Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5103/2550

พ.ศ. 2550 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตามข้อบังคับการรถไฟแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 3.5 ข้อ 4 ทวิ ซึ่งกำหนดให้พนักงานที่ทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงใดๆ ซึ่งมีโทษไล่ออก แต่มีเหตุพิจารณาให้ไม่ถึงกับจะต้องถูกไล่ออกหรือมีเหตุอันควรลดหย่อนให้เปลี่ยนโทษจากไล่ออกเป็นปลดออกได้ และกรณีที่พนักงานถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง แต่การสอบสวนไม่ปรากฏชัดแจ้งว่ากระทำผิดวินัยร้ายแรง ผู้บังคับบัญชาอาจสั่งปลดออกจากงานได้เพราะมีมลทินมัวหมองและอาจเป็นการเสียหายแก่การรถไฟแห่งประเทศไทยหากคงทำงานอยู่ต่อไปนั้น ตามข้อ 4 ทวิ วรรคสาม ให้สิทธิเพียงแต่ถือว่ามีคำสั่งปลดออกโดยไม่มีความผิดเพื่อประโยชน์ในการได้รับการสงเคราะห์เมื่อออกจากงานตามข้อบังคับการรถไฟแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 4.9 เท่านั้น มิได้มีผลเปลี่ยนแปลงการกระทำของบุคคลแต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อโจทก์เมาสุราหรือเสพสุราในเวลาปฏิบัติงานหน้าที่พนักงานกั้นถนนอันเป็นความผิดฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงมีโทษไล่ออกจากงาน แต่จำเลยเห็นว่าโจทก์ให้การรับสารภาพและผู้บังคับบัญชารับรองว่ามีความประพฤติดี จึงลดหย่อนโทษให้หนึ่งระดับเป็นปลดออกจากงานแล้ว การกระทำของโจทก์จึงเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกรณีร้ายแรงซึ่งจำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ ตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจฯ (ข้อ 46 (3))

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 มาตรา 95

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำงานเป็นพนักงานของจำเลย ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่โจทก์ถูกกล่าวหาว่าประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงเนื่องจากเสพสุรามึนเมาและจำเลยตั้งคณะกรรมการขึ้นสอบสวน ในระหว่างคณะกรรมการทำงานสอบสวนอยู่นั้น โจทก์มีอายุครบ 60 ปี ในวันที่ 1 ตุลาคม 2545 ต้องเกษียณอายุ จำเลยจึงมีคำสั่งให้โจทก์ออกจากงานไว้ก่อนเพื่อฟังผลการสอบสวน เมื่อคณะกรรมการสอบสวนทำการสอบสวนเสร็จและมีมติว่าโจทก์เมาหรือเสพสุราเมรัยในเวลาปฏิบัติหน้าที่ มีความผิดตามประมวลการลงโทษฯ พ.ศ.2517 ข้อ 1.31 ในทางวินัยถือเป็นความผิดฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามข้อบังคับของจำเลย ฉบับที่ 3.5 ลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2537 ข้อ 4 (ฉ) โทษไล่ออกจากงาน แต่ผู้บังคับบัญชารับรองว่าโจทก์เป็นผู้มีความประพฤติดี

