Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2553 (เลขอ้างอิง 511604)

พ.ศ. 2553 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม ป.อ. มาตรา 83, 343 และให้จำเลยทั้งสองคืนเงินประกันการทำงานที่จำเลยทั้งสองได้จากการหลอกลวงคืนแก่ผู้เสียหายทั้ง 16 คน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองคืนเงินประกันการทำงานให้แก่ผู้เสียหายเพียง 1 คน ที่ยังไม่ได้รับเงินคืนและมาเบิกความต่อศาล คำขออื่นให้ยก เมื่อโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคำขอส่วนนี้ ประเด็นตามคำขอจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ปัญหานี้ไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้ให้จำเลยทั้งสองคืนเงินเต็มจำนวนตามคำขอท้ายฟ้องให้แก่ผู้เสียหายทั้ง 16 คน จึงไม่ชอบ

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,037,475.36 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 903,311.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามฎีกาของจำเลย จำเลยต้องชำระเงิน 903,311.34 บาท ในฐานะลาภมิควรได้พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า แม้การจดจำนองที่ดินจะกระทำภายหลังที่มีการประกาศสงวนที่ดินเพื่อประโยชน์แก่งานทางเอกสาร แต่ประกาศมิได้ยกเลิกสิทธิครอบครองในที่ดิน การยึดและการขายทอดตลาดจึงชอบด้วยกฎหมาย เมื่อโจทก์นำที่ดินไปรังวัดเพื่อเปลี่ยนแปลงเอกสารสิทธิจากหนังสือรับรองการทำประโยชน์ไปเป็นโฉนดที่ดิน แต่ไม่สามารถออกโฉนดที่ดินได้ตามเนื้อที่ในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่โจทก์เป็นผู้ซื้อทรัพย์มาจากการขายทอดตลาด โจทก์ชอบที่จะเรียกร้องเอาแก่แขวงการทางนครพนม

กรมทางหลวง ตามสิทธิของโจทก์ที่สืบต่อจากนางบังอรโดยตรง จำเลยไม่ต้องคืนเงินให้แก่โจทก์นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535 มาตรา 65 ที่ดินที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมีอำนาจที่จะประกาศสงวนที่ดินเพื่อประโยชน์แก่งานทางโดยชอบได้นั้น จะต้องเป็นที่ดินของรัฐซึ่งมิได้มีบุคคลเข้าครอบครอง แต่ประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง สงวนที่ดินเพื่อประโยชน์แก่งานทาง ในตำบลบ้านผึ้ง อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม ประกาศ ณ วันที่ 24 พฤศจิกายน 2535 ที่ประกาศสงวนที่ดินริมทางหลวงหมายเลข 22 ตอนคอสะพานห้วยฮู่เม่น เนื้อที่ 12 ไร่ 2 งาน ซึ่งรังวัดแล้วมีเนื้อที่ 10 ไร่ 33 ตารางวา เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.)

เลขที่ 2305 เนื้อที่ 35 ไร่ 2 งาน 87 ตารางวา ซึ่งออก ณ วันที่ 5 กรกฎาคม 2522 ก่อนวันออกประกาศกระทรวงคมนาคมกว่า 13 ปี จึงยังมีข้อแย้งกันอยู่ว่า ที่ดินเนื้อที่ 10 ไร่ 33 ตารางวา ดังกล่าว ที่ถูกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมประกาศสงวนที่ดินเพื่อประโยชน์แก่งานทางนั้นเป็นที่ดินของรัฐซึ่งมิได้มีบุคคลเข้าครอบครองอันจะเข้าหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมีอำนาจที่จะออกประกาศสงวนที่ดินเพื่อประโยชน์แก่งานทางได้หรือไม่ ในชั้นนี้ยังฟังไม่ได้ว่า ที่ดินเนื้อที่ 10 ไร่ 33 ตารางวา อันเป็นส่วนหนึ่งของที่ดิน (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2305 เป็นที่ดินของรัฐซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่จะโอนขายให้แก่กันมิได้ตามกฎหมายอันจะเป็นผลให้การขายทอดตลาดที่ดินส่วนนี้ตกเป็นโมฆะ

