได้ เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าการที่โจทก์ซึ่งเป็นพนักงานเก็บค่าโดยสารได้รับเงินค่าโดยสารจากผู้โดยสารเป็นธนบัตรฉบับละ 20 บาท โจทก์ได้ตัดตั๋วราคา 6 บาท และทอนเงิน 4 บาท ให้แก่ผู้โดยสาร ซึ่งเป็นการตัดตั๋วไม่ครบราคา โดยโจทก์ไม่มีเจตนาเบียดบังเงินจำนวน 10 บาท เป็นของตนโดยทุจริต แต่โจทก์ปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยเสียหายเพียงเล็กน้อย ดังนี้การกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับ และคำสั่งของจำเลยกรณีที่ไม่ร้ายแรง จำเลยเลิกจ้างโจทก์ จึงต้องจ่ายค่าชดเชย และย่อมเป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุสมควร มิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 49

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้จ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ตำแหน่งสุดท้ายเป็นพนักงานเก็บค่าโดยสารรถโดยประจำทางปรับอากาศสาย ปอ. ๒ ต่อมาจำเลยมีคำสั่งไล่โจทก์ออกจากงาน โจทก์เห็นว่าการเลิกจ้างของจำเลยไม่เป็นธรรมต่อโจทก์เพราะโจทก์ไม่มีความผิด ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งที่ไล่โจทก์ออกจากงานที่ ๕๒๔/๒๕๔๓ ฉบับลงวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๔๓ และให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิมอัตราค่าจ้างเดิมหรือไม่ต่ำกว่าเดิม ได้รับสวัสดิการเหมือนเดิมและนับอายุงานต่อเนื่องเสมือนไม่มีการให้โจทก์ออกจากงาน หากจำเลยไม่สามารถรับโจทก์กลับเข้าทำงานได้ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยเป็นเงิน ๕๖,๓๗๖.๕๒ บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ๘๐,๐๐๐ บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของค่าชดเชย และในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม นับแต่วันเลิกจ้าง เป็นต้นไปจนกว่าจำชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยมีคำสั่งเขตการเดินรถที่ ๒ ที่ ๕๒๔/๒๕๔๓ ลงโทษไล่โจทก์ออกจากพนักงาน ชอบด้วยระเบียบข้อบังคับและกฎหมายแรงงานแล้ว ไม่ถือเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมเนื่องจากโจทก์กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง โดยโจทก์ทำหน้าที่ขายตั๋วโดยสารบนรถได้ตัดตั๋วให้ผู้โดยสารไม่ครบราคา โดยผู้โดยสารขึ้นรถที่ถนนสีลมไปลงที่วัดบำเพ็ญเหนือได้ชำระค่าโดยสารเป็นธนบัตรฉบับละ ๒๐ บาท ซึ่งค่าโดยสารตามตารางกำหนด ๑๖ บาท แต่โจทก์ตัดตั๋วโดยสารให้ผู้โดยสารชนิดราคา ๖ บาท ทอนเงินให้ ๔ บาท เป็นการเบียดบังเงิน ๑๐ บาท ไปเป็นประโยชน์ของตนโดยทุจริต ซึ่งโจทก์เคยกระทำมาครั้งหนึ่ง จำเลยได้มีคำสั่งที่ ๑๒๘/๒๕๔๒ ลงวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๔๒ ว่ากล่าวตักเตือนโจทก์ว่าอย่ากระทำการฝ่าฝืนข้อบังคับระเบียบคำสั่งในเรื่องนี้อีก

