Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2553 (เลขอ้างอิง 507350)

พ.ศ. 2553 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ศาลภาษีอากรกลางมีอำนาจขยายระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯ ได้ตามความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 19 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯ โดยไม่ต้องมีองค์ประกอบของพฤติการณ์พิเศษหรือกรณีที่มีเหตุสุดวิสัยอันเป็นการแตกต่างจาก ป.วิ.พ. มาตรา 23 มติคณะรัฐมนตรีในเรื่องการยุติการดำเนินคดีแพ่งของส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ใช่กฎหมายที่จะตัดอำนาจฟ้องคดีของผู้ถูกโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 เมื่อตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่าถูกโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องได้ และเมื่อตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่าตู้โทรศัพท์สาธารณะของโจทก์ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน ไม่ใช่กรณีที่โจทก์เห็นว่าจำนวนเงินที่ประเมินและตามคำชี้ขาดสูงเกินสมควรโจทก์จึงไม่ต้องนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาลดหน่อยค่ารายปีตาม พ.ร.บ. ภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ มาตรา 31 วรรคท้าย ตามคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ของโจทก์ลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2548 มี ส. ลงลายมือชื่อเป็นผู้ยื่นคำร้องแทนโจทก์โดยระบุว่าเป็นรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ด้านสื่อสารสาธารณะทำการแทนกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ท. และโจทก์อ้างในคำฟ้องว่าเป็นการกระทำในนามของโจทก์ตามที่ได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ตามสำเนาคำสั่งของโจทก์ลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2546 แต่ปรากฏว่าสำเนาคำสั่งดังกล่าวระบุชื่อโจทก์ว่าบริษัทที. ซึ่งตามหนังสือรับรองโจทก์จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นบริษัทที. เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2548 การยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่จึงกระทำก่อนที่โจทก์จะมอบอำนาจตามคำสั่งดังกล่าว เมื่อโจทก์ไม่ได้มอบฉันทะเป็นลายลักษณ์อักษรให้ ส. ลงนามแทนตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 37 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ ทั้งเป็นกรณีที่โจทก์ไม่อาจให้สัตยาบันในภายหลังได้กรณีจึงต้องถือว่าโจทก์ไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องตามมาตรา 7 (1) และมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯ

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกามีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เดิมชื่อว่าองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ต่อมาแปลงสภาพตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 เป็นบริษัทมหาชนจำกัด ชื่อว่าบริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และมีการเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตู้โทรศัพท์สาธารณะและเครื่องโทรศัพท์สาธารณะที่ติดตั้งอยู่ในสถานที่ต่างๆ ในเขตปกครองของจำเลย โดยโจทก์ได้ติดตั้งเพื่อให้บริการแก่ประชาชนทั้งในอาคารและนอกอาคาร เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2548 พนักงานเก็บภาษีของจำเลยได้แจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับตู้โทรศัพท์สาธารณะที่ตั้งอยู่ในเขตปกครองของจำเลย โดยประเมินค่ารายปี 36,697,200 บาท

ค่าภาษี 4,587,150 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินดังกล่าว จึงได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ ต่อมาวันที่ 6 มกราคม 2549 โจทก์ได้รับใบแจ้งคำชี้ขาดจากผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครซึ่งชี้ขาดยืนตามการประเมิน โจทก์เห็นว่าเป็นการประเมินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตู้โทรศัพท์ของโจทก์ไม่ใช่ทรัพย์สินที่มีลักษณะเป็นโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นอันเป็นทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 5 และ 6 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 หากเป็นโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นก็เป็นทรัพย์สินของรัฐบาลที่ใช้ในกิจการของรัฐบาลหรือสาธารณะ ซึ่งได้รับยกเว้นภาษีตามมาตรา 9 (2) แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน

พ.ศ.2475 การประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินและคำชี้ขาดของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์มอบอำนาจและให้สัตยาบันแก่การกระทำของนายสายัณห์ ถิ่นสำราญ ในการยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ ซึ่งจำเลยก็รับวินิจฉัยให้ อีกทั้งโจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2540 และวันที่ 4 พฤศจิกายน 2540 ที่กำหนดแนวทางในการยุติการดำเนินคดีแพ่งของส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมิใช่กฎหมายที่ทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้สิทธิทางศาลได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ขอให้เพิกถอนการประเมินตามใบแจ้งรายการประเมินประจำปีภาษี 2548 เล่มที่ 11 ลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2548 และใบแจ้งคำชี้ขาดของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