ดังนั้น การขายทอดตลาดที่ดินส่วนนี้ยังไม่เสียไป โจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 2305 จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีย่อมได้สิทธิในที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 2305 ไปทั้งแปลง ซึ่งก็ได้มีการจดทะเบียนโอนสิทธิในที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 2305 ทั้งแปลงให้แก่โจทก์แล้ว และตามสำเนาหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดิน ซึ่งเป็นสัญญาซื้อขายที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 2305 จากการขายทอดตลาดที่โจทก์ทำกับเจ้าพนักงานบังคับคดีนั้น ข้อ 4 ของสัญญาระบุไว้ว่า "เป็นที่เข้าใจกันชัดเจนว่ากรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินรายนี้ เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจขายได้มากน้อยเพียงใด ข้าพเจ้ารับซื้อไว้เท่านั้น การกำหนดเขตที่ดินโดยกว้างยาวและการบอกประเภทที่ดินตามประกาศขายทอดตลาดนั้น เป็นแต่กล่าวไว้โดยประมาณ

ถึงแม้ว่าเนื้อที่ดินจะขาดหรือเกินไปหรือบอกประเภทของที่ดินผิดไปประการใดก็ดี ไม่ถือว่าเป็นข้อที่จะทำลายสัญญาซื้อขายนี้ได้" ดังนั้นแม้แขวงการทางนครพนมจะคัดค้านการที่โจทก์ขอนำรังวัดออกโฉนดที่ดินแทน น.ส. 3 ก. เลขที่ 2305 โดยอ้างว่าล้ำที่ดินสงวนเพื่อประโยชน์แก่งานทางที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้ขอสงวนไว้นั้น ก็เป็นเรื่องที่โจทก์ผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดและได้รับโอนสิทธิในที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 2305 มาแล้วทั้งแปลงต้องต่อสู้กับกรมทางหลวงหรือกระทรวงคมนาคมต่อไป เจ้าพนักงานบังคับคดีหรือจำเลยไม่ต้องรับผิดชอบ เงินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้มาจากการขายทอดตลาดที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 2305 จำนวน 3,200,000 บาท

จากโจทก์แล้วจ่ายให้แก่จำเลยในฐานะที่จำเลยเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจำนวน 2,946,247 บาท ตามใบคำขอรับเงินถูกต้องตามขั้นตอนของการบังคับคดีในทางแพ่ง ไม่มีเงินส่วนใดที่จะถือได้ว่าเป็นเงินที่จำเลยรับไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้และเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบอันจะทำให้จำเลยต้องคืนให้แก่โจทก์ในฐานที่เป็นลาภมิควรได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในประเด็นเรื่องอายุความเพราะไม่อาจทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไปได้

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล · นิยุต สุภัทรพาหิรผล · วิรุฬห์ แสงเทียน
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ - นายชัยยันต์ สุญาณวนิชกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายวัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.5663/2549
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ1936/2544
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ3188/2547
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1327/2568

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 227 อันเป็นความผิดในลักษณะ 6 ความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน เป็นความผิดอาญาต่อแผ่นดิน โดยมีวัตถุประสงค์ให้ลงโทษแก่ผู้ที่ละเว้นไม่ปฏิบัติต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 948/2568

จำเลยขับรถโดยใบอนุญาตสิ้นอายุ แต่จำเลยสามารถขอต่ออายุใบอนุญาตขับขี่ได้ตามประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการอบรมและทดสอบสมรรถภาพของร่างกายผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถ และผู้ขอต่ออ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 875/2568

จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าพนักงานกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ซึ่ง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 434/2568

กรณีพนักงานส่วนท้องถิ่นกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ซึ่งเป็…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 324/2568

เมื่อผู้ตายมีส่วนประมาท มิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยสำหรับความผิดข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) โจทก์ร่วมจึงไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตาย และไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็น…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้