หากฝ่าฝืนจะพิจารณาลงโทษสถานหนักต่อไป โจทก์ไม่มีสิทธินำส่วนแบ่งจากการขายตั๋วโดยสารประจำวัน ซึ่งคิดเป็นอัตราร้อยละและมีจำนวนไม่แน่นอน หากโจทก์ไม่มาทำงานขายตั๋วบนรถก็ไม่มีสิทธิได้รับ เงินส่วนแบ่งไม่ใช่ค่าจ้าง และเงิน ๑๙,๖๕๖.๕๒ บาท ที่โจทก์อ้างไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงจะนำมาคิดรวมกับค่าชดเชย ๓๖,๗๒๐ บาท หาได้ไม่ โจทก์เรียกดอกเบี้ยค่าชดเชยเกินกว่ากฎหมายกำหนด และการเลิกจ้างโจทก์ครั้งนี้จำเลยได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยตามข้อบังคับจำเลย ฉบับที่ ๔๖ ซึ่งถือเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างแล้ว จึงไม่ถือว่าเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย ๘๐,๐๐๐ บาท ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ในปัญหาที่โจทก์อุทธรณ์ข้อแรกว่า เหตุเลิกจ้างที่จำเลยได้กล่าวอ้างในคำสั่งที่ ๕๒๔/๒๕๔๓ ไม่ได้ระบุถึงการกระทำผิดซ้ำคำเตือน จำเลยจึงไม่อาจอ้างเหตุดังกล่าวมาเป็นเหตุในการต่อสู้คดีกับโจทก์ได้ ศาลแรงงานกลางได้หยิบยกเหตุข้อต่อสู้ของจำเลยมาวินิจฉัยลงโทษ (น่าจะใช้คำว่า "เป็นโทษแก่") โจทก์ จึงเป็นการไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๗ นั้น เห็นว่า จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจซึ่งขณะเกิดเหตุคดีนี้จำเลยอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ และระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๔๓ ข้อ ๔๕, ๔๖ ไม่ได้อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน

พ.ศ. ๒๕๔๑ ตามคำสั่งของจำเลยที่ ๕๒๔/๒๕๔๓ ที่ไล่โจทก์ออกจากงานนั้น อ้างเหตุแต่เพียงว่าโจทก์ได้เก็บเงินค่าโดยสารแล้วตัดตั๋วให้ผู้โดยสารไม่ครบราคา เป็นการทุจริตต่อหน้าที่และจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่งของจำเลยเป็นเหตุให้เสียหายแก่จำเลยอย่างร้ายแรง มิได้อ้างว่าโจทก์ได้กระทำการดังกล่าวมาแล้วครั้งหนึ่งและจำเลยได้ตักเตือนเป็นหนังสือไว้แล้ว ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกค่าชดเชยจำเลยก็ชอบที่ยกเหตุที่ระบุในหนังสือเลิกจ้างขึ้นเป็นข้อต่อสู้เท่านั้น จำเลยจะยกเหตุที่โจทก์ได้กระทำการดังกล่าวมาแล้วครั้งหนึ่งและจำเลยได้ตักเตือนเป็นหนังสือไว้แล้ว ซึ่งนอกเหนือจากที่ระบุในคำสั่งของจำเลยที่ ๕๒๔/๒๕๔๓ อันเป็นหนังสือเลิกจ้างขึ้นเป็นข้อต่อสู้ไม่ได้

อุทธรณ์ของในข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนในปัญหาที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ความเสียหายที่จำเลยได้รับคือเงินจำนวน ๑๐ บาท ถือเป็นเงินจำนวนเล็กน้อย การเลิกจ้างของจำเลยจึงไม่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา ๑๑๙(๓) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ตามที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัย จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยตามฟ้อง และการกระทำของโจทก์ตามระเบียบข้อบังคับของจำเลย ฉบับที่ ๔๖ พ.ศ. ๒๕๒๔ บทลงโทษยังไม่ถึงขั้นเลิกจ้าง คำสั่ง ๕๒๔/๒๕๔๓ ให้โจทก์ออกจากงานจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ เห็นว่า คดีนี้จำเลยให้การต่อสู้คดีไว้ว่าโจทก์กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบคำสั่งของจำเลยที่ ๕๒๔/๒๕๔๓ แล้วถือได้ว่าจำเลยอ้างว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่และฝ่าฝืนระเบียบ ข้อบังคับและคำสั่งของจำเลยในกรณีร้ายแรง

จำเลยมิได้ให้การว่าโจทก์ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงจึงไม่ตรงกับข้ออ้างในหนังสือเลิกจ้างและเป็นเรื่องที่จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปตามเหตุเลิกจ้างที่จำเลยอ้างไว้ในหนังสือเลิกจ้างและจำเลยได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีซึ่งศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริง ว่าโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานเก็บค่าโดยสารได้รับเงินค่าโดยสารจากผู้โดยสารเป็นธนบัตรฉบับละ ๒๐ บาท โจทก์ได้ตัดตั๋วราคา ๖ บาทและทอนเงิน ๔ บาท ให้แก่ผู้โดยสารดังกล่าว ซึ่งเป็นการตัดตั๋วไม่ครบราคา

