Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5151/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ในการตีความการแสดงเจตนานั้น ให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 171 และในกรณีที่มีข้อสงสัยให้ตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่คู่กรณีฝ่ายซึ่งจะเป็นผู้ต้องเสียในมูลหนี้นั้นตามมาตรา 11 หนังสือสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 5 ค้ำประกันจำเลยที่ 2 ไว้แก่โจทก์มีข้อความว่า เนื่องในการที่ธนาคารโจทก์ได้อนุมัติให้จำเลยซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่าลูกหนี้ทำการกู้เงินหรือเบิกเงินเกินบัญชี ขายลดตั๋วเงินและ/หรือรายการอื่นใดอันก่อให้เกิดหนี้สินพันธะระหว่างจำเลยกับธนาคารทหารไทย จำกัด (โจทก์) ทั้งที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้หรือจะพึงเกิดขึ้นในภายหน้าภายใน วงเงินไม่เกิน 1,500,000 บาท ซึ่งมีข้อความสอดคล้องกับข้อความตามข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองเป็นประกันที่จำเลยที่ 5 จำนองแก่โจทก์ใจความว่าจำเลยที่ 5 จำนองที่ดินเป็นประกันเงินซึ่งจำเลยเป็นหนี้โจทก์ก่อนเวลานี้หรือในเวลานี้ หรือในเวลาใดเวลาหนึ่งต่อไปในภายหน้าเป็นจำนวนเงิน ไม่เกิน1,500,000 บาท ดังนั้น ตามสัญญาดังกล่าวมีข้อความว่า จำเลยที่ 5ยอมรับผิดในหนี้สินระหว่างจำเลยที่ 2 กับโจทก์ที่จะพึงเกิดขึ้นในภายหน้าหมายถึงหนี้สินที่จำเลยที่ 2 เป็นลูกหนี้ของโจทก์โดยตรงในฐานะลูกหนี้ชั้นต้น คู่สัญญาไม่น่าจะคาดหมายว่าจะต้องรับผิดในหนี้สินที่จำเลยที่ 2ซึ่งเป็นลูกหนี้ไปค้ำประกันหนี้บุคคลภายนอก คือ จำเลยที่ 1 ต่อโจทก์อีกต่อหนึ่งในภายหน้าด้วย

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2530 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเปิดเล็ตเตอร์ออฟเครดิตกับโจทก์ ขอให้โจทก์แจ้งไปยังธนาคารตัวแทนของโจทก์ในประเทศสิงคโปร์ แจ้งให้ผู้ขายสินค้าทราบว่าจำเลยที่ 1 ขอเปิดเล็ตเตอร์ออฟเครดิตในการสั่งซื้อสินค้าไว้กับโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 3 และที่ 6เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาวันที่ 25 มิถุนายน 2530จำเลยที่ 1 ทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์ ขอรับเอกสารการออกสินค้ามูลค่า28,406.70 ดอลลาร์สหรัฐและจะนำเงินมาชำระคืนให้โจทก์ภายในวันที่ 22สิงหาคม 2530 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม2528 จำเลยที่ 4 และที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้สินหรือพันธะอื่น ๆของจำเลยที่ 2 ไว้ต่อโจทก์ในวงเงิน 1,500,000 บาท

พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี วันที่ 16 มิถุนายน 2530 จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ทุกประเภทไว้ต่อโจทก์ในวงเงิน 756,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จำเลยที่ 3 และที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1ทุกประเภทไว้แก่โจทก์ในวงเงิน 756,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15ต่อปี นอกจากการค้ำประกันดังกล่าวแล้ว เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2528จำเลยที่ 5 นำที่ดินโฉนดเลขที่ 6117 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง จดทะเบียนจำนองไว้แก่โจทก์เป็นประกันหนี้ของตนเองและของจำเลยที่ 2 ในขณะจำนองและในภายหน้าในวงเงิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปีมีข้อตกลงว่าหากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้

จำเลยที่ 5 ยอมรับผิดในส่วนที่ขาดจนครบ หลังจากทำสัญญาทรัสต์รีซีทและรับสินค้าไปแล้วจำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินให้แก่โจทก์ โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยทั้งหกเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,554,827.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 734,881.33 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งหกไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 6117 พร้อมสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งหกออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 5 ให้การว่า จำเลยที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 2ไว้ต่อโจทก์จริง และได้นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจำนองไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 5 เองและหนี้ของจำเลยที่ 2 ที่มีต่อโจทก์ในวงเงิน1,500,000 บาท