ขยั่นหมั่นเพียรในหน้าที่การงานอยู่ในเงื่อนไขลดโทษตามประมวลการลงโทษฯ ข้อ 3.1.7 จำเลยจึงลดโทษให้โจทก์ลง 1 ระดับ เป็นปลดออก ซึ่งการลดโทษดังกล่าวเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์ครั้งเดียว (บำเหน็จ) หรือเงินสงเคราะห์รายเดือน (บำนาญ) ตามแต่จะเลือก และการลดโทษนั้นยังทำให้โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยจากจำเลยตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 อีกด้วย โจทก์ขอให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยคำนวณจากเงินเดือนอัตราสุดท้ายจำนวน 180 วัน เป็นเงิน 83,040 บาท แล้ว แต่จำเลยปฏิเสธ จำเลยต้องใช้ค่าชดเชยดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2545 ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องจำนวน 18,393.92 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 101,433.92 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 101,433.92 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 83,040 บาท นับแต่ถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยตำแหน่งพนักงานกั้นถนนสังกัดแขวงงานเดินรถนครราชสีมา ฝ่ายการเดินรถ มีหน้าที่ปิดเปิดเครื่องกั้นถนนเพื่อเกิดความปลอดภัยแก่ยวดยานที่สัญจรบนถนนที่ตัดผ่านทางรถไฟ เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2545 คณะกรรมการการตรวจระดับแอลกอฮอล์ในลมหายใจของพนักงานของจำเลยตรวจพบว่าโจทก์เสพสุราในขณะปฏิบัติหน้าที่ซึ่งเป็นการกระทำผิดวินัยฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงตามข้อบังคับฉบับที่ 3.5 ลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2537 ของจำเลยมีโทษถึงไล่ออก จำเลยตั้งคณะกรรมการขึ้นสอบสวนก็ได้ข้อเท็จจริงดังกล่าว แต่ผู้บังคับบัญชารับรองว่าโจทก์เป็นผู้มีความประพฤติดี ขยันหมั่นเพียรในการปฏิบัติหน้าที่ คณะกรรมการของจำเลยจึงได้ลดโทษจากไล่ออกเป็นปลดออก

แม้โจทก์จะได้รับการลดหย่อนโทษดังกล่าว แต่การกระทำก็ยังคงเป็นการกระทำความผิดฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงตามระเบียบข้อบังคับของจำเลย โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเพราะเหตุเลิกจ้างดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง ในวันนัดพิจารณา คู่ความรับข้อเท็จจริงกันว่า ในขณะโจทก์ปฏิบัติหน้าที่เป็นลูกจ้างจำเลยนั้น จำเลยตั้งคณะกรรมการขึ้นสอบสวนวินัยโจทก์เนื่องจากโจทก์ถูกกล่าวหาว่าดื่มสุราในขณะปฏิบัติหน้าที่ หลังจากคณะกรรมการสอบสวนทำการสอบสวนเสร็จแล้ว ได้ข้อเท็จจริงว่าโจทก์ดื่มสุราในขณะปฏิบัติหน้าที่จริงอันเป็นการกระทำความผิดทางวินัยฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงตามระเบียบของจำเลย มีโทษถึงไล่ออก แต่ผู้บังคับบัญชารับรองว่าโจทก์เป็นผู้มีความประพฤติดี ขยันหมั่นเพียรในการทำงาน จำเลยจึงลดโทษให้เหลือเพียงปลดออกและให้ได้รับเงินบำนาญ โจทก์ยื่นขอรับค่าชดเชยแต่จำเลยไม่จ่ายให้เนื่องจากโจทก์กระทำผิดระเบียบฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ศาลมีคำสั่งให้งดสืบพยานเนื่องจากข้อเท็จจริงแห่งคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการเดียวว่า การที่โจทก์ดื่มสุราในขณะปฏิบัติหน้าที่พนักงานกั้นถนนเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับหรือระเบียบเกี่ยวกับการทำงานหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลยกรณีร้ายแรง ตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ข้อ 46 (3) หรือไม่... เห็นว่า ข้อบังคับการรถไฟแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 3.5 ระเบียบวินัยและการลงโทษพนักงานของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ปรับปรุงใหม่) ข้อ 4 ทวิ วรรคหนึ่ง ระบุว่า "การลงโทษปลดออกจะกระทำได้ เมื่อพนักงานผู้ใดกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงแต่ยังไม่ถึงกับจะต้องถูกไล่ออกหรือมีเหตุอันควรลดหย่อน" วรรคสองระบุว่า

"เมื่อพนักงานผู้ใดถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง และการสอบสวนไม่ได้ความเป็นสัตย์ว่ากระทำผิดที่จะถูกไล่ออก แต่มีมลทินหรือมัวหมองในกรณีที่ถูกสอบสวนนั้น ซึ่งถ้าจะให้คงทำงานอยู่ต่อไปอาจเป็นการเสียหายแก่การรถไฟแห่งประเทศไทย ก็ให้ผู้บังคับบัญชาสั่งปลดออกจากงานได้" และวรรคสามระบุว่า "การสั่งปลดออกจากงานตาม ข้อ 4 ทวิ นี้ ให้ถือว่าเป็นกรณีมีคำสั่งปลดออกโดยไม่มีความผิดตามความหมายแห่งข้อบังคับว่าด้วยกองทุนสำหรับจ่ายสงเคราะห์ผู้ปฏิบัติงานในการรถไฟแห่งประเทศไทย และมีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญ" ตามระเบียบ ข้อ 4 ทวิ ดังกล่าวจึงเป็นสองกรณี คือ กรณีตามข้อ 4 ทวิ วรรคหนึ่ง เป็นเรื่องที่พนักงานกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงใดๆ ตามข้อ 4 (ก)

