Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2553 (เลขอ้างอิง 504616)

พ.ศ. 2553 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ซื้อที่ดินจากจำเลยรวม 9 แปลง ชำระราคาครบถ้วนแล้วแต่จำเลยไม่โอนที่ดินให้โจทก์ จำเลยให้การในตอนแรกว่า โจทก์จำเลยไม่เคยตกลงซื้อขายที่ดินกัน สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นสัญญาปลอม แต่กลับให้การในอีกตอนหนึ่งว่า โจทก์จำเลยทำหนังสือสัญญาตกลงกันเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2527 ว่า หนังสือสัญญาที่ทำไว้ก่อนหรือหลังสัญญาฉบับนี้ให้ถือว่าเป็นโมฆะ ฉะนั้นหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินท้ายฟ้องทั้งสามฉบับซึ่งทำขึ้นภายหลังหนังสือสัญญาดังกล่าว โจทก์จึงไม่อาจทำสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวมาฟ้องบังคับจำเลยได้จึงเป็นคำให้การไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม แต่คำให้การจำเลยเข้าใจได้ว่าจำเลยปฏิเสธฟ้องโจทก์โดยสิ้นเชิง และเป็นเพียงข้อเถียงข้อกล่าวหาของโจทก์ว่าจำเลยมิได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับโจทก์ตามคำฟ้องเท่านั้น จะแปลว่าเป็นคำให้การที่ต่อสู้ว่าโจทก์จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินท้ายฟ้องทั้งสามฉบับภายหลังทำหนังสือสัญญาฉบับลงวันที่ 12 มกราคม 2527 ไม่ได้ เพราะจำเลยให้การว่าโจทก์จำเลยไม่เคยตกลงซื้อขายที่ดินกัน จำเลยฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญาว่าปลอมสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินทั้งสามฉบับในคดีนี้ ซึ่งโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายทั้งสามฉบับดังกล่าว คดีนี้จึงเป็นคดีที่มีมูลคดีเกี่ยวเนื่องมาจากการกระทำผิดอาญาดังกล่าว และโจทก์จำเลยในคดีแพ่งกับคดีอาญาเป็นคู่ความเดียวกัน จึงเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 เมื่อข้อเท็จจริงซึ่งเป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญาทั้งสองเรื่องดังกล่าวถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5237-5238/2539 การพิพากษาคดีส่วนแพ่งจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ซึ่งในคดีส่วนอาญาดังกล่าวศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานโจทก์ยังไม่พอฟังว่าสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินทั้งสี่ฉบับ (ซึ่งรวมถึงสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเอกสารหมาย จ.11, จ.22 และ จ.25 ด้วย) เป็นเอกสารปลอม เมื่อรับฟังประกอบพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับโจทก์

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสามสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามสำนวนขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินให้โจทก์ หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยและหากจำเลยไม่สามารถโอนที่ดินให้โจทก์ได้ให้จำเลยคืนเงินค่าที่ดินให้โจทก์จำนวน 132,500 บาท

