Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5165/2542

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 หารถยนต์มาเอาประกันภัยกับโจทก์โดยได้รับบำเหน็จตอบแทนในอัตราร้อยละ 12 โดยจำเลยที่ 1 มีหน้าที่นำกรมธรรม์ไปส่งให้แก่ลูกค้าและรับเบี้ยประกันภัยจากลูกค้ามามอบให้โจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นตัวแทนของโจทก์แล้วแม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนอันมีผลให้การกระทำของทั้งโจทก์และจำเลยที่ 1 ฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2534 มาตรา 31(13)และมาตรา 63 ก็ตามก็เป็นเรื่องที่พนักงานเจ้าหน้าที่จะดำเนินการแก่โจทก์และจำเลยที่ 1แต่ในระหว่างตัวแทนกับตัวการด้วยกัน ตัวแทนจะอ้างบทกฎหมายดังกล่าวเพื่อไม่ต้องรับผิดคืนเบี้ยประกันภัยที่ได้รับไว้จากลูกค้าของโจทก์หาได้ไม่ และการเป็นตัวแทนประกันวินาศภัยหาใช่การที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่สัญญาตัวแทนระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงมีผลผูกพันบังคับกันได้ตามกฎหมาย จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาและโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง แม้จะไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือว่าจำเลยทั้งสองยอมรับผิดชำระเบี้ยประกันแทนลูกค้าให้แก่โจทก์ก็ตาม แต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 798 เป็นบทบังคับสำหรับกิจการที่ตัวแทนไปทำกับบุคคลภายนอกแทนตัวการเท่านั้น มิได้ใช้บังคับแก่ข้อพิพาทระหว่างตัวการ กับตัวแทน จำเลยทั้งสองจึงอ้างบทบัญญัติดังกล่าวมิได้และการที่โจทก์ขู่ว่าจะกลั่นแกล้งลูกค้าที่จำเลยที่ 1 หามาเพื่อบังคับให้จำเลยลงชื่อทำสัญญารับสภาพหนี้และค้ำประกันนั้น หาใช่การข่มขู่อันจะมีผลให้การแสดงเจตนาต้องเสียไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164 ไม่ ทั้งการที่จำเลยที่ 1ได้ชำระหนี้ตามเช็คให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นหนี้อีกรายการหนึ่งตามหนังสือสัญญารับสภาพหนี้และค้ำประกัน ย่อมถือได้ว่าเป็นการให้สัตยาบันแก่การที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าไม่สมบูรณ์แล้วด้วย จำเลยทั้งสองจะอ้างข่มขู่ให้พ้นความรับผิดต่อโจทก์หาได้ไม่

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ประกอบกิจการร่วมกันในการจัดหารถยนต์ของบุคคลทั่วไปเข้ามาประกันวินาศภัยกับโจทก์ โดยโจทก์จะจ่ายค่าบำเหน็จให้ และจำเลยทั้งสองมีหน้าที่ติดตามเก็บรวมรวมเบี้ยประกันภัยรถยนต์เพื่อส่งมอบให้แก่โจทก์หากเรียกเก็บไม่ได้จำเลยทั้งสองต้องดำเนินการยกเลิกการประกันภัย มิฉะนั้นจำเลยทั้งสองจะเป็นผู้ชดใช้เงินดังกล่าวแทน ในระหว่างปี 2534 ถึงปี 2537 จำเลยทั้งสองค้างชำระเงินแก่โจทก์ 5,636,482 บาท จำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวให้โจทก์โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน เมื่อถึงกำหนดชำระเงินโจทก์ได้บอกกล่าวทวงถามจำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอบังคับจำเลยทั้งสองให้ร่วมกันชำระเงิน 6,092,805 บาท

พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 5,636,482 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การทำนองเดียวกันว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหาย เพราะการรับประกันวินาศภัยจะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 ตัวแทนหรือนายหน้าประกันภัยต้องจดทะเบียนเป็นตัวแทนหรือนายหน้าที่กรมการประกันภัย กระทรวงพาณิชย์ จึงสามารถแนะนำชี้ช่องหาลูกค้ามาทำประกันภัยกับโจทก์ได้หากบุคคลใดยังไม่มีใบอนุญาตเป็นตัวแทนหรือนายหน้าก็ไม่มีสิทธิหาลูกค้ามาทำประกันภัยกับโจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นตัวแทนหรือนายหน้าของโจทก์เพราะไม่ได้จดทะเบียนและได้รับใบอนุญาตเป็นตัวแทนจากกรมการประกันภัย จำเลยที่ 1ไม่เคยตกลงเป็นตัวแทนหาประกันภัยให้โจทก์ และไม่ได้เป็นหนี้ค่าเบี้ยประกันภัยตามฟ้องจำเลยทั้งสองถูกบังคับให้ทำหนังสือรับสภาพหนี้และค้ำประกันกับโจทก์

