Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5110/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 รับแจ้งการประเมินแล้ว ไม่อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามที่ประมวลรัษฎากรบัญญัติไว้ การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินที่เรียกเก็บภาษีการค้าเพิ่มจากจำเลยที่ 1 ย่อมถึงที่สุด จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องชำระหนี้ค่าภาษีอากรตามฟ้องและเมื่อการประเมินถึงที่สุดแล้ว จึงไม่มีปัญหาว่ายอดรายรับที่เจ้าพนักงานประเมินใช้ในการประเมินภาษีชอบหรือไม่ ทั้งปัญหาดังกล่าวไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลภาษีอากรกลางจึงไม่มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัย

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.พ. มาตรา 142 ป.รัษฎากร มาตรา 29 ป.รัษฎากร มาตรา 30 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 78 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์กำหนดให้จำเลยที่ ๑ แสดงยอดรายรับเพื่อเสียภาษีการค้าตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ๒๕๒๗ เป็นต้นไปเดือนละไม่ต่ำกว่า ๑๗๓,๐๐๐ บาทจำเลยที่ ๑ มิได้โต้แย้งหรือคัดค้าน ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ตรวจสอบการชำระภาษีการค้าของจำเลยที่ ๑ ตั้งแต่เดือนนพฤศจิกายน ๒๕๒๗ ถึงเดือนธันวาคม ๒๕๓๐ ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑แสดงยอดรายรับเพื่อเสียภาษีการค้าต่ำกว่ายอดรายรับที่เจ้าพนักงานประเมินกำหนดไว้๓,๒๖๕,๙๙๕ บาท ต้องชำระภาษีการค้า ภาษีบำรุงเทศบาลเพิ่มเป็นเงิน ๒๔๔,๙๔๙.๖๓ บาท และ๒๔,๔๙๔.๙๖ บาท ตามลำดับ ซึ่งเจ้าพนักงานประเมินได้แจ้งการประเมินให้จำเลยที่ ๑ ทราบแล้วแต่จำเลยที่ ๑ ไม่นำเงินภาษีอากรดังกล่าวไปชำระให้โจทก์ภายในกำหนดเวลาที่กำหนดไว้

ทั้งมิได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จำเลยที่ ๑ แสดงรายการการค้าไว้ไม่ถูกต้องจึงต้องเสียเบี้ยปรับอีก ๑ เท่าของภาษีการค้าที่ต้องเสียเพิ่มกับต้องเสียเงินเพิ่ม ตลอดจนเบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีบำรุงเทศบาล คำนวณถึงวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๓๒ แล้วเป็นเงิน ๔๓๑,๗๙๗.๗๒ บาทรวมเป็นภาษีอากรที่จำเลยที่ ๑ ต้องชำระให้โจทก์เป็นเงินทั้งสิ้น ๗๐๑,๒๔๒.๓๒ บาท จำเลยที่ ๒ที่ ๓ ในฐานะหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ในหนี้ค่าภาษีอากรดังกล่าวด้วยจำเลยที่ ๑ จดทะเบียนเลิกห้างแล้ว ขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการชำระบัญชี ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินที่กล่าวแล้วกับเงินเพิ่มภาษีการค้า และเงินเพิ่มภาษีบำรุงเทศบาลในอัตราร้อยละ ๑๐ของเงินภาษีการค้าที่ต้องชำระเพิ่มแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบกิจการขาดทุนตลอดมา ทั้งยื่นรายการเพื่อชำระภาษีการค้าและชำระภาษีการค้าไว้ถูกต้องแล้ว การกำหนดรายรับของโจทก์สูงกว่าความเป็นจริง จำเลยทั้งสามจึงไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า การประเมินของโจทก์ไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิด ประกอบกิจการค้าประเภทขายอาหารและเครื่องดื่ม มีหน้าที่เสียภาษีการค้าตามกฎหมาย เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์มีเหตุอันควรสงสัยว่า จำเลยที่ ๑ ยื่นแบบแสดงรายการการค้ารายรับต่ำกว่าความเป็นจริงโจทก์จึงส่งเจ้าพนักงานของโจทก์ไปยังสถานการค้าของจำเลยที่ ๑ ระหว่างวันที่ ๒๕ กรกฎาคม๒๕๒๗ ถึงวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๒๗ เพื่อสังเกตการณ์การขายและควบคุมยอดรายรับของจำเลยที่ ๑ได้ความว่าในแต่ละเดือน จำเลยที่ ๑ มีรายรับเดือนละประมาณ ๑๗๓,๐๐๐ บาท เจ้าพนักงานประเมินจึงมีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ ๑ ยื่นแบบแสดงรายการการค้าเพื่อชำระภาษีการค้าโดยมียอดรายรับไม่ต่ำกว่าเดือนละ ๑๗๓,๐๐๐ บาท