โจทก์ไม่มีเจตนาเบียดบังเงินจำนวน ๑๐ บาท เป็นของตนโดยทุจริต แต่โจทก์ปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยเสียหายเพียงเล็กน้อย ดังนี้การกระทำของโจทก์จึงเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับ และคำสั่งของจำเลยในกรณีที่ไม่ร้ายแรง จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุตามคำสั่งของจำเลยที่ ๕๒๔/๒๕๔๓ จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น แต่จำเลยให้การต่อสู้ไว้ด้วยว่าเงินส่วนแบ่งจากการขายตั๋วโดยสารประจำวันไม่ใช่ค่าจ้างและเงิน ๑๙,๖๕๖.๕๒ บาท ที่โจทก์อ้างไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงจะนำมาคำนวณรวมกับค่าชดเชย ๓๖,๗๒๐ บาทไม่ได้ ปัญหาและข้อเท็จจริงส่วนนี้ศาลแรงงานกลางยังไม่ได้วินิจฉัย จึงเห็นสมควรให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยในปัญหาว่าเงินส่วนแบ่งจากการขายตั๋วโดยสารประจำวันเป็นค่าจ้างหรือไม่

หากเป็นค่าจ้างเงินส่วนแบ่งจากการขายตั๋วโดยสารประจำวันที่จำนำมาคำนวณเป็นค่าชดเชยมีจำนวนเท่าใด และโจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชยจำนวนเท่าใด สำหรับปัญหาว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมหรือไม่นั้น เห็นว่า การที่จำเลยเลิกจ้างด้วยเหตุที่โจทก์กระทำผิดดังกล่าวมา ย่อมเป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุสมควรมิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙ อุทธรณ์ของโจทก์ในปัญหานี้ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับค่าชดเชย ให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยปัญหาว่าเงินส่วนแบ่งจากการขายตั๋วโดยสารประจำวันเป็นค่าจ้างหรือไม่ หากเป็นค่าจ้าง เงินส่วนแบ่งจากการขายตั๋วโดยสารประจำวันที่จะนำมาคำนวณค่าชดเชยมีจำนวนเท่าใด และโจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยจำนวนเท่าใด แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เกษมสันต์ วิลาวรรณ · วีรพจน์ เพียรพิทักษ์ · พูนศักดิ์ จงกลนี
ศาลล่าง
ศาลแรงงานกลาง - นายชวลิต ธรรมฤาชุศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4030/2561

แม้จำเลยที่ 1 มีอำนาจยุบรวมแผนกการเงินและแผนกบัญชีเข้าด้วยกันเป็นแผนกการเงินและบัญชีตามมติของคณะกรรมการบริหารของจำเลยที่ 1 เพื่อประสิทธิภาพและความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจของจำเลยที่ 1 ตามข้อบังคับเกี่ย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6075/2549

จำเลยทั้งสามติดต่อและตกลงรับโจทก์เข้าทำงานกับจำเลยที่ 1 เพราะเห็นว่าโจทก์เป็นผู้มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์สามารถทำหน้าที่บริหารดูแลงานทรัพย์สินทางปัญญาอันเป็นสาระสำคัญของสัญญาจ้างงาน การเป็นเนติ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8570/2548

แม้ศาลแรงงานจะฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (3) แต่เมื่อจำเลยมิได้ระบุเหตุดังกล่าวไว้ในหน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 364/2548

วันที่ 2 เมษายน 2546 จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ไปช่วยทำงานที่โรงแรมสีดา รีสอร์ท นครนายก มีผลตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2546 และวันที่ 21 เมษายน 2546 จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ไปทำงานในตำแหน่งที่ปรึกษาประจำตัวกรรมก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7189/2562

ในการทำงานโจทก์กับจำเลยมีข้อตกลงต่อการรักษาความลับและพันธกรณีอื่น ๆ โดยโจทก์ยินยอมที่ป้องกันรักษาความลับของข้อมูลและสารสนเทศของจำเลย อันแสดงให้เห็นว่า จำเลย ให้ความสำคัญต่อการป้องกันและเก็บรักษาข้อมูล…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้