Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 510/2554

พ.ศ. 2554 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

บริษัท บ. จำกัด ต้องการที่จะใช้รถเครนและรถขุดพิพาท จำเลยที่ 1 ซึ่งต้องการขายรถเครนและรถขุดพิพาทจึงติดต่อกับโจทก์ที่เป็นแหล่งเงินทุนให้ซื้อรถเครนและรถขุดพิพาทเพื่อนำออกให้บริษัท บ. จำกัด เช่าแบบลิสซิ่ง แต่เนื่องจากโจทก์ไม่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับด้านเทคนิคของรถเครนและรถขุดพิพาท โจทก์จึงให้จำเลยที่ 1 รับผิดชอบด้วยการซื้อกลับคืนเท่ากับค่าเช่าที่ค้างชำระทั้งหมดหากบริษัท บ. จำกัด ผิดสัญญาเช่า ซึ่งจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 6 ก็ตกลง โจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเข้าทำสัญญาซื้อขายรถเครนและรถขุดพิพาทและทำสัญญาซื้อกลับคืนในวันเดียวกัน แล้วโจทก์นำรถเครนและรถขุดพิพาทออกให้บริษัท บ. จำกัด เช่าตามสำเนาแบบคำขอให้บริการเช่าโดยมีบริษัท ส. จำกัด และ ส. เป็นผู้ค้ำประกันการเช่ารถของบริษัท บ. จำกัด ดังกล่าว ในการนี้โจทก์ได้รับประโยชน์ที่รวมอยู่ในค่าเช่า และจำเลยที่ 1 ได้กำไรจากการขายรถดังกล่าว ซึ่งเป็นไปตามวิธีการประกอบธุรกิจการค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตามปกติ และคู่กรณีต่างมีเจตนาเข้าทำสัญญาซื้อกลับคืนอย่างแท้จริงโดยทราบและเข้าใจวัตถุประสงค์ของการทำสัญญาว่า สัญญาซื้อกลับคืนเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์แยกต่างหากจากสัญญาเช่าและสัญญาซื้อขายฉบับเดิม ดังจะเห็นได้จากสัญญาซื้อกลับคืนเป็นนิติกรรมที่มีเงื่อนไขบังคับก่อน กล่าวคือ หากเกิดกรณีที่บริษัท บ. จำกัด ผู้เช่าผิดสัญญาเช่า สัญญาซื้อกลับคืนจึงมีผลบังคับ กับมีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทนแตกต่างจากสัญญาค้ำประกันโดยแจ้งชัด และภายหลังจากที่บริษัท บ. จำกัด ผิดสัญญาเช่า จำเลยที่ 1 ก็เข้าผ่อนชำระหนี้คืนให้แก่โจทก์ตามสัญญาซื้อกลับคืนและหนังสือรับสภาพหนี้ติดต่อตลอดเรื่อยมาจนถึงปี 2549 เป็นเงินรวม 40 ล้านบาทเศษและขอให้โจทก์ฟ้องบริษัท บ. จำกัด เพื่อจะได้นำเงินมาชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 ต่อไปตามสัญญาซื้อกลับคืนด้วย ซึ่งโดยสภาพแห่งสัญญาดังกล่าวมิใช่เป็นกรณีที่โจทก์และจำเลยที่ 1 แสร้งแสดงเจตนาเข้าทำนิติกรรมแต่อย่างใด สัญญาซื้อกลับคืนจึงมิใช่นิติกรรมที่ทำขึ้นเพื่ออำพรางสัญญาค้ำประกันหรือสัญญารับสภาพหนี้ สัญญาดังกล่าวจึงมีผลผูกพันคู่สัญญาตามกฎหมาย หาตกเป็นโมฆะไม่ โจทก์ จำเลยทั้งหก และบริษัท บ. จำกัด ต่างเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ทั้งบริษัท บ. จำกัด ก็เช่ารถเครนและรถขุดพิพาทแบบลิสซิ่งในอัตราค่าเช่าสูงถึงเกือบ 70 ล้านบาท ประกอบกับโดยสภาพของรถก็เป็นเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่นำไปใช้ในการประกอบกิจการก่อสร้างเพื่อแสวงหาประโยชน์ในทางการค้า จึงหาได้มีลักษณะเป็นการเช่ามาเพื่อใช้สอยตามปกติไม่ นอกจากนี้หนังสือรับสภาพหนี้ซึ่งมีมูลหนี้มาจากสัญญาซื้อขายและสัญญาซื้อกลับคืนพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ก็มีลักษณะเป็นสัญญาเพื่อการค้า จำเลยที่ 1 จึงมิใช่ผู้บริโภคตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 3 และมาตรา 4 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ได้ทำหนังสือมอบอำนาจและให้สัตยาบันแก่จำเลยที่ 6 โดยให้ถือว่านิติกรรมสัญญาต่าง ๆ และกิจการใด ๆ ที่จำเลยที่ 6 ทำในฐานะส่วนตัวหรือในฐานะแทนจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ยอมให้มีผลผูกพันจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ทุกประการ ไม่ว่านิติกรรมสัญญาหรือกิจการใด ๆ ดังกล่าวจะได้กระทำลงก่อนหน้านี้ก็ตาม จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมิได้เป็นลูกหนี้ยอมผูกพันตนเข้าชำระหนี้ให้แก่โจทก์ อันเป็นสัญญาประเภทหนึ่ง ซึ่งไม่ขัดต่อกฎหมายย่อมสมบูรณ์บังคับได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ดังกล่าว จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จึงต้องร่วมรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ด้วย และจำเลยที่ 6 ในฐานะผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามหนังสือรับสภาพหนี้ก็ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 อย่างลูกหนี้ร่วมเช่นกัน

