Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2554 (เลขอ้างอิง 514309)

พ.ศ. 2554 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

สำนวนคดีที่สองและที่สามที่โจทก์ในสำนวนแรกเป็นผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินของกลางรวม 4 รายการ ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 27, 29, 30, 31 นั้น ศาลชั้นต้นได้ประกาศหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายให้บุคคลซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินดังกล่าวมายื่นคำร้องคัดค้านคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินเข้ามาในคดีแล้ว แต่ไม่มีผู้ใดยื่นคำร้องคัดค้านเข้ามา รวมทั้งจำเลยที่ 1 และที่ 3 ด้วย ดังนี้ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบทรัพย์สินทั้งสี่รายการให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด จำเลยที่ 1 และที่ 3 ซึ่งมิได้ยื่นคำร้องคัดค้านเข้ามาในคดีทั้งสองสำนวนดังกล่าว จึงมิใช่คู่ความ ไม่อาจยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาต่อมาในส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์และฎีกาในส่วนนี้และศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในปัญหานี้ให้นั้น ไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 10 พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29 พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30 พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 31

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสามสำนวนนี้

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาและมีคำพิพากษาและคำสั่งรวมกัน สำนวนคดีแรก โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 92 ริบเมทแอมเฟตามีนกับกระเป๋าหูหิ้วของกลาง เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กับที่ 3 ตามกฎหมาย โดยให้นับโทษจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษในคดีข้างต้น จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 และที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ และจำเลยที่ 3 ยังรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ สำนวนคดีที่สองและที่สาม โจทก์ในสำนวนคดีแรกเป็นผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินทั้งสี่รายการให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 27, 29, 30, 31 ศาลชั้นต้นสั่งให้ประกาศโฆษณาในหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายให้บุคคลซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินยื่นคำร้องคัดค้านคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินเข้ามาในคดี ไม่ปรากฏมีผู้คัดค้าน

ศาลชั้นต้นพิพากษาและมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29, 30, 31 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 ลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 1 และที่ 3 และเมื่อศาลลงโทษถึงขั้นประหารชีวิตแล้วจึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้อีก จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและคำให้การในชั้นสอบสวนรวมทั้งทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละตลอดชีวิต

ส่วนคำขอให้นับโทษของจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 877/2546 ของศาลจังหวัดเชียงใหม่ นั้น เนื่องจากศาลยังมิได้พิพากษาคดีดังกล่าว จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ริบเมทแอมเฟตามีนกับกระเป๋าหูหิ้ว 2 ใบ ของกลาง และริบรถยนต์โดยสาร หมายเลขทะเบียน 30 - 0610 ชลบุรี โทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกีย หมายเลข 0 7154 1358 หมายเลข 0 6165 5534 และซิมการ์ดโทรศัพท์หมายเลข 0 9759 9447 ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ พันตำรวจโทไชยยา กับพวกจับกุมจำเลยทั้งสามกับนายสมชายได้ภายในสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงคอสโม่ริมถนนแม่จัน ตำบลเวียงพาคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย พร้อมกับยึดเมทแอมเฟตามีนจำนวน 200,000 เม็ด แยกบรรจุอยู่ในกระเป๋าหูหิ้ว 2 ใบ ใบละ 100,000 เม็ด กับยึดรถยนต์โดยสารหมายเลขทะเบียน 30 - 0610 ชลบุรี ซึ่งมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ขับและมีนายสมชายเป็นพนักงานประจำรถ ยึดรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียนป้ายแดง จ - 5758 กรุงเทพมหานคร ซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับและมีจำเลยที่ 2 นั่งคู่มาด้วย กับยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง ซิมการ์ดโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 อัน ไว้เป็นของกลาง กล่าวหาว่า จำเลยทั้งสามกับนายสมชายร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และใช้รถยนต์โดยสารกับโทรศัพท์เคลื่อนที่และซิมการ์ดโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางเป็นอุปกรณ์เพื่อให้ได้รับผลในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม แต่ให้การปฏิเสธในชั้นสอบสวน มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ได้ตกลงเป็นสายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางคดีนี้ให้แก่ร้อยตำรวจเอกบุญสนองและดาบตำรวจกิตติชัย เจ้าพนักงานตำรวจกองปราบปรามซึ่งจำเลยที่ 1 เคยเป็นสายลับให้ก่อนเกิดเหตุคดีนี้มาแล้วรวม 3 ครั้ง จำเลยที่ 1 ไม่มีเจตนายึดถือเมทแอมเฟตามีนของกลางเพื่อตน เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 จะเบิกความยืนยันถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวก็ตาม แต่เมื่อร้อยตำรวจเอกบุญสนองกับดาบตำรวจกิตติชัยพยานจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพยานหมายกลับมิได้เบิกความรับรอง