จริง แต่การค้ำประกันและจำนองดังกล่าวที่ทำต่อโจทก์เป็นการประกันหนี้ของจำเลยที่ 2 เฉพาะหนี้เงินกู้ หนี้เบิกเงินเกินบัญชีหนี้ขายลดตั๋วเงิน หนี้ตามสัญญาเล็ตเตอร์ออฟเครดิต ทรัสต์รีซีทแพคกิ้งเครดิตหนี้ที่ธนาคารออกหนังสือค้ำประกันอาวัล หรือรับรองตั๋วเงินหรือหนี้อื่นใดที่จำเลยที่ 2 มีต่อโจทก์โดยตรงเท่านั้น จำเลยที่ 5 ไม่เคยทำสัญญาค้ำประกันหรือจำนองเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์ ไม่ว่าจะเป็นโดยตรงหรือในฐานะรับเรือน ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน1,554,827.50 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน734,881.33 บาท นับแต่วันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จโดยให้จำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ร่วมรับผิดจำนวน 1,288,042.28 บาท

พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 734,881.33 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 6117 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 5 บังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบจำเลยที่ 4 และที่ 5 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยที่ 5 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 5 แต่เพียงว่าจำเลยที่ 5 ในฐานะผู้ค้ำประกันและผู้จำนองประกันหนี้ของจำเลยที่ 2 แก่โจทก์จะต้องร่วมรับผิดในหนี้ที่จำเลยที่ 2 เข้าเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกัน สัญญาจำนองและข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองเป็นประกันเอกสารหมาย

จ.3 ถึง จ.5 หรือไม่ จำเลยที่ 5 ฎีกาว่า จำเลยที่ 5 มิได้ทำสัญญาค้ำประกันหรือจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์ จำเลยที่ 5 จึงไม่ต้องรับผิดในพันธะหนี้สินที่จำเลยที่ 1 ได้ก่อขึ้นแก่โจทก์ และจำเลยที่ 5 ไม่จำต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 แก่โจทก์

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว หนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.3 ที่จำเลยที่ 5 ค้ำประกันจำเลยที่ 2 ไว้แก่โจทก์ข้อ 1 มีข้อความว่า เนื่องในการที่ธนาคารฯ ได้อนุมัติให้บริษัท เอส.ซี. สยามเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (จำเลยที่ 2) ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า ลูกหนี้ ทำการกู้เงินหรือเบิกเงินเกินบัญชี ขายลดตั๋วเงินและ/หรือรายการอื่นใดอันก่อให้เกิดหนี้สินพันธะระหว่างบริษัท เอส.ซี. สยามเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (จำเลยที่ 2) กับธนาคารทหารไทย จำกัด (โจทก์) ทั้งที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้หรือจะพึงเกิดขึ้นในภายหน้า ภายในวงเงินไม่เกิน 1,500,000 บาท ซึ่งมีข้อความสอดคล้องกับข้อความตามข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองเป็นประกันที่จำเลยที่ 5 จำนองแก่โจทก์ตามเอกสารหมายจ.4 และ

จ.5 ข้อ 1 ใจความว่า จำเลยที่ 5 จำนองที่ดินเป็นประกันเงินซึ่งบริษัทเอส.ซี. สยามเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (จำเลยที่ 2) เป็นหนี้ผู้รับจำนอง (โจทก์) ก่อนเวลานี้หรือในเวลานี้ หรือในเวลาใดเวลาหนึ่งต่อไปในภายหน้าเป็นจำนวนเงินไม่เกิน 1,500,000 บาท เห็นว่าในการตีความการแสดงเจตนานั้นให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 และในกรณีที่มีข้อสงสัยให้ตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่คู่กรณีฝ่ายซึ่งจะเป็นผู้ต้องเสียในมูลหนี้นั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 11 ดังนั้นตามสัญญาดังกล่าวมีข้อความว่า จำเลยที่ 5 ยอมรับผิดในหนี้สินระหว่างจำเลยที่ 2 กับโจทก์ที่จะพึงเกิดขึ้นในภายหน้าหมายถึงหนี้สินที่จำเลยที่ 2 เป็นลูกหนี้ของโจทก์โดยตรงในฐานะลูกหนี้ชั้นต้น

คู่สัญญาไม่น่าจะคาดหมายว่าจะต้องรับผิดในหนี้สินที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกหนี้ไปค้ำประกันหนี้บุคคลภายนอกคือ จำเลยที่ 1 ต่อโจทก์อีกต่อหนึ่งในภายหน้า ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ในหนี้ที่จำเลยที่ 2 เข้าเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วินัย ตุลยภักดิ์ · พิชัย เตโชพิทยากูล · วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้