คำฟ้องและคำให้การ

สำนวนแรก

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงิน 66,541,063.26 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 19.5 ต่อปี ของต้นเงิน 61,273,729.73 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 6 ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง สำนวนหลัง

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 49,537,828.42 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 40,425,134.26 บาท นับถัดจากวันที่ 9 เมษายน 2550 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยคืนเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบางนาจำนวน 10 ฉบับ ตามใบรับเช็คลงวันที่ 22 ธันวาคม 2549 แก่โจทก์ด้วย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

คดีทั้งสองสำนวนนี้

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์สำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยสำนวนหลังว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 สำนวนแรกซึ่งเป็นโจทก์สำนวนหลังว่า จำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ในสำนวนแรกให้เรียกว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ตามลำดับ เช่นเดิม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงิน 60,110,913.64 บาท พร้อมเบี้ยปรับร้อยละ 10 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 มกราคม 2550 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้หากโจทก์ได้รับชำระหนี้จากจำเลยตามคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 4929/2544 คดีหมายเลขแดงที่ 831/2546 ของศาลชั้นต้น เพียงใด ให้สิทธิโจทก์ที่จะได้รับชำระหนี้จากจำเลยทั้งหกลดลงตามส่วนนั้นและหากโจทก์หรือจำเลยที่ 1 ขายรถขุดยี่ห้อโคมัทสุที่พิพาทได้เงินเท่าใด ให้นำมาหักชำระหนี้ได้อีกส่วนหนึ่ง ให้จำเลยทั้งหกร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 30,000 บาท ให้ยกฟ้องของจำเลยที่ 1ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความ (ในสำนวนหลัง) ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งหกอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งหกฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ได้ ตามสำเนาหนังสือรับรอง จำเลยที่ 5 เดิมเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด แต่ต่อมาได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด และมีกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน ตามสำเนาหนังสือรับรอง เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2539 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายรถเครนยี่ห้อซูมิโตโม่2 คัน รถเครนยี่ห้อลิเพอร์ 1 คัน และรถขุดยี่ห้อโคมัทสุ 1 คัน ที่พิพาทให้แก่โจทก์ในราคา 2,539,370 ดอลลาร์สหรัฐ และในวันเดียวกันจำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อกลับคืนรถเครนและรถขุดพิพาทจากโจทก์ในราคาเดียวกัน ตามสัญญาและสัญญาซื้อกลับคืน แล้วบริษัทบางสะพานทรานสปอร์ต

