Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 512/2535

พ.ศ. 2535 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท จำเลยเป็นผู้อาศัยโจทก์อยู่ ต่อมาโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยอาศัยต่อไปอีก จึงบอกกล่าวให้จำเลยออกไป จำเลยไม่ยอมออกทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้ขับไล่จำเลยและเรียกค่าเสียหาย เป็นการแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นแล้ว ส่วนข้อความที่ว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทอย่างไร เมื่อใดนั้น เป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์อาจนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม ฟ้องโจทก์อ้างว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาจาก น. โจทก์ให้จำเลยอาศัยที่ดินพิพาทอยู่ การที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยกู้เงินโจทก์เพื่อนำไปชำระหนี้ไถ่ถอนการขายฝากที่ดินพิพาทจาก น.และในที่สุดจำเลยตกลงจะโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์หลังจากไถ่ถอนการขายฝากแล้ว โดยโจทก์จำเลยทำสัญญาจะซื้อขายกันไว้ ต่อมาเมื่อมีการนำเงินไปชำระหนี้ค่าไถ่ถอนการขายฝากให้ น. แล้วจำเลยไม่มีเงินค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนไถ่ถอนการขายฝากเพื่อโอนที่ดินกลับเป็นของจำเลย โจทก์จำเลยและ น. จึงตกลงกันให้ น. จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ เป็นการนำสืบถึงที่มาแห่งการซื้อที่ดินพิพาทจาก น. ว่ามีขั้นตอนอย่างไรจนผลสุดท้ายเกิดการโอนที่ดินพิพาทระหว่าง น. กับโจทก์โดยผลจากการที่โจทก์ได้เป็นผู้ออกเงินค่าที่ดินในการที่ได้ที่ดินพิพาทมา ศาลชั้นต้นวินิจฉัยคดีจากพยานหลักฐานเกี่ยวกับที่มาแห่งการซื้อขายที่ดินพิพาทดังกล่าว จึงไม่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นตามคำฟ้อง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของมีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 367 ตั้งอยู่ที่ตำบลวังแขม อำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร เนื้อที่6 ไร่ เมื่อเดือนธันวาคม 2526 โจทก์ให้จำเลยอาศัยที่ดินแปลงดังกล่าว บัดนี้โจทก์ไม่ประสงค์ที่จะให้จำเลยอาศัยที่ดินของโจทก์อีกต่อไป ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารรื้อถอนบ้านและออกจากที่ดินของโจทก์ ถ้าจำเลยไม่รื้อถอนออกไป ขอให้ศาลสั่งให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการรื้อถอนโดยให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายทั้งสิ้นและให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เพราะโจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดิน เมื่อเดือนมิถุนายน 2527 แต่จำเลยขออาศัยที่ดินพิพาทมาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2526 จึงเป็นฟ้องที่ขัดแย้งกันประกอบกับช่วงระยะเวลาที่โจทก์อ้างว่าจำเลยอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทนั้น

สิทธิครอบครองที่ดินยังอยู่ภายใต้บังคับตามคำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้น จำเลยไม่เคยขออาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทจากโจทก์ ตามหนังสือสัญญาประนีประนอมยอมความนางนิตยา กาญจโนภาส ต้องจดทะเบียนไถ่ถอนสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทคืนแก่จำเลยภายใน 10 วัน จำเลยนำเงินไปชำระให้นางนิตยาแล้ว แม้หลักฐานทางทะเบียนจะยังมิได้แจ้งไถ่ถอนแต่สิทธิครอบครองเหนือที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยแล้วโดยสมบูรณ์สัญญาขายที่ดินตามข้ออ้างของโจทก์เป็นเรื่องที่โจทก์กับนางนิตยาร่วมกันทำการฉ้อฉลเพื่อให้จำเลยเสียเปรียบ ไม่ได้รับสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทคืน โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายและขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาท ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารรื้อถอนและออกจากที่ดินพิพาท และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินเดือนละ 1,000 บาท นับวันแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยและบริวารจะรื้อถอนบ้านและออกจากที่ดินของโจทก์ คำขออื่นให้ยกเสีย ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ประเด็นตามฎีกาของจำเลยข้อ 2 ก.ที่ว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่นั้น จำเลยอ้างว่าโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยขออาศัยที่ดินพิพาทจากโจทก์เมื่อเดือนธันวาคม 2526 แต่ไม่ได้บรรยายว่าในขณะนั้นโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทได้อย่างไรและข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายฟ้องอ้างว่าจำเลยอาศัยโจทก์เป็นเวลาก่อนที่โจทก์ได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทขัดแย้งกันนั้น เห็นว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องถึงการที่โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท จำเลยเป็นผู้อาศัยโจทก์อยู่ ต่อมาโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยอาศัยต่อไปอีก จึงบอกกล่าวให้จำเลยออกไปจำเลยไม่ยอมออกทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้ขับไล่จำเลยและเรียกค่าเสียหาย เป็นการแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์

คำขอบังคับและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นแล้ว ส่วนข้อความที่ว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทอย่างไรเมื่อใด นั้นเป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์อาจนำสืบได้ในชั้นพิจารณา และที่ฟ้องโจทก์ขัดแย้งกันอยู่บ้างดังที่จำเลยอ้างนั้นก็เป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อยที่อาจผิดพลาดได้ แต่เมื่ออ่านคำฟ้องทั้งฉบับแล้วก็พอเข้าใจได้ ทั้งจำเลยก็สามารถให้การต่อสู้คดีได้แล้วไม่ถึงกับทำให้ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นประเด็นตามฎีกาของจำเลยข้อ 2 ข. ที่ว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องอำนาจฟ้องนอกประเด็นหรือไม่นั้นจำเลยฎีกาว่า ตามฟ้องโจทก์อ้างว่าซื้อที่ดินพิพาทมาจากนางนิตยา แต่ข้อนำสืบของโจทก์เป็นว่า

จำเลยได้ขายฝากที่ดินพิพาทให้นางนิตยาไว้ โจทก์และจำเลยตกลงให้นางนิตยาโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์หลังจากจำเลยได้ไถ่ถอนการขายฝากที่ดินพิพาทตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้วเป็นการนำสืบพยานนอกเหนือไปจากที่โจทก์บรรยายฟ้อง และศาลชั้นต้นหยิบยกพยานหลักฐานดังกล่าวขึ้นประกอบการวินิจฉัย จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น เห็นว่าการที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยกู้เงินโจทก์เพื่อนำไปชำระหนี้ไถ่ถอนการขายฝากที่ดินพิพาทจากนางนิตยา และในที่สุดจำเลยตกลงจะโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์หลังจากไถ่ถอนการขายฝากแล้ว โดยโจทก์จำเลยทำสัญญาจะซื้อขายกันไว้ ต่อมาเมื่อมีการนำเงินไปชำระหนี้ค่าไถ่ถอนการขายฝากให้นางนิตยาแล้ว จำเลยไม่มีเงินค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนไถ่ถอนการขายฝากเพื่อโอนที่ดินกลับเป็นของจำเลย

โจทก์จำเลยและนางนิตยาจึงตกลงกันให้นางนิตยาจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ เป็นการนำสืบถึงที่มาแห่งการซื้อที่ดินพิพาทจากนางนิตยาว่ามีขั้นตอนอย่างไรจนผลสุดท้ายเกิดการโอนที่ดินพิพาทระหว่างนางนิตยากับโจทก์โดยผลจากการที่โจทก์ได้เป็นผู้ออกเงินค่าที่ดินในการที่ได้ที่ดินพิพาทมา ศาลชั้นต้นวินิจฉัยคดีจากพยานหลักฐานเกี่ยวกับที่มาแห่งการซื้อขายที่ดินพิพาทดังกล่าว จึงมิได้เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นตามคำฟ้องอย่างใด"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประวิทย์ ขัมภรัตน์ · ราเชนทร์ จัมปาสุต · มงคล สระฏัน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5013/2541

โจทก์ทำหนังสือมอบอำนาจให้ บ. ดำเนินคดีต่อจำเลยแทนโจทก์โดยปิดอากรแสตมป์มาครบถ้วนตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ในลักษณะแห่งตราสาร 7 ตามประมวลรัษฎากร แต่มิได้มี การขีดฆ่าอากรแสตมป์ดังกล่าว ย่อมถือว่ายังไม่ปิดแส…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1651/2538

แม้โจทก์ไม่ได้ส่งสำเนาเอกสารให้จำเลยก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 3 วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจรับฟังพยานเอกสารดังกล่าวเพราะเห็นว่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7314/2537

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่1เป็นพนักงานของโจทก์โดยมีจำเลยที่2และที่3เป็นผู้ค้ำประกันความเสียหายของจำเลยที่1ขณะปฏิบัติหน้าที่จำเลยที่1ปฏิบัติหน้าที่โดยลำพังมิได้รับอนุญาตหรือได้รับมอบหมายจากโจทก์อันเป็น…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6248/2537

จำเลยทั้งสองได้ให้การไว้แล้วว่า ไม่ได้เป็นคู่สัญญากับโจทก์ ไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ จึงไม่มีหนี้ซึ่งจะต้องชำระให้แก่โจทก์ ทั้งศาลชั้นต้นก็ได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ว่า จำเลยทั้งสองเป็นคู่สัญญาซื้อขาย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4872/2533

จำเลยที่ 2 ปฏิเสธว่าลายมือชื่อด้านหลังเช็คพิพาทมิใช่ของตนโจทก์นำสืบพยานบุคคลว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงลายมือชื่อด้านหลังเช็คพิพาท และในสำนวนมีลายมือชื่อแท้จริงของจำเลยที่ 2 ในสัญญาจำนอง ใบแต่งทนาย และคำ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้