คำฟ้องและคำให้การ
คดี 7 สำนวนนี้
โจทก์ฟ้องมีความต้องกันว่าจำเลยเป็นผู้เช่าห้องแถวพิพาท โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าแล้ว จำเลยขัดขืนไม่ยอมออกจากห้องเช่า จึงขอให้ศาลขับไล่จำเลยต่อสู้คดีหลายประการศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ฟังว่า จำเลยได้ตกลงยินยอมออกจากที่เช่ารายนี้แล้วจึงพิพากษากลับให้ขับไล่จำเลยออกจากห้องเช่าจำเลยทั้ง 7 สำนวนฎีกาศาลฎีกาคงฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ซื้อที่รายนี้มาจากหม่อมแช่มมีความประสงค์จะรื้อห้องแถวปลูกเป็นโกดัง จึงเจรจาปรองดองกับผู้เช่าให้ออกไปในที่สุดพวกที่เช่าตกลงจะออกจากที่เช่า และโจทก์ยอมให้อยู่ต่อไป 3 เดือน ได้ทำสัญญากันไว้ตามเอกสาร จ.5 ถึง จ.11 ซึ่งมีความสำคัญว่า "ผู้เช่าขอเช่ามีกำหนดเวลาสามเดือน ตั้งแต่วันที่ 5 เดือนเมษายน พ.ศ.2492 จนถึงวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ.2492 เพื่ออยู่อาศัยชั่วคราว โดยผู้ให้เช่าแจ้งให้ทราบแล้วว่า จะรื้อห้องนี้ ผู้เช่าจึงขอให้ความยินยอมไว้ว่า จะย้ายไปทันทีเมื่อครบกำหนดเวลาเช่า ผู้ให้เช่าตกลงให้ค่าย้ายสามร้อยบาทถ้วน"
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อความในสัญญาดังกล่าวเป็นการได้รับความยินยอมจากผู้เช่าแล้ว และเป็นการผูกพันกันทั้ง 2 ฝ่ายอนึ่งคดีนี้ โจทก์มีคำขอให้จำเลยมารับเงินค่าขนย้ายบ้านจากโจทก์ห้องละ 300 บาท ด้วยจึง
ผลคำพิพากษา
พิพากษาแก้เฉพาะให้โจทก์วางเงินค่าขนย้ายบ้านห้องละ 300 บาทให้จำเลยนอกนั้นคงยืน