จำกัด ทำสัญญาเช่ารถเครนกับรถขุดพิพาทจากโจทก์ในราคา 2,539,370 ดอลลาร์สหรัฐ เช่นกัน ตามสำเนาแบบคำขอใช้บริการเช่าและสัญญาเช่า ต่อมาบริษัทบางสะพานทรานสปอร์ต จำกัดผิดสัญญาเช่า โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาเช่าและติดตามยึดรถเครนพิพาท 3 คัน กลับคืนมาจากนั้นเรียกร้องให้บริษัทบางสะพานทรานสปอร์ต จำกัด คืนรถขุดพิพาทและชดใช้ค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการผิดสัญญาเช่า แต่บริษัทบางสะพานทรานสปอร์ต จำกัด เพิกเฉย โจทก์จึงยื่นฟ้องบริษัทบางสะพานทรานสปอร์ต จำกัด กับพวก ต่อศาลชั้นต้น ตามสำเนาคำฟ้องคดีดังกล่าวศาลฎีกามีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 510/2554 พิพากษาให้บริษัทบางสะพานทรานสปอร์ต จำกัด กับพวกร่วมกันชำระเงิน 5,894,896.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี

นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 ตุลาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ในระหว่างพิจารณาคดีดังกล่าว เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2544 จำเลยที่ 1 ทำหนังสือรับสภาพหนี้ตามสัญญาซื้อกลับคืนกับโจทก์ 8 ฉบับ ตามหนังสือรับสภาพหนี้และบันทึกแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือรับสภาพหนี้ และโจทก์นำรถเครนพิพาททั้งสามคันที่ยึดคืนมาออกประมูลขาย ตามสำเนาประกาศหนังสือพิมพ์ ซึ่งจำเลยที่ 5 เป็นผู้ซื้อรถเครนพิพาททั้งสามคันได้ในราคา 5,800,000 บาท ตามสำเนาหนังสือสัญญาซื้อขาย โจทก์นำเงินที่ได้จากการขายรถเครนพิพาทไปหักชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเมื่อรวมกับเงินที่จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระให้แก่โจทก์แล้วเป็นเงินทั้งสิ้น 40,425,134.26 บาท ตามตารางแสดงการคำนวณต้นเงินและดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 ได้ชำระมาแล้ว และจำเลยที่ 1 ยังออกเช็คพิพาทรวม 10 ฉบับ

มอบให้แก่โจทก์ ซึ่งโจทก์นำเช็คพิพาท 4 ฉบับ ไปทำการเรียกเก็บเงินตามเช็ค แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามสำเนาเช็คและใบคืนเช็ค ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งหกในประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า การพิจารณาว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่นั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมายซึ่งศาลต้องพิจารณาจากคำฟ้องและเอกสารท้ายฟ้องทั้งหมดประกอบกันเป็นสำคัญว่าคำฟ้องของโจทก์ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น และคำขอบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง แล้วหรือไม่ หาจำต้องนำข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนคดีมาเป็นข้อพิจารณาประกอบด้วยดังที่จำเลยทั้งหกกล่าวอ้างมาไม่

เมื่อได้พิจารณาคำบรรยายฟ้องของโจทก์ประกอบเอกสารท้ายฟ้องทั้งหมดแล้ว เห็นว่า ฟ้องโจทก์ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับรวมทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง แล้ว ส่วนการกระทำของจำเลยที่ 6 จะมีผลผูกพันให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ อย่างไร จำเลยที่ 1 ได้ซื้อรถเครนและรถขุดพิพาทกลับคืนมาแล้วหรือไม่ เพราะเหตุใดจึงยังต้องทำหนังสือรับสภาพหนี้ต่อโจทก์เต็มจำนวนอีก จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ได้รับประโยชน์จากสัญญาดังกล่าวนี้อย่างไรและโจทก์มีวิธีคิดคำนวณดอกเบี้ยกับภาษีมูลค่าเพิ่มที่เรียกร้องจากจำเลยทั้งหกอย่างไรนั้นล้วนเป็นรายละเอียดที่จะต้องนำสืบในชั้นพิจารณาดังที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้โดยละเอียดและถูกต้องแล้ว ซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยและไม่จำต้องกล่าวซ้ำอีก

คำฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ฎีกาของจำเลยทั้งหกในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งหกในประการต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ เห็นว่าโจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยทั้งหกชำระหนี้ก่อนฟ้องแล้ว โจทก์จึงมิได้ถูกโต้แย้งสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 และไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้นั้นโจทก์มีนางสาวรัตติกร ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์มาเบิกความเป็นพยานประกอบกับหนังสือรับสภาพหนี้ และหนังสือบอกกล่าวพร้อมใบตอบรับไปรษณีย์ แสดงให้ศาลเห็นได้ว่าหนังสือรับสภาพหนี้ ที่จำเลยที่ 1 ตกลงผ่อนชำระหนี้ตามสัญญาซื้อกลับคืน ให้แก่โจทก์แต่ละฉบับจะมีกำหนดเวลาและจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 จะต้องผ่อนชำระหนี้แต่ละงวดไว้อย่างชัดแจ้ง ซึ่งภายหลังจากที่มีการทำหนังสือรับสภาพหนี้

อันเป็นฉบับสุดท้ายแล้ว จำเลยที่ 1ไม่ชำระหนี้ตามที่กำหนดไว้ในหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าว โจทก์จึงได้มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามไปยังจำเลยทั้งหกเพื่อให้ชำระหนี้ทั้งหมดภายในระยะเวลาที่กำหนด จำเลยทั้งหกได้รับหนังสือบอกกล่าวแล้วแต่ก็เพิกเฉย ตามหนังสือบอกกล่าวพร้อมใบตอบรับไปรษณีย์เมื่อจำเลยทั้งหกคงนำสืบกล่าวอ้างอย่างเลื่อนลอยว่า ไม่เคยได้รับมอบหนังสือบอกกล่าว ของโจทก์ และตามทางพิจารณาได้ความว่า ภายหลังจากที่โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าแล้ว บริษัทบางสะพานทรานสปอร์ต จำกัด ไม่ยอมชำระหนี้ตามที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ทวงถามหรือหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์หรือจำเลยที่ 1 อีก ส่วนที่โจทก์หากได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาจากบริษัทบางสะพานทรานสปอร์ต

จำกัด ก็เป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องนำเงินที่ได้รับจากการชำระหนี้ดังกล่าวไปหักชำระหนี้ของบริษัทบางสะพานทรานสปอร์ต จำกัด และจำเลยที่ 1ตามหนังสือรับสภาพหนี้ ข้อ 7 หาทำให้หนี้ตามที่ตกลงไว้ในหนังสือรับสภาพหนี้กลายเป็นหนี้ที่ไม่อาจกำหนดจำนวนและเวลาชำระหนี้ได้ตามที่จำเลยทั้งหกกล่าวอ้างไม่ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งหก ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า หนี้ในรายพิพาทนี้เป็นหนี้ที่กำหนดจำนวนได้แน่นอนและมีกำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน หากจำเลยที่ 1 มิได้ชำระหนี้ตามกำหนดย่อมตกเป็นผู้ผิดนัดโดยมิพักต้องเตือนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคสอง เมื่อจำเลยทั้งหกไม่ชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนดจึงตกเป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญา

โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้ ทั้งปัญหาเกี่ยวกับเรื่องมีการบอกกล่าวทวงถามก่อนฟ้องหรือไม่ ก็เป็นคนละประเด็นกับปัญหาการโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งหกในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งหกในประการต่อไปว่า กรรมการโจทก์มีอำนาจทำสัญญาพิพาทแทนโจทก์ และจำเลยที่ 6 ทำสัญญาพิพาทโดยมีผลผูกพันจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 หรือไม่ เห็นว่า เมื่องานที่นายยุน ทำเป็นงานที่ไม่ห้ามคนต่างด้าวทำโดยเด็ดขาดตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะทำสัญญาพิพาท แต่จะต้องรับใบอนุญาตจากอธิบดีกรมแรงงานหรือเจ้าพนักงานซึ่งอธิบดีกรมแรงงานมอบหมายก่อน