ถึง (ฉ) ซึ่งมีโทษไล่ออกเพียงแต่มีเหตุพิจารณาให้ไม่ถึงกับจะต้องถูกไล่ออกหรือมีเหตุอันควรลดหย่อนโทษให้ ผู้มีอำนาจตามข้อ 10 จึงเปลี่ยนโทษจากไล่ออกเป็นลงโทษปลดออกได้ และกรณีตามข้อ 4 ทวิ วรรคสอง เป็นเรื่องที่พนักงานเพียงแต่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามข้อ 4 (ก) ถึง (ฉ) กรณีนี้ผู้บังคับบัญชาอาจสั่งปลดออกจากงานได้เพราะมีมลทินมัวหมองและอาจเป็นการเสียหายแก่การรถไฟแห่งประเทศไทยหากคงทำงานอยู่ต่อไป ซึ่งทั้งสองกรณีดังกล่าวตามข้อ 4 ทวิ วรรคสาม ให้สิทธิเพียงแต่ถือว่ามีคำสั่งปลดออกโดยไม่มีความผิดเพื่อประโยชน์ในการได้รับการสงเคราะห์เมื่อออกจากงานตามข้อบังคับการรถไฟแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 4.9 กองทุนผู้ปฏิบัติงานของการรถไฟแห่งประเทศไทยและเงินบำเหน็จบำนาญเท่านั้น

มิได้มีผลเปลี่ยนแปลงการกระทำของบุคคลแต่อย่างใด ตามข้อเท็จจริงซึ่งยุติในชั้นพิจารณาคดีของศาลแรงงานกลางซึ่งปรากฎตามบันทึกรายงานการประชุมผู้อำนวยการฝ่ายและหัวหน้าสำนักงาน (ด้านการปกครอง) ครั้งที่ 1/2547 ระบุผลการสอบสวนและพิจารณากรณีโจทก์ถูกกล่าวหาว่าเมาหรือเสพสุราเมรัยในขณะปฏิบัติหน้าที่ว่า เมื่อต้นเดือนเมษายน 2545 ได้ตรวจพบว่าโจทก์ขณะปฏิบัติหน้าที่พนักงานกั้นถนนสถานีโนนพะยอม มีระดับแอลกอฮอล์ในลมหายใจสูงกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเกณฑ์การตัดสินระดับแอลกอฮอล์ตามคำสั่งทั่วไปที่ ก.55/1015 ลงวันที่ 8 มีนาคม 2543 ให้ถือว่าเมา ฝ่านการเดินรถจึงได้มีคำสั่งที่ พ.1/นท.1/3234/2545 ลงวันที่ 9 กันยายน 2545 ตั้งคณะกรรมการสอบสวน ซึ่งคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่าตำแหน่งของโจทก์เป็นตำแหน่งเกี่ยวกับการเดินรถ

การเมาหรือเสพสุราเมรัยในเวลาปฏิบัติงานเป็นความผิดฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามข้อบังคับฉบับที่ 3.5 ลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2537 ข้อ 4 (ฉ) โทษไล่ออกจากงาน แต่เห็นว่าโจทก์ให้การรับสารภาพและผู้บังคับบัญชารับรองว่ามีความประพฤติดีจึงลดหย่อนโทษให้หนึ่งระดับเป็นปลดออกจากงาน แล้วมีความเห็นเพิ่มเติมว่าเมื่อพิจารณาจากคุณวุฒิ วัยวุฒิ ตำแหน่งหน้าที่ ลักษณะการทำงานและสภาพแวดล้อมของสังคมชนบทห่างไกลประกอบกับความเสียหายที่จำเลยจะได้รับแล้ว มีพฤติการณ์พิเศษสมควรได้รับความปรานีให้ลดโทษลงไปกว่าปกติเหลือเป็นลดขั้นเงินเดือน แต่สำนักอาณาบาลเห็นว่าไม่มีเหตุผลพิเศษที่จะลดโทษเป็นลดขั้นเงินเดือน ฝ่ายการเดินรถเห็นว่าควรลดหย่อนโทษให้หนึ่งระดับจากไล่ออกเป็นปลดออก ซึ่งที่ประชุมผู้อำนวยการฝ่ายและหัวหน้าสำนักงาน (ด้านการปกครอง)

