Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5124/2546

พ.ศ. 2546 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่กระทรวงการคลังมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบริษัทเงินทุนระงับการดำเนินกิจการมิได้มีผลให้หนี้ระหว่างจำเลยที่ 2 กับโจทก์ระงับไป ส่วนการบังคับชำระหนี้จะดำเนินการโดยวิธีใดนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เมื่อพิจารณาประกอบกับมาตรา 26 แห่งพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 ที่ห้ามไว้แต่เฉพาะจะฟ้องบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการและสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องเป็นคดีล้มละลายในระหว่างดำเนินการตามแผนเพื่อการแก้ไขฟื้นฟูที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ปรส. ไม่ได้ เท่านั้น ส่วนประกาศของคณะกรรมการ ปรส. ว่าด้วยการยื่นคำขอรับชำระหนี้ก็มิได้บังคับว่า เจ้าหนี้จะต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อ ปรส. เท่านั้น และโดยสภาพโจทก์ไม่สามารถยื่นคำขอรับชำระหนี้ได้เพราะวันที่โจทก์ยื่นฟ้อง คือวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2541 ยังไม่มีประกาศของคณะกรรมการ ปรส. ออกใช้บังคับ

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.พ. มาตรา 55 พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 มาตรา 7 พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 มาตรา 16 พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 มาตรา 26 ป.พ.พ. มาตรา 940

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน2539 จำเลยที่ 1 วางประจำไว้บางส่วนราคาส่วนที่เหลือจำเลยที่ 1 ได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินสัญญาจะใช้เงินจำนวน 2,516,936 บาท ให้แก่โจทก์ในวันที่ 18 กันยายน 2540 โจทก์จึงเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินถึงกำหนด โจทก์นำไปเรียกเก็บเงินแต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระเพราะไม่สามารถเบิกเงินจากจำเลยที่ 2 ได้ โจทก์จึงเรียกเก็บเงินจากจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้อาวัล แต่จำเลยที่ 2 ถูกระงับการดำเนินกิจการ โจทก์จึงไม่ได้รับเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงิน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 3 เป็นองค์การของรัฐและเป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงินพ.ศ. 2540 มีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินการกับบริษัทเงินทุนและบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่ถูกระงับการดำเนินกิจการตามคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ส่วนจำเลยที่ 4 เป็นบริษัทและเป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 มีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจรับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ทุกประเภทของบริษัทเงินทุนและบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่ถูกระงับการดำเนินกิจการตามคำสั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ความรับผิดในฐานะผู้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบริษัทเงินที่ถูกระงับการดำเนินกิจการ จึงโอนไปเป็นของจำเลยที่ 3 และที่ 4 โดยผลของกฎหมาย จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงต้องรับผิดใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินแก่โจทก์ด้วย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้เงินจำนวน 2,516,936 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 18 กันยายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยที่ 1 ให้การว่า

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตกลงกันว่าหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินจำเลยที่ 2 จะเป็นผู้รับผิดชอบชำระให้แก่โจทก์ เนื่องจากจำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้วงเงินสินเชื่อของจำเลยที่ 2 ซึ่งได้จดทะเบียนจำนองที่ดินไว้แก่จำเลยที่ 2 เรียบร้อยแล้วตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวเป็นเพียงหลักฐานรับรู้การจ่ายเงินตามวงเงินสินเชื่อที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุมัติจากจำเลยที่ 2 เท่านั้น การที่จำเลยที่ 2 ถูกระงับการดำเนินกิจการจนไม่อาจจ่ายเงินให้แก่โจทก์ได้จำเลยที่ 1 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินที่โจทก์ฟ้อง ก่อนตั๋วสัญญาใช้เงินถึงกำหนดชำระรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้มีคำสั่งให้ระงับการดำเนินกิจการของจำเลยที่ 2 และห้ามมิให้จำเลยที่ 2 จ่ายเงินคืนตามตั๋วสัญญาใช้เงินจำเลยที่ 2 จึงไม่อาจจ่ายเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินแก่โจทก์ได้ซึ่งไม่ใช่เป็นความผิดของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 อยู่ในระหว่างการดำเนินการเพื่อชำระบัญชี จึงชอบที่โจทก์จะไปยื่นขอรับรองสิทธิเพื่อการชำระบัญชีเช่นเดียวกับเจ้าหนี้รายอื่น

ๆ ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 มิใช่ผู้ลงลายมือชื่อในตั๋วเงินไม่มีความผูกพันรับผิดต่อโจทก์ ทั้งตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องมิได้บัญญัติให้จำเลยที่ 3 ต้องรับโอนสิทธิทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 มาเป็นของจำเลยที่ 3 และแม้จำเลยที่ 2 จะถูกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสั่งระงับการดำเนินกิจการ ก็มีผลเพียงทำให้ไม่สามารถประกอบธุรกิจเงินทุนอันเป็นธุรกิจที่เคยได้รับอนุญาตไว้เท่านั้น แต่สถานภาพความเป็นนิติบุคคล สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดต่าง ๆ ของจำเลยที่ 2 ยังมีอยู่มิได้สิ้นสุด หรือโอนไปยังบุคคลอื่น โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 4 ให้การว่า ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงินพ.ศ. 2540 กำหนดให้จำเลยที่ 4 มีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจรับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ทุกประเภทของบริษัทเงินทุนและบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่ถูกระงับการดำเนินกิจการตามคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่จำเลยที่ 4 ยังมิได้เข้าไปรับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ของจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด

จำเลยที่ 4 จึงยังไม่มีนิติสัมพันธ์หรือส่วนเกี่ยวข้องกับหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอให้ยกฟ้องระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 3 และที่ 4 ยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4 หรือไม่ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้แล้ว ให้งดสืบพยานโจทก์ และพยานจำเลยและพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,516,936 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 กันยายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4 จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยที่ 2 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า

จำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 2,516,936 บาท ให้แก่โจทก์โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้อาวัล เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินถึงกำหนดจำเลยที่ 1 ไม่ใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงิน โจทก์จึงฟ้องให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันรับผิด ส่วนจำเลยที่ 3 และ 4 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องคดีถึงที่สุดแล้ว โดยก่อนที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบริษัทเงินทุนจะถูกฟ้องคดีนี้ ได้ถูกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีคำสั่งให้ระงับการดำเนินกิจการทั้งหมด ตั้งแต่วันที่มีคำสั่งเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 2 จะดำเนินการแก้ไขฐานะและการดำเนินการตามแนวนโยบายของทางการ ทั้งนี้เว้นแต่การกระทำการที่กำหนดไว้ในคำสั่งและภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามคำสั่งกระทรวงการคลังที่ 198/2540 และต่อมาเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2542คณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (คณะกรรมการ

ปรส.) ได้มีประกาศเรื่อง การขอรับชำระหนี้สำหรับเจ้าหนี้และการจัดสรรเงินจากการขายทรัพย์สินให้แก่เจ้าหนี้ โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 7(3) และมาตรา 16(3) แห่งพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายมีว่าโจทก์ยังมีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดตามตั๋วสัญญาใช้เงินในฐานะผู้รับอาวัลได้หรือไม่หรือจะต้องไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามประกาศของ ปรส. ดังกล่าว

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า แม้กระทรวงการคลังจะมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ระงับการดำเนินกิจการก็ตาม คำสั่งดังกล่าวมิได้มีผลให้หนี้ระหว่างจำเลยที่ 2 กับโจทก์ระงับไป จำเลยที่ 2 ยังคงต้องรับผิดต่อโจทก์อยู่เช่นเดิม ส่วนการบังคับชำระหนี้จะดำเนินการโดยวิธีใดนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งเมื่อพิจารณาประกอบกับมาตรา 26 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว จะเห็นได้อย่างชัดแจ้งว่ากฎหมายบัญญัติห้ามไว้แต่เฉพาะจะฟ้องบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการและสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องเป็นคดีล้มละลาย ในระหว่างดำเนินการตามแผนเพื่อการแก้ไขฟื้นฟูที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ปรส. ไม่ได้เท่านั้นส่วนประกาศของคณะกรรมการ ปรส. ว่าด้วยการยื่นคำขอรับชำระหนี้ก็มิได้บังคับว่า เจ้าหนี้จะต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อปรส. เท่านั้น และโดยสภาพของคดีนี้โจทก์ไม่มีทางยื่นคำขอรับชำระหนี้ได้เพราะวันที่โจทก์ยื่นฟ้อง คือวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2541 ยังไม่มีประกาศของคณะกรรมการ ปรส. ออกมาใช้บังคับ ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์ · สายันต์ สุรสมภพ · เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8361/2543

ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานวินิจฉัยให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ไม่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 45 และมาตรา 48 โดยฟังข้อเท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1669/2546

บริษัทจัดการกองทุนรวมมีอำนาจตาม พ.ร.บ. หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ที่จะฟ้องให้บริษัทหลักทรัพย์ไถ่ถอนหุ้นกู้ที่ขายให้กองทุนรวมได้ การบังคับให้เป็นไปตามสิทธิเรียกร้องกับการจะได้รับชำระหนี้ตาม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 171/2532

จำเลยร่วมกันจัดให้โจทก์รับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงิน แต่ได้ความว่า ในการรับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวมีการจำนองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันและมีบุคคลค้ำประกันทุกราย แต่โจทก์ยังไม่ได้บังคับชำระหนี้ เ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4684/2568

จำเลยและบุตรสาวโจทก์ได้อยู่กินฉันสามีภริยากันมาประมาณ 4 ปี 8 เดือน ซึ่งญาติทั้งฝ่ายจำเลยและฝ่ายบุตรสาวโจทก์ต่างก็รับรู้ เมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงกันให้โจทก์เป็นผู้จัดงานพิธีแต่งงานให้ถูกต้องตามประเพณีท้องถ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3682/2568

โจทก์และจำเลยตกลงเข้ากันเป็นหุ้นส่วนซื้อที่ดินเพื่อปลูกสร้างคอนโดมิเนียมขายนำกำไรมาแบ่งปันกัน ต่อมามีผู้สนใจซื้อที่ดินดังกล่าวและผู้เป็นหุ้นส่วนได้ตกลงขายที่ดินเพื่อทำกำไร อันเป็นกรณีที่หุ้นส่วนเปลี่ย…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้