นายยุน จึงจะทำงานได้ตามมาตรา 7 โดยมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้เป็นหน้าที่ของโจทก์ในฐานะผู้ประสงค์จะให้คนต่างด้าวทำงานเป็นผู้ขอรับใบอนุญาตแทนนายยุน ทั้งปรากฏตามสำเนาหนังสือรับรอง ว่า บริษัทโจทก์แต่งตั้งให้นายยุน เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2537 จนกระทั่งถึงปัจจุบัน ซึ่งหากนายยุน มิได้รับใบอนุญาตทำงานจากอธิบดีกรมแรงงานหรือเจ้าพนักงานซึ่งอธิบดีกรมแรงงานมอบหมายในช่วงระยะเวลาดังกล่าวนี้แล้ว นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทย่อมไม่อาจดำเนินการจดทะเบียนให้นายยุน เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ อันเป็นการสอดคล้องต้องกันกับคำเบิกความของนางสาวรัตติกร ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์ดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า

นายยุน เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์และได้รับใบอนุญาตทำงานในบริษัทโจทก์ตามกฎหมาย สัญญาและหนังสือรับสภาพหนี้ในรายพิพาทนี้จึงไม่ตกเป็นโมฆะ คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยทั้งหกยกขึ้นอ้างมาในฎีกา ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ส่วนที่จำเลยทั้งหกกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ต่างเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกัน ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันในการประกอบธุรกิจ และไม่มีวัตถุประสงค์ไปในทางเสียหายเพื่อรับสภาพหนี้อันไม่ใช่หนี้ของตน หนังสือมอบอำนาจและให้สัตยาบัน ทำขึ้นภายหลังสัญญาพิพาทเป็นการมอบอำนาจและให้สัตยาบันแก่จำเลยที่ 6 เพื่อไปกระทำการแทนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 กับโจทก์ ไม่ได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 6 ไปทำหนังสือรับสภาพหนี้กับโจทก์

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำหนังสือรับสภาพหนี้ ดังเช่นจำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกัน หนังสือรับสภาพหนี้ไม่สมบูรณ์ เนื่องจากมีจำเลยที่ 6 แต่เพียงผู้เดียวลงนามและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 6 เองก็เบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์รับว่า จำเลยที่ 6 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ทั้งตามเอกสารที่คัดถ่ายจากเว็บไซต์ของจำเลยที่ 5 ก็ได้ความว่า จำเลยที่ 6 เป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัทจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 เพื่อประกอบธุรกิจจำหน่าย ซ่อมแซมเครื่องจักร เคลื่อนย้ายวัสดุหรืออุปกรณ์ที่มีขนาดใหญ่หรือมีน้ำหนักมาก และขายเครื่องจักรกลหนักใช้งานแล้ว ซึ่งตามหนังสือรับรอง

กรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ก็อยู่ในกลุ่มบุคคลเครือเดียวกัน เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 เป็นกลุ่มบริษัทในเครือเดียวกันและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของจำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งบริษัททั้งหมดตามที่โจทก์กล่าวอ้างมา นอกจากนี้จำเลยที่ 6 ยังเบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ต่อไปว่าเหตุที่โจทก์ต้องให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เข้ามาเกี่ยวข้องทำหนังสือรับสภาพหนี้ด้วย เนื่องจากโจทก์ไม่มั่นใจในการบริหารงานของจำเลยที่ 1 ว่าจะชำระหนี้ได้ครบถ้วน จึงต้องให้บริษัทในเครือทั้งหมดมาค้ำประกัน ซึ่งสอดคล้องต้องกันกับข้อความตามที่ปรากฏในหนังสือมอบอำนาจและให้สัตยาบัน ที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 6 มีอำนาจกระทำกิจการใด