เนื่องจากไม่ได้ติดต่อกับจำเลยที่ 1 ในระหว่างนั้น จำเลยที่ 1 ก็มิได้บอกเหตุผลที่ไม่ได้นำโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ใช้ติดต่อกันเป็นประจำติดตัวไปด้วย จนกระทั่งจำเลยที่ 1 ถูกจับกุม พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 จึงไม่มีน้ำหนักพอที่จะให้เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นสายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจ ที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาต่อไปว่า จำเลยที่ 3 มีอาชีพขับรถยนต์โดยสารเพื่อรับส่งนักท่องเที่ยวในกิจการโดยปกติวิสัย จำเลยที่ 3 มิได้เปิดดูกระเป๋าหูหิ้วที่จำเลยที่ 1 นำมามอบให้ จำเลยที่ 3 ไม่ทราบเรื่องในการรับส่งเมทแอมเฟตามีนของกลางคดีนี้ จำเลยที่ 3 จอดรถยนต์โดยสารเพื่อตรวจเช็ครถยนต์ตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้าง

เห็นว่า แม้จำเลยที่ 3 จะมิได้เปิดดูกระเป๋าหูหิ้วที่จำเลยที่ 1 มอบให้นำไปเก็บไว้ในช่องเก็บสัมภาระใต้รถยนต์โดยสารที่จำเลยที่ 3 ขับมาจอดก็ตาม แต่พันตำรวจโทไชยยา พันตำรวจโททนัย และสิบตำรวจโทสรัญ พยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้ร่วมจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 3 เบิกความสอดคล้องต้องกันได้ความว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 พูดคุยกันแล้วจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์กระบะมาจอดทางด้านซ้ายของรถยนต์โดยสาร จำเลยที่ 3 เดินมาที่ท้ายรถยนต์โดยสารปรับอากาศเปิดประตูช่องเก็บสัมภาระด้านซ้าย ส่วนจำเลยที่ 1 เปิดประตูหลังรถยนต์กระบะนำกระเป๋าหูหิ้ว 1 ใบ มาส่งให้จำเลยที่ 3 เก็บไว้ในช่องเก็บสัมภาระที่เปิดรออยู่ ขณะนั้นจำเลยที่ 3 มิได้ขับรถยนต์โดยสารรับผู้โดยสารอยู่ จึงเป็นการจอดรถยนต์โดยสารเพื่อรับของกลางจากจำเลยที่ 1 เท่านั้น

ทั้งเมทแอมเฟตามีนของกลางมีจำนวนถึง 100,000 เม็ด ต้องเก็บรักษาไว้ไม่ให้สูญหายไปในระหว่างทางได้ จำเลยที่ 1 ควรต้องบอกให้จำเลยที่ 3 รู้ว่าในกระเป๋าใบนั้นบรรจุเมทแอมเฟตามีนอยู่ต้องดูแลรักษาเป็นพิเศษ จึงเชื่อได้ว่า จำเลยที่ 3 รู้ว่ามีเมทแอมเฟตามีนบรรจุอยู่ในกระเป๋า ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในส่วนที่เกี่ยวกับของกลางที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งให้ริบของกลางตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เห็นว่า ในสำนวนคดีที่สองและที่สามที่โจทก์ในสำนวนแรกเป็นผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินของกลางรวม 4 รายการ ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด

พ.ศ.2534 มาตรา 27, 29, 30, 31 ศาลชั้นต้นได้ประกาศหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายให้บุคคลซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินดังกล่าวมายื่นคำร้องคัดค้านคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินเข้ามาในคดีแล้ว แต่ไม่มีผู้ใดยื่นคำร้องคัดค้านเข้ามา รวมทั้งจำเลยที่ 1 และที่ 3 ด้วย ดังนี้ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบทรัพย์สินทั้งสี่รายการให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด จำเลยที่ 1 และที่ 3 ซึ่งมิได้ยื่นคำร้องคัดค้านเข้ามาในคดีทั้งสองสำนวนดังกล่าวจึงมิใช่คู่ความ ไม่อาจยื่นอุทธรณ์และฎีกาต่อมาในส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์และฎีกาในส่วนนี้และศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในปัญหานี้ให้นั้น ไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในส่วนนี้

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และยกฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในส่วนที่เกี่ยวกับการริบทรัพย์สินของกลางให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ไพโรจน์ วายุภาพ · ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล · วิรุฬห์ แสงเทียน
ศาลล่าง
ศาลอาญา - นายเพ็ง เพ็งนิติ
ศาลอุทธรณ์ - นายประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ5564-5565/2550
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
ย6341/2546
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
ย2515/2548
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2109/2539

จำเลยที่1กับพวกได้ใช้รถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะไปติดต่อเจรจาซื้อขายเฮโรอีนรวม3ครั้งรถยนต์ของกลางจึงเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดซึ่งจำเลยที่1ได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5575/2538

ผู้ที่จะขอให้ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาพิพากษากลับหรือแก้คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ริบทรัพย์ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามคำขอของโจทก์ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12213/2547

ในการดำเนินคดีตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 นั้น มีอยู่ 2 กรณี คือ การร้องขอให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินตามมาตรา 29 ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำควา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 246/2567

เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีปริมาณสารบริสุทธิ์ 0.410 กรัม และจำหน่ายไปมีปริมาณสารบริสุทธิ์ 0.027 กรัม ซึ่งแม้จะเป็นการขายให้แก่สาย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 73/2567

เมทแอมเฟตามีนของกลางมีจำนวนและปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์จำนวนมากประกอบพฤติกรรมที่จำเลยอยู่ในเครือข่ายยาเสพติด ทำหน้าที่รับเมทแอมเฟตามีนแต่ละครั้งจำนวนมากและจัดการจำหน่ายให้แก่ผู้ค้ารายย่อยในพื้นที่เก…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้