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์และจำเลยไม่เคยตกลงซื้อขายที่ดินกัน จำเลยไม่เคยได้รับเงินค่าที่ดินจากโจทก์ สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นสัญญาปลอม เนื่องจากโจทก์จำเลยทำหนังสือสัญญาตกลงกันเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2527 ว่าหนังสือสัญญาที่ทำไว้ก่อนหรือหลังสัญญาฉบับนี้ให้ถือว่าเป็นโมฆะ ดังนั้นโจทก์จึงไม่อาจนำหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินท้ายฟ้องทั้งสามฉบับซึ่งทำขึ้นภายหลังหนังสือสัญญาดังกล่าวมาฟ้องบังคับจำเลยได้ และโจทก์นำสัญญาที่จำเลยลงลายมือชื่อไว้มากรอกข้อความเอง ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 23206, 23239, 23240, 23245, 23246, 23248, 23251, 23252, 23258, 23223, 23267, 23270, 23254, 23255 ตำบลหนองปลิง อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ และที่ดินโฉนดเลขที่ 11452 ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และหากจำเลยไม่สามารถโอนที่ดินให้โจทก์ได้ ให้จำเลยคืนเงินค่าที่ดินให้โจทก์ ตามสัญญาฉบับลงวันที่ 26 มกราคม 2529 จำนวน 52,500 บาท และฉบับลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2529 จำนวน 80,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ทั้งสามสำนวนให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้โดยโจทก์จำเลยมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาว่า จำเลยลงลายมือชื่อในช่องผู้ขายในสัญญาจะซื้อจะขายตามเอกสารหมาย จ.11, จ.22 และ จ.25 และใบรับเงินตามเอกสารหมาย จ.16 (รวม 4 ฉบับ) จ.23 (รวม 4 ฉบับ) และ จ.34 (รวม 2 ฉบับ) ไว้จริง คดีอาญาหมายเลขดำที่ 1056/2533 (หมายเลขแดงที่ 963/2537) และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1154/2533 (หมายเลขแดงที่ 974/2537) เป็นคดีที่โจทก์ถูกจำเลยฟ้องว่าปลอมสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินทั้งสามฉบับในคดีนี้ ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมพิจารณาคดีอาญาดังกล่าวทั้งสองสำนวนเข้าด้วยกัน และศาลฎีกาวินิจฉัยว่าตามพฤติการณ์แห่งคดี พยานหลักฐานยังไม่พอฟังว่าสัญญาจะซื้อจะขายทั้ง 4 ฉบับ (ซึ่งรวมถึงสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินในคดีนี้ด้วย)

ด้วยเป็นเอกสารปลอม มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินทั้งสามฉบับกับโจทก์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ซื้อที่ดินจากจำเลยรวม 9 แปลง ชำระราคาครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยไม่โอนที่ดินให้โจทก์ จำเลยให้การในตอนแรกว่าโจทก์จำเลยไม่เคยตกลงซื้อขายที่ดินกัน สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นสัญญาปลอม แต่กลับให้การในอีกตอนหนึ่งว่า โจทก์จำเลยทำหนังสือสัญญาตกลงกันเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2527 ว่า หนังสือสัญญาที่ทำไว้ก่อนหรือหลังสัญญาฉบับนี้ให้ถือว่าเป็นโมฆะ ฉะนั้น หนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินท้ายฟ้องทั้งสามฉบับซึ่งทำขึ้นภายหลังหนังสือสัญญาดังกล่าว โจทก์จึงไม่อาจนำสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวมาฟ้องบังคับจำเลยได้ จึงเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้ง

ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง แต่คำให้การจำเลยเข้าใจได้ว่าจำเลยปฏิเสธฟ้องโจทก์โดยสิ้นเชิง และเป็นเพียงข้อเถียงข้อกล่าวหาของโจทก์ว่าจำเลยมิได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับโจทก์ตามคำฟ้องเท่านั้น จะแปลว่าเป็นคำให้การที่ต่อสู้ว่าโจทก์จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินท้ายฟ้องทั้งสามฉบับภายหลังทำหนังสือสัญญาฉบับลงวันที่ 12 มกราคม 2527 ไม่ได้ เพราะจำเลยให้การว่า โจทก์จำเลยไม่เคยตกลงซื้อขายที่ดินกัน ส่วนโจทก์มีตัวโจทก์เบิกความมีสาระสำคัญว่า โจทก์ซื้อที่ดินจากจำเลย 3 ครั้ง รวม 15 แปลง เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2529 วันที่ 26 มกราคม 2529 และวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2527 เห็นว่า ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1056/2533 (หมายเลขแดงที่ 963/2537) และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1154/2533 (หมายเลขแดงที่ 974/2537)

จำเลยฟ้องโจทก์ว่าปลอมสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินทั้งสามฉบับในคดีนี้