ๆ ผูกพันจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 กับมีอำนาจลงนามโดยมีตราประทับหรือไม่มีตราประทับของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ทั้งในฐานะส่วนตัวหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ในบรรดาเอกสารและนิติกรรมสัญญาใด ๆ ซึ่งจะต้องทำกับหรือให้ไว้แก่โจทก์รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงแก้ไขบรรดากิจการและเอกสารและนิติกรรมสัญญาเช่นว่านั้นโดยให้มีผลผูกพันจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ทุกประการ เสมือนหนึ่งจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 กระทำด้วยตนเอง และให้บรรดากิจการและนิติกรรมสัญญาทั้งปวงที่ได้กระทำลงก่อนหน้านี้โดยจำเลยที่ 6 นั้น จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ขอให้สัตยาบันและเข้าผูกพันตนในบรรดากิจการและนิติกรรมสัญญาที่ได้กระทำไปแล้วนั้นทุกประการ อันเป็นการแสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่าการทำหนังสือมอบอำนาจและให้สัตยาบัน ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5ก็โดยมีเจตนาเพื่อเข้าเกี่ยวข้องและเข้าผูกพันเกี่ยวกับการชำระหนี้ตามสัญญาพิพาทและหนังสือรับสภาพหนี้ ตามที่จำเลยที่ 6 เบิกความดังกล่าวนั่นเอง และหาได้เป็นการกระทำที่ขัดต่อวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ตามหนังสือรับรอง

ไม่ เนื่องจากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ต่างมีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจบริการรับค้ำประกันหนี้สิน ความรับผิด และการปฏิบัติตามสัญญาของบุคคลอื่นด้วย แม้สัญญาพิพาท และหนังสือรับสภาพหนี้ จะมีจำเลยที่ 6 ลงลายมือชื่อแต่เพียงผู้เดียวพร้อมประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 แต่ในช่วงระหว่างเวลาที่ทำสัญญาพิพาทและหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าว จำเลยที่ 6 แต่เพียงผู้เดียวมีอำนาจลงนามพร้อมประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 กระทำการแทนจำเลยที่ 1 ได้ ตามสำเนาหนังสือรับรอง ดังนั้น การที่จำเลยที่ 6 ทำสัญญาพิพาทในคดีนี้จึงย่อมมีผลผูกพันจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5ด้วย คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยทั้งหกยกขึ้นอ้างมาในฎีกา ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น

ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งหกในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งหกในประการต่อไปว่า สัญญาพิพาทเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญาค้ำประกันการเช่ารถเครนและรถขุดของบริษัทบางสะพานทรานสปอร์ต จำกัด และเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่าการทำสัญญาซื้อขายและสัญญาซื้อกลับคืนดังเช่นคดีนี้เป็นไปตามวิธีการประกอบธุรกิจการค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตามปกติ และคู่กรณีต่างมีเจตนาเข้าทำสัญญาซื้อกลับคืนอย่างแท้จริงโดยทราบและเข้าใจวัตถุประสงค์ของการทำสัญญาว่า สัญญาซื้อกลับคืนเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์แยกต่างหากจากสัญญาเช่าและสัญญาซื้อขายฉบับเดิม ดังจะเห็นได้จากสัญญาซื้อกลับคืน เป็นนิติกรรมที่มีเงื่อนไขบังคับก่อน

กล่าวคือ หากเกิดกรณีที่บริษัทบางสะพานทรานสปอร์ต จำกัด ผู้เช่าผิดสัญญาเช่า สัญญาซื้อกลับคืนจึงมีผลบังคับ กับมีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทนแตกต่างจากสัญญาค้ำประกันโดยแจ้งชัด และภายหลังจากที่บริษัทบางสะพานทรานสปอร์ต จำกัด ผิดสัญญาเช่า จำเลยที่ 1 ก็เข้าผ่อนชำระหนี้คืนให้แก่โจทก์ตามสัญญาซื้อกลับคืนและหนังสือรับสภาพหนี้ติดต่อตลอดเรื่อยมาจนถึงปี 2549 เป็นเงินรวม 40 ล้านบาทเศษและขอให้โจทก์ฟ้องบริษัทบางสะพานทรานสปอร์ต จำกัด เพื่อจะได้นำเงินมาชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 ต่อไปตามสัญญาซื้อกลับคืน ด้วย ซึ่งโดยสภาพแห่งสัญญาดังกล่าวเห็นได้ชัดว่ามิใช่เป็นกรณีที่โจทก์และจำเลยที่ 1 แสร้งแสดงเจตนาเข้าทำนิติกรรมแต่อย่างใด

