Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5070/2542

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

บทบัญญัติในประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 89 มิได้มุ่งหมายให้ลงโทษผู้กระทำผิดเรียงตามอนุมาตราไป แต่มุ่งหมายให้ลงโทษตามอนุมาตราที่กำหนดเบี้ยปรับสูงสุดเพียงอนุมาตราเดียว เมื่อการกระทำผิดของโจทก์ที่นำใบกำกับภาษีปลอมมาใช้ในการคำนวณภาษีเข้าลักษณะความผิดตามมาตรา 89(4) และ 89(7) ซึ่งมีกำหนดโทษให้เสียเบี้ยปรับหนึ่งเท่าและสองเท่าของจำนวนภาษีที่คลาดเคลื่อนตามลำดับแล้วศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยให้โจทก์เสียเบี้ยปรับสองเท่าของจำนวนภาษีตามมาตรา 89(7) เพียงอนุมาตราเดียวได้ ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าใบกำกับภาษีของโจทก์บางส่วนปลอมโจทก์ไม่มีสิทธินำภาษีซื้อในใบกำกับภาษีดังกล่าวมาใช้ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม แม้โจทก์จะยื่นคำแก้อุทธรณ์ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลภาษีอากรกลางในส่วนนี้แต่โจทก์ไม่มายื่นคำฟ้องอุทธรณ์และเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามกฎหมายศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จำเลยให้การว่า การประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้วขอให้ยกฟ้องศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้แก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เฉพาะส่วนที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้โจทก์ชำระเบี้ยปรับเป็นเงิน 168,000.21 บาทเป็นให้โจทก์รับผิดเสียเบี้ยปรับเป็นเงินจำนวน 112,000.14 บาทจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดและเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2535 โจทก์ได้ยื่นแบบแสดงภาษีมูลค่าเพิ่ม(ภ.พ.30) สำหรับเดือนภาษีธันวาคม 2536 ปรากฏตามแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มรายงานภาษีขาย และรายงานภาษีซื้อ เอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 148, 139 ถึง 141เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มโจทก์สำหรับเดือนภาษีธันวาคม 2536ตามหนังสือแจ้งการประเมินเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 81 โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 4 โจทก์ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์เมื่อวันที่7 มีนาคม 2541 และข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติตามที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยโดยโจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่าใบกำกับภาษีตามเอกสารหมาย

ล.1 แผ่นที่ 132 ถึง 137เป็นใบกำกับภาษีปลอมโจทก์ไม่มีสิทธินำภาษีซื้อในใบกำกับภาษีดังกล่าวมาใช้ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนภาษีธันวาคม 2536 แม้โจทก์จะยื่นคำแก้อุทธรณ์ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลภาษีอากรกลางในส่วนนี้ แต่โจทก์ไม่ทำเป็นคำฟ้องอุทธรณ์และเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามกฎหมาย ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยให้คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยให้โจทก์เสียเบี้ยปรับสองเท่าของจำนวนภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89(7) เพียงอนุมาตราเดียวชอบหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์ต้องเสียเบี้ยปรับตามมาตรา 89(4) หนึ่งเท่าของภาษี และ 89(7) สองเท่าของภาษีรวมเป็นสามเท่าของจำนวนภาษีที่สำแดงคลาดเคลื่อนและขาดไป

หาได้มีบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรบัญญัติไว้ว่าเมื่อโจทก์ทำความผิดตามบทบัญญัติมาตรา 89(4) และ (7) แล้วให้รับผิดเสียเบี้ยปรับเพียงอนุมาตรา (7) ของมาตรา 89 แต่เพียงอนุมาตราเดียวนั้น เห็นว่า แม้การที่โจทก์นำใบกำกับภาษีปลอมมาใช้ในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีธันวาคม 2536 จะเป็นความผิดตามมาตรา 89(7) อีกทั้งยังเข้าลักษณะความผิดตามมาตรา 89(4) ด้วยก็ตาม แต่บทบัญญัติในมาตรานี้ก็มิได้บัญญัติให้ลงโทษผู้กระทำผิดเรียงตามอนุมาตราไป ซึ่งเมื่อพิเคราะห์ถึงความมุ่งหมายของบทบัญญัติกฎหมายที่นำการกระทำผิดเกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในกรณีต่าง ๆ มาบัญญัติรวมกันไว้ในมาตรา 89 โดยแยกเป็นอนุมาตราและกำหนดเบี้ยปรับสูงต่ำตามลักษณะความร้ายแรงของการกระทำผิด แต่มิได้บัญญัติว่าในกรณีการกระทำผิดนั้นเข้าลักษณะความผิดหลายอนุมาตราแล้วให้ลงโทษเรียงตามอนุมาตราไป

อีกทั้งยังให้อำนาจอธิบดีงดหรือลดเบี้ยปรับลงได้ดังที่บัญญัติไว้ในวรรคสองแล้ว เห็นได้ว่าบทบัญญัติในมาตรา 89 นี้มิได้มุ่งหมายให้ลงโทษผู้กระทำผิดเรียงตามอนุมาตราไป แต่มุ่งหมายให้ลงโทษตามอนุมาตราที่กำหนดเบี้ยปรับสูงสุดเพียงอนุมาตราเดียว ดังนั้น เมื่อการกระทำผิดของโจทก์เข้าลักษณะความผิดตามมาตรา 89(4) และ 89(7) ซึ่งมีกำหนดโทษให้เสียเบี้ยปรับหนึ่งเท่าและสองเท่าของจำนวนภาษีที่คลาดเคลื่อนตามลำดับแล้วการที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยให้โจทก์เสียเบี้ยปรับสองเท่าของจำนวนภาษีตามมาตรา 89(7) เพียงอนุมาตราเดียวจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุทิน ปัทมราชวิเชียร · ปราโมทย์ บุนนาค · เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้