เล่มที่ 8 เลขที่ 26 ลงวันที่ 4 มกราคม 2549 ให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีจำนวน 4,587,150 บาท แก่โจทก์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันครบกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์มีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมดเพียงผู้เดียวตามมาตรา 25 และ 26 แห่งพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 โจทก์จึงมีฐานเป็นหน่วยงานของรัฐและถือเป็นรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 จำเลยเป็นราชการส่วนท้องถิ่น มีฐานะเป็นนิติบุคคล ในกรณีที่มีข้อพิพาททางแพ่งระหว่างหน่ายงานของรัฐนั้นมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2540 และวันที่ 4 พฤศจิกายน 2540 กำหนดแนวทางปฏิบัติให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องต้องส่งเรื่องที่พิพาทแก่สำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการส่งให้คณะกรรมการชี้ขาดการยุติในการดำเนินคดีแพ่งของส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาตัดสินชี้ขาดแล้วเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบต่อไป

โจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจจึงเป็นหน่วยงานของรัฐที่ต้องผูกพันปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว นอกจากนี้มาตรา 31 วรรคท้ายแห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ได้บัญญัติกรณีผู้รับประเมินซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่ไม่พอใจในคำชี้ขาดต้องนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำชี้ขาด มติของคณะรัฐมนตรีให้เป็นที่สุด ดังนั้น การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องต่อศาล โดยไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และในการยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ โจทก์มิได้มอบอำนาจให้นายสายัณห์รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ด้านสื่อสารสาธารณะเป็นผู้ยื่นคำร้องโดยถูกต้อง ถือว่าโจทก์มิได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ตามมาตรา 25 และ 27 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน

พ.ศ.2475 การประเมินของเจ้าพนักงานจึงเป็นที่สุด โจทก์ไม่มีสิทธินำคดีฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลางตามมาตรา 7 และ 8 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ตู้โทรศัพท์สาธารณะของโจทก์มีลักษณะเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 และไม่ถือว่าเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในกิจการของรัฐบาลหรือสาธารณะที่จะได้รับยกเว้นภาษีตามมาตรา 9 (2) แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 การประเมินและคำชี้ขาดของจำเลยจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของจำเลยตามใบแจ้งรายการประเมินประจำปีภาษี 2548 เล่มที่ 1 เลขที่ 11 ลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2548 และใบแจ้งคำชี้ขาดของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

เล่มที่ 8 เลขที่ 26 ลงวันที่ 4 มกราคม 2549 ให้จำเลยคืนเงินค่าภาษี 4,587,150 บาท แก่โจทก์ภายใน 1 เดือน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันครบ 3 เดือน จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "....ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์คำสั่งและคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์มีว่า ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลยในครั้งที่ 2 และมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยชอบหรือไม่...เห็นว่า มาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 บัญญัติว่า กระบวนพิจารณาในศาลภาษีอากรให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้และข้อกำหนดตามมาตรา 20 ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติและข้อกำหนดดังกล่าวให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลมและมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า ระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือตามที่ศาลภาษีอากรกำหนด

ศาลภาษีอากรมีอำนาจย่นหรือขยายได้ตามความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม โดยที่คดีภาษีอากรเป็นคดีที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างไปจากคดีแพ่งโดยทั่วไป จึงมีการตราพระราชบัญญัติดังกล่าว เพื่อพิจารณาคดีภาษีอากรโดยมีวิธีพิจารณาคดีเป็นพิเศษ ยกเว้นขั้นตอนและวิธีการตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งบางอย่างเพื่อให้เกิดความคล่องตัวยิ่งขึ้น และคดีภาษีอากรเป็นข้อพิพาทระหว่างรัฐกับเอกชนอันเนื่องมาจากการประเมินหรือการจัดเก็บภาษีอากร มีความยุ่งยากซับซ้อนแตกต่างไปจากคดีแพ่งทั่วไปศาลภาษีอากรกลางย่อมีอำนาจขยายระยะเวลาให้จำเลยได้ตามความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ตามที่มาตรา 19 บัญญัติไว้เป็นพิเศษ โดยไม่ต้องมีองค์ประกอบของพฤติการณ์พิเศษหรือกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย

อันเป็นการแตกต่างจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 เมื่อศาลภาษีอากรกลางเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมก็ย่อมมีอำนาจขยายระยะเวลาตามบทบัญญัติดังกล่าวได้กรณีไม่ปรากฏว่าจำเลยประสงค์จะเอาเปรียบในทางคดี ทั้งไปปรากฏว่าศาลภาษีอากรกลางใช้ดุลพินิจดังกล่าวโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นเรื่องที่ศาลภาษีอากรกลางใช้ดุลพินิจเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ดังนั้น ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลยและรับอุทธรณ์ของจำเลยจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยประการแรกว่า คำสั่งศาลภาษีอากรกลางที่ให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยนั้นชอบหรือไม่...

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่า แม้ศาลภาษีอากร เห็นว่า แม้ศาลภาษีอากรกลางจะมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยแต่เมื่อข้อเท็จจริงตามคำฟ้อง คำให้การ คำแถลงของคู่ความ และที่ปรากฏตามพยานหลักฐานที่คู่ความยอมรับกันในวันชี้สองสถานเพียงพอที่จะวินิจฉัยได้แล้ว ศาลภาษีอากรกลางย่อมมีอำนาจสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 104 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 ซึ่งศาลภาษีอากรกลางก็รับฟังว่ามีมติคณะรัฐมนตรีเพื่อให้คู่กรณีปฏิบัติกรณีมีข้อพิพาททางแพ่งระหว่างส่วนราชการกับส่วนราชการ ส่วนราชการกับรัฐวิสหกิจ รัฐวิสาหกิจกับรัฐวิสาหกิจ

ส่วนราชการกับเอกชนหรือรัฐวิสหกิจกับเอกชนตามที่จำเลยประสงค์จะนำสืบ ทั้งได้วินิจฉัยถึงการมอบอำนาจของโจทก์ตลอดจนลักษณะของตู้โทรศัพท์สาธารณะของโจทก์โดยละเอียดตามที่จำเลยจะขอสืบพยาน คำสั่งให้งดสืบพยานจำเลยของศาลภาษีอากรกลางจึงชอบแล้วอุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น สำหรับปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์คำพิพากษาของจำเลยมีว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากไม่ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวหรือไม่ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่า มติคณะรัฐมนตรีในเรื่องการยุติการดำเนินคดีแพ่งของส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2540 และวันที่ 4 พฤศจิกายน 2540 ไม่ใช่กฎหมายที่จะตัดอำนาจฟ้องคดีของผู้ถูกโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 เมื่อตามคำฟ้องของโจทก์อ้างว่าถูกโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ ส่วนปัญหาว่าโจทก์ต้องนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 31 วรรคท้าย หรือไม่นั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่าตู้โทรศัพท์สาธารณะของโจทก์ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน ไม่ใช่กรณีที่โจทก์เห็นว่าจำนวนเงินที่ประเมินและตามคำชี้ขาดสูงเกินสมควรแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่ต้องนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาลดหย่อนค่ารายปีตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 31 วรรคท้าย ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟ้องไม่ขึ้นเช่นกัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในประการต่อไปว่า โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่หรือไม่...

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่าตามคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ ลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2548 นายสายัณห์ลงลายมือชื่อเป็นผู้ยื่นคำร้องแทนโจทก์ โดยระบุว่าเป็นรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ด้านสื่อสารสาธารณะทำการแทนกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัททศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และโจทก์อ้างในคำฟ้องว่าเป็นการกระทำในนามของโจทก์ตามที่ได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ตามสำเนาคำสั่งของโจทก์ที่ รบ.55/2546 ลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2546 แต่ปรากฏว่าสำเนาคำสั่งดังกล่าวระบุชื่อบริษัทโจทก์ว่า บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ซึ่งตามหนังสือรับรองบริษัทโจทก์โจทก์ได้จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2548 การยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่จึงกระทำก่อนที่โจทก์จะมอบอำนาจตามคำสั่งดังกล่าว มาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน

พ.ศ.2475 บัญญัติว่า "ถ้าผู้รับประเมินจะต้องลงนามในแบบพิมพ์ใดตามพระราชบัญญัตินี้ ท่านว่าจะมอบฉันทะเป็นลายลักษณ์อักษรให้ตัวแทนลงนามก็ได้ ถ้าผู้รับประเมินได้รับหมายเรียกตัวตามพระราชบัญญัตินี้ นอกจากที่กล่าวในหมายเรียกว่าต้องไปเองท่านว่าจะมอบฉันทะเป็นลายลักษณ์อักษรให้ตัวแทนไปแทนตัวก็ได้" และวรรคสองบัญญัติว่า "แต่พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องพอใจว่าผู้แทนนั้นได้รับมอบอำนาจโดยชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้มอบฉันทะเป็นลายลักษณะอักษรให้นายสายัณห์ลงนามแทนตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ทั้งเป็นกรณีที่โจทก์ไม่อาจให้สัตยาบันในภายหลังได้

กรณีจึงต้องถือว่าโจทก์ไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องตามมาตรา 7 (1) และมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นอื่นอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง"

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พันวะสา บัวทอง · องอาจ โรจนสุพจน์ · ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้