สัญญาซื้อกลับคืน จึงมิใช่นิติกรรมที่ทำขึ้นเพื่ออำพรางสัญญาค้ำประกันหรือสัญญารับสภาพหนี้ดังที่จำเลยทั้งหกกล่าวอ้างมาแต่อย่างใด สัญญาดังกล่าวจึงมีผลผูกพันคู่สัญญาตามกฎหมาย หาตกเป็นโมฆะไม่ ส่วนที่จำเลยทั้งหกกล่าวอ้างว่าสัญญาพิพาทเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมนั้น ข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาได้ความว่า โจทก์ จำเลยทั้งหก และบริษัทบางสะพานทรานสปอร์ต จำกัด ต่างเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ทั้งบริษัทบางสะพานทรานสปอร์ต จำกัด ก็เช่ารถเครนและรถขุดพิพาทแบบลิสซิ่งในอัตราค่าเช่าสูงถึงเกือบ 70 ล้านบาท ประกอบกับโดยสภาพของรถก็เป็นเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่นำไปใช้ในการประกอบกิจการก่อสร้างเพื่อแสวงหาประโยชน์ในทางการค้า จึงหาได้มีลักษณะเป็นการเช่ามาเพื่อใช้สอยตามปกติไม่

นอกจากนี้หนังสือรับสภาพหนี้ซึ่งมีมูลหนี้มาจากสัญญาซื้อขายและสัญญาซื้อกลับคืนพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ก็มีลักษณะเป็นสัญญาเพื่อการค้า จำเลยที่ 1 จึงมิใช่ผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 3 และมาตรา 4 วรรคหนึ่ง ดังที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยโดยละเอียดแล้วซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย และไม่จำต้องกล่าวซ้ำอีก จำเลยที่ 1จึงไม่อาจหยิบยกข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมขึ้นกล่าวอ้างเพื่อยกเว้นความรับผิดของตนได้และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยข้อสัญญาตามหนังสือรับสภาพหนี้ว่าเป็นธรรมต่อจำเลยทั้งหกหรือไม่เพราะไม่ทำให้ผลของคดีในประเด็นนี้เปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของจำเลยทั้งหกในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งหกในประการต่อไปว่า

จำเลยทั้งหกจะต้องร่วมกันรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามที่วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้วว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ได้ทำหนังสือมอบอำนาจและให้สัตยาบัน แก่จำเลยที่ 6 โดยให้ถือว่านิติกรรมสัญญาต่าง ๆ และกิจการใด ๆ ที่จำเลยที่ 6ทำในฐานะส่วนตัวหรือในฐานะแทนจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ยอมให้มีผลผูกพันจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ทุกประการ ไม่ว่านิติกรรมสัญญาหรือกิจการใด ๆ ดังกล่าวจะได้กระทำลงก่อนหน้านี้ก็ตาม จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมิได้เป็นลูกหนี้ยอมผูกพันตนเข้าชำระหนี้ให้แก่โจทก์ อันเป็นสัญญาประเภทหนึ่ง ซึ่งไม่ขัดต่อกฎหมายย่อมสมบูรณ์บังคับได้

เมื่อจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ดังกล่าว จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จึงต้องร่วมรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ด้วย และจำเลยที่ 6 ในฐานะผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามหนังสือรับสภาพหนี้ ก็ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 อย่างลูกหนี้ร่วมเช่นกัน ส่วนที่จำเลยทั้งหกจะต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์เพียงใดนั้น

จำเลยทั้งหกมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่าที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเกี่ยวกับการคิดคำนวณหนี้ของโจทก์ตามหนังสือรับสภาพหนี้ ไม่ถูกต้องแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาว่า คิดถึงวันที่ 25ธันวาคม 2549 จำเลยที่ 1 ยังคงค้างชำระหนี้แก่โจทก์ 60,110,913.64 บาทตามตารางการชำระเงินท้ายหนังสือรับสภาพหนี้ แผ่นที่ 3 จริงคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งหกว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดจากจำเลยทั้งหกหรือไม่ จำเลยทั้งหกฎีกาว่า การที่โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งหกในอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี ตามฟ้อง เป็นการเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดจึงตกเป็นโมฆะ การที่ศาลอุทธรณ์ยังคงให้จำเลยทั้งหกรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี โดยถือเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งขัดกับที่ระบุไว้ในสัญญาซื้อกลับคืนพิพาทและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์เป็นการไม่ชอบนั้น