หากไม่ยอมทำโจทก์จะกลั่นแกล้งโดยบิดพลิ้วกับลูกค้าที่จำเลยที่ 1 หามาประกันภัย หนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวจึงขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนเป็นโมฆะ จำเลยที่ 1จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วย ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 5,636,482 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2537 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ให้จำเลยที่ 2 ชำระแทนจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่าโจทก์เป็นบริษัทรับประกันวินาศภัย

จำเลยที่ 1 ไม่ได้รับใบอนุญาตให้เป็นตัวแทนหรือนายหน้าประกันวินาศภัย จำเลยที่ 1 กระทำการเป็นตัวแทนหารถยนต์มาประกันภัยกับโจทก์ตั้งแต่ปี 2532 โดยใช้ชื่อบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล โบรกเกอร์ จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนของโจทก์ มีข้อตกลงกันว่า เมื่อจำเลยที่ 1 หารถยนต์มาเอาประกันภัยกับโจทก์ได้แล้วโจทก์จะออกกรมธรรม์มอบให้จำเลยที่ 1 นำไปให้ผู้เอาประกันภัย และจำเลยที่ 1 จะเก็บเบี้ยประกันภัยมาส่งให้โจทก์ โจทก์จะจ่ายบำเหน็จให้จำเลยที่ 1 ในอัตราร้อยละ 12ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับเบี้ยประกันภัย ต่อมาวันที่ 19 กรกฎาคม 2537 โจทก์และจำเลยทั้งสองทำหนังสือขึ้นฉบับหนึ่ง เรียกชื่อว่า หนังสือสัญญารับสภาพหนี้และค้ำประกัน ตามเอกสารหมาย

จ.8 มีข้อความว่าจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าได้เก็บเงินค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์จากลูกค้าของโจทก์ไปหลายราย เมื่อคิดบัญชีแล้วคงเหลือเงินที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระให้โจทก์ 5,636,482 บาท และนอกจากหนี้จำนวนนี้แล้วจำเลยที่ 1 ได้สั่งจ่ายเช็คให้โจทก์เป็นการชำระค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์บางส่วนอีก5 ฉบับ คือ เช็คธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาธัญบุรี ลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2537 จำนวนเงิน 537,396 บาท ลงวันที่ 6 สิงหาคม 2537 จำนวนเงิน 426,427 บาท ลงวันที่ 11 สิงหาคม 2537 จำนวนเงิน 469,922 บาท ลงวันที่ 18 สิงหาคม 2537 จำนวนเงิน 614,146 บาท และลงวันที่ 4 กันยายน 2537 จำนวนเงิน 202,285 บาท โดยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้แนะนำให้จำเลยที่ 1 มาเป็นตัวแทนของโจทก์ยอมเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวด้วยหลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้ตามเช็คทั้ง 5 ฉบับ

ดังกล่าวให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว แต่หนี้อีกรายการหนึ่งอันเป็นจำนวนที่โจทก์ฟ้อง จำเลยทั้งสองยังมิได้ชำระพิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยทั้งสองฎีกาข้อแรกและข้อสองว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนให้เป็นตัวแทนหรือนายหน้าประกันวินาศภัย การที่โจทก์มอบหมายให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของโจทก์จึงฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง และเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่สามารถกระทำการเป็นตัวแทนของโจทก์ได้ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยฎีกาทั้งสองข้อนี้รวมกันไป ในปัญหาดังกล่าวเห็นว่าข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติแล้วว่าจำเลยที่ 1 หารถยนต์มาเอาประกันภัยกับโจทก์โดยได้รับบำเหน็จตอบแทนในอัตราร้อยละ12 โดยจำเลยที่ 1 มีหน้าที่นำกรมธรรม์ไปส่งให้แก่ลูกค้าและรับเบี้ยประกันภัยจากลูกค้ามามอบให้โจทก์

การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นตัวแทนของโจทก์แล้ว แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนอันมีผลให้การกระทำของทั้งโจทก์และจำเลยที่ 1 ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 มาตรา 31(13) และมาตรา 63 ก็ตาม ก็เป็นเรื่องที่พนักงานเจ้าหน้าที่จะดำเนินการแก่โจทก์และจำเลยที่ 1 แต่ในระหว่างตัวแทนกับตัวการด้วยกัน ตัวแทนจะอ้างบทกฎหมายดังกล่าวเพื่อไม่ต้องรับผิดคืนเบี้ยประกันที่ได้รับไว้จากลูกค้าของโจทก์ตามสัญญารับสภาพหนี้และค้ำประกัน เอกสารหมาย จ.8 หาได้ไม่ และการเป็นตัวแทนประกันวินาศภัยหาใช่การที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่

สัญญาตัวแทนระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงมีผลผูกพันบังคับกันได้ตามกฎหมาย จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญา และโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้ ฎีกาสองข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นที่จำเลยทั้งสองฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า ไม่มีมูลหนี้ตามหนังสือสัญญารับสภาพหนี้และค้ำประกัน ตามเอกสารหมาย จ.8 จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดนั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสองอ้างเหตุแรกว่า ไม่มีข้อตกลงว่าหากจำเลยที่ 1 ไม่แจ้งยกเลิกกรมธรรม์ของลูกค้าภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับกรมธรรม์ในกรณีที่เก็บเงินค่าเบี้ยประกันภัยจากลูกค้าไม่ได้แล้ว จำเลยที่ 1 ยอมรับผิดชำระเบี้ยประกันภัยแทนลูกค้า ในปัญหาข้อนี้แม้โจทก์จะมีคำเบิกความของนายสุวัฒน์

ระดมสุทธิกุล กับนางสาวรรณธนา วงศ์สถิรพิเชษฐ์ ซึ่งเป็นพนักงานของโจทก์ประกอบกับคำเบิกความของนายศิริชัย จิตตวานิช ผู้จัดการบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล โบรกเกอร์ จำกัด โดยไม่มีพยานเอกสารใดมานำสืบสนับสนุนก็ตาม แต่ฝ่ายจำเลยก็มีเพียงตัวจำเลยทั้งสองมาเบิกความปฏิเสธเอาลอย ๆ เช่นเดียวกันศาลฎีกาเห็นว่าหากไม่มีข้อตกลงดังกล่าวแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลใดที่โจทก์จะต้องให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญารับสภาพหนี้และให้จำเลยที่ 2 ค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.8 ขึ้น เพราะจะเป็นการยุ่งยากแก่โจทก์อย่างมากในการดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ในกรณีที่จำเลยที่ 1 ไม่แจ้งยกเลิกกรมธรรม์ทั้งเก็บเบี้ยประกันภัยจากลูกค้ามาแล้วไม่นำเงินส่งให้แก่โจทก์ เนื่องจากจะต้องตรวจสอบและอ้างพยานหลักฐานสำหรับลูกค้าแต่ละรายเมื่อสำรวจเสียก่อนแล้วให้จำเลยทั้งสองรับสภาพหนี้และค้ำประกันไว้ก็ย่อมจะเป็นการสะดวกยิ่งกว่า

หนี้ตามหนังสือสัญญารับสภาพหนี้และค้ำประกันเอกสารหมาย จ.8 ก็มิได้มีเฉพาะแต่จำนวนที่โจทก์ฟ้องเพียงรายการเดียว แต่ยังมีหนี้ที่ตามเช็คอีก 5 ฉบับ ซึ่งก็มีมูลหนี้มาจากค่าเบี้ยประกันภัยค้างชำระในส่วนทจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสิ้น และจำเลยที่ 1 ก็ได้ชำระหนี้ในส่วนนี้ให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว รับฟังได้มั่นคงว่ามีข้อตกลงให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระเบี้ยประกันภัยแทนลูกค้าอันเป็นมูลหนี้ตามหนังสือสัญญารับสภาพหนี้และค้ำประกัน เอกสารหมาย จ.8 จริง ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือเกี่ยวกับข้อตกลงดังกล่าว จึงรับฟังไม่ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 867 ประกอบมาตรา 798 นั้น เห็นว่าบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 798 เป็นบทบังคับสำหรับกิจการที่ตัวแทนไปทำกับบุคคลภายนอกแทนตัวการเท่านั้น

มิได้ใช้บังคับแก่ข้อพิพาทระหว่างตัวการกับตัวแทน จำเลยทั้งสองจึงอ้างบทบัญญัติดังกล่าวมิได้และที่จำเลยทั้งสองอ้างเหตุว่าถูกข่มขู่ให้ลงชื่อในหนังสือสัญญารับสภาพหนี้และค้ำประกัน เอกสารหมาย จ.8 ตามคำให้การของจำเลยทั้งสองคงอ้างเหตุเพียงว่ายอมลงชื่อในเอกสารดังกล่าวเพราะโจทก์ขู่ว่าจะกลั่นแกล้งลูกค้าที่จำเลยที่ 1 หามาซึ่งเหตุดังกล่าวหาใช่การข่มขู่อันจะมีผลให้การแสดงเจตนาต้องเสียไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164 ไม่ นอกจากนี้ ยังปรากฏด้วยว่าจำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้ตามเช็ค 5 ฉบับ แก่โจทก์แล้วอันเป็นหนี้อีกรายการหนึ่งตามหนังสือสัญญารับสภาพหนี้และค้ำประกันเอกสารหมาย จ.8 ซึ่งถือได้ว่าเป็นการให้สัตยาบันแก่การที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าไม่สมบูรณ์แล้วด้วย จำเลยทั้งสองจะอ้างข่มขู่ให้พ้นความรับผิดต่อโจทก์หาได้ไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ · ผล อนุวัตรนิติการ · สายันต์ สุรสมภพ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้