ทั้งนี้ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ๒๕๒๗ เป็นต้นไป ซึ่งจำเลยที่ ๑ มิได้โต้แย้งคัดค้านหรือไม่เห็นด้วย ต่อมาเมื่อโจทก์ตรวจสอบการชำระภาษีการค้าของจำเลยที่ ๑ระหว่างเดือนพฤศจิกายน ๒๕๒๗ ถึงเดือนมกราคม ๒๕๓๐ ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ ยื่นแบบขอชำระภาษีการค้าแสดงยอดรายรับต่ำกว่ายอดรายรับที่เจ้าพนักงานของโจทก์กำหนดรวม ๓,๒๖๕,๙๙๕ บาทเจ้าพนักงานประเมินของโจทก์จึงทำการประเมินให้จำเลยที่ ๑ ชำระภาษีการค้าเพิ่มตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น จำเลยที่ ๑ ไม่อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และไม่ชำระภาษีอากรตามที่แจ้งการประเมินให้โจทก์ มีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยจะต้องชำระภาษีอากรตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า

เมื่อจำเลยที่ ๑ รับแจ้งการประเมินแล้วหากการประเมินไม่ชอบอย่างไร จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ต้องเสียภาษีอากรมีสิทธิที่จะอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามที่ประมวลรัษฎากรบัญญัติไว้ได้ เมื่อจำเลยที่ ๑ ไม่อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ดังที่ได้ความมาแล้ว การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินที่เรียกเก็บภาษีการค้าเพิ่มจากจำเลยที่ ๑ ย่อมถึงที่สุด จำเลยที่ ๑จึงมีหน้าที่ต้องชำระหนี้ค่าภาษีอากรตามที่โจทก์ฟ้อง ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าการประเมินไม่ชอบเพราะยอดรายรับที่นำมาประเมินไม่ถูกต้องนั้น

ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อการประเมินเป็นอันถึงที่สุดดังกล่าวแล้ว จึงไม่มีปัญหาว่ายอดรายรับที่เจ้าพนักงานประเมินใช้ในการประเมินภาษีชอบหรือไม่ ทั้งปัญหาดังกล่าวไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลภาษีอากรกลางจึงไม่มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัย

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระภาษีอากรจำนวน ๗๐๑,๒๔๒.๗๒ บาท(รวมเงินเพิ่มภาษีการค้าคิดถึงวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๓๒ จำนวน ๑๔๗,๕๙๓.๗๕ บาทแล้ว) และเงินเพิ่มภาษีการค้าในอัตราร้อยละ ๑ ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีการค้าที่ต้องชำระเพิ่มจำนวน ๒๔๔,๙๔๙.๖๓ บาท นับแต่วันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๓๒ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแต่มิให้เกิน ๙๗,๓๕๕.๘๘ บาท (เงินเพิ่มภาษีการค้าพิพากษาให้ชำระแล้ว ๑๔๗,๕๙๓.๗๕ บาท)และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินภาษีบำรุงเทศบาลในอัตราร้อยละ ๑๐ ของเงินเพิ่มภาษีการค้าที่กล่าวแล้วด้วย.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เดชา สุวรรณโณ · อุดม เฟื่องฟุ้ง · ตัน เวทไว
ศาลล่าง
ศาลภาษีอากรกลาง - นางคำนวณ เทียมสอาดศาลอุทธรณ์ -
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9569/2544

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 8 ได้วางข้อห้ามมิให้ฟ้องคดีตามมาตรา 7 (1) ต่อศาลภาษีอากรไว้ซึ่งเป็นการห้ามบุคคลทุกคน หามีข้อยกเว้นให้กรมสรรพากรโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีโดยไ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3840/2538

ตามคำฟ้องเป็นกรณีที่โจทก์ยืนยันว่า การส่งหมายเรียกและหนังสือแจ้งการประเมินไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะไม่ได้ส่งยังสำนักงานแห่งใหม่ของโจทก์ ผลตามกฎหมายก็คือโจทก์ยังไม่ได้รับแจ้งการประเมิน กำหนดเวลาให้อุทธรณ์ก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2662/2534

โจทก์ฟ้องเฉพาะที่เกี่ยวกับพิกัดอัตราภาษีศุลกากร และการประเมินราคาสินค้าที่โจทก์นำเข้าว่ามิได้เป็นไปตามที่เจ้าพนักงานของจำเลยอ้าง มิได้ฟ้องเกี่ยวกับภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาลและศาลภาษีอากรกลางก็มิได้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10773/2557

หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ.73.1) ในเดือนภาษีสิงหาคม 2540 กันยายน 2540 ตุลาคม 2540 พฤศจิกายน 2540 มกราคม 2541 และมีนาคม 2541 ตามลำดับ มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันไม่เกินเดือนภาษีละ 50,000 บาท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8704/2553

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าภาษีอากร เงินเพิ่มอากรขาเข้า ภาษีมูลค่าเพิ่มและเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม ในสินค้ารายการที่ 5 ที่จำเลยนำเข้า ตามที่โจทก์ประเมินและแจ้งการประเมินให้จำเลยทราบแล้ว จำเลย…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้