เห็นว่า สัญญาซื้อกลับคืนพิพาทข้อ 3 - 1 ระบุว่า หากจำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่ชำระเงินอย่างใด ๆที่มีหน้าที่ต้องชำระตามสัญญานี้ภายในระยะเวลาที่กำหนด จำเลยที่ 1 ตกลงว่าจะชำระค่าปรับให้แก่โจทก์ในอัตรา 19.5 ต่อปี เป็นเงินตราในประเทศ ตามข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ตกลงชำระค่าปรับแก่โจทก์ในกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาซื้อรถเครนและรถขุดพิพาทกลับคืนในอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี มิใช่ข้อตกลงเกี่ยวกับการคิดดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงินในอัตราเกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี และที่สัญญาซื้อกลับคืนพิพาท ข้อ 2 - 2 ง II) และข้อ ฉ ระบุเกี่ยวกับเรื่องดอกเบี้ย ก็เป็นการท้าวความถึงเรื่องดอกเบี้ยในหนี้ค่าเช่าค้างชำระตามสัญญาเช่า และเป็นข้อตกลงให้เงินที่ได้จากการขายรถเครนและรถขุดพิพาทหรือเงินได้อย่างอื่น

ๆ ที่เหลือจากการจัดสรรชำระหนี้ตามข้อ 2 - 2 ซึ่งโจทก์จัดเก็บไว้ในบัญชีไม่มีดอกเบี้ย หาใช่เป็นเรื่องโจทก์เรียกดอกเบี้ยในลักษณะเดียวกันกับกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาซื้อกลับคืนพิพาทดังที่จำเลยทั้งหกกล่าวอ้างมาไม่ ข้อตกลงเกี่ยวกับค่าปรับดังกล่าวมีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายกันไว้ล่วงหน้าในกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญา อันถือได้ว่าเป็นเบี้ยปรับอย่างหนึ่งซึ่งหากสูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจที่จะปรับลดลงตามที่เห็นสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 โจทก์ซึ่งแม้มิใช่เป็นสถาบันการเงินย่อมมีสิทธิกำหนดเบี้ยปรับในกรณีที่จำเลยที่ 1 ประพฤติผิดสัญญาเกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี ได้หาเป็นการขัดต่อกฎหมายและตกเป็นโมฆะทั้งหมดดังที่จำเลยทั้งหกกล่าวอ้างมาไม่

ทั้งการที่ศาลอุทธรณ์คงกำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ก็นับว่าเหมาะสมแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยทั้งหกในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยในประการสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยทั้งหกว่า โจทก์จะต้องคืนเงินและเช็คพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ตามฟ้องของจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่วินิจฉัยมาดังกล่าวข้างต้นแล้วว่า จำเลยที่ 1 ยังคงต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามสัญญาซื้อกลับคืนพิพาทเป็นเงินรวม 60,110,913.64 บาท โจทก์จึงไม่จำต้องคืนเงินและเช็คพิพาททั้งสิบฉบับ ที่จำเลยที่ 1 ออกให้แก่โจทก์เพื่อเป็นการชำระหนี้หรือเป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ตามฟ้องของจำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งหกในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยทั้งหกไม่เป็นสาระที่จะทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไปจึงไม่จำต้องวินิจฉัย

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อรรณพ จุฬาพิมพ์พันธุ์ · ประพาฬ อนมาน · ณฤทธิ์ บุญปริอาทร
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายศุภร พิชิตวงศ์เลิศ
ศาลอุทธรณ์ - นายธีระพงศ์ เพ็ญตระการ
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ2233/2557
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ2220/2550
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ3501/2552
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้