เห็นว่าโจทก์มีผู้บังคับบัญชารับรองว่าเป็นผู้มีความประพฤติดี ขยันเพียรในหน้าที่การงาน ลดโทษลงหนึ่งระดับ จากโทษไล่ออกเป็นปลดออก ต่อมาจำเลยมีคำสั่งเฉพาะที่ พ.1/นท.1/701/2547 เรื่องยกเลิกคำสั่งให้นายวิเชียร เขียนสันเทียะ (โจทก์) พ.กั้นถนนฯ (พ.การเดินรถ 2) สถานี พอ. ออกจากงานไว้ก่อนเพื่อรอฟังผลการสอบสวนพิจารณา และปลดออกจากงานฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ระบุว่าโจทก์ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงตามขัอบังคับฉบับที่ 3.5 ลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2537 ข้อ 4 (ฉ) โทษไล่ออกจากงานผู้บังคับบัญชารับรองว่ามีความประพฤติดี ขยันหมั่นเพียรในหน้าที่การทำงาน อยู่ในเงื่อนไขการลดหย่อนโทษตามประมวลการลงโทษฯ พ.ศ.2517 ข้อ 3.1.7 ลง 1 ระดับเป็นปลดออก

ดังนั้นการลงโทษโจทก์จึงเนื่องมาจากโจทก์กระทำผิดร้ายแรงตามข้อบังคับการรถไฟแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 3.5 ระเบียบวินัยและการลงโทษพนักงานของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ปรับปรุงใหม่) ข้อ 4 (ฉ) ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ซึ่งมีโทษไล่ออกเพียงแต่มีเหตุลดหย่อนโทษถึงเปลี่ยนโทษเป็นปลดออกตาม ข้อ 4 ทวิ วรรคหนึ่ง การกระทำของโจทก์จึงเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกรณีร้ายแรงซึ่งจำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ข้อ 46 (3) ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยกรณีร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
จรัส พวงมณี · พิชิต คำแฝง · วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13524/2557

โจทก์เป็นพนักงานการเงินของจำเลยซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ มีหน้าที่เก็บเงินค่าไฟฟ้าจากผู้ใช้ไฟฟ้า แต่ไม่ดำเนินการนำเงินค่าไฟฟ้าที่เก็บมาได้ฝากเข้าบัญชีของจำเลยในธนาคารด้วยตนเอง ให้ถูกต้องตามระเบียบการปฏิบัติ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2552 (เลขอ้างอิง 495445)

จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจ อยู่ในบังคับ พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 และระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามคว…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2552 (เลขอ้างอิง 502369)

โจทก์ที่ 1 ถึง 5 และที่ 7 เป็นพนักงานปากเรือ มีหน้าที่ขับเรือยนต์ โจทก์ที่ 6 เป็นพนักงานปากเรือมีหน้าที่เป็นคนงานลูกเรือประจำเรือยนต์ โดยเรือยนต์ที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 7 ทำหน้าที่พนักงานปากเรือมีหน้าที่…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2550 (เลขอ้างอิง 415772)

ระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ ฯ ข้อ 45 วรรคสาม บัญญัติให้รัฐวิสาหกิจไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่พนักงานซึ่งเลิกจ้าง หากเป็นการจ้างพนักงานเพื่อทำ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6943/2550

โจทก์ได้รับมอบหมายให้ทำงานในห้องศูนย์บริการลูกค้าขององค์การ ร. ได้รับโทรศัพท์ว่าจ้างงานจากบริษัท อ. แล้วมิได้ส่งงานต่อหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบขององค์การ ร. แต่กลับส่งงานที่รับไว้ให้สหกรณ์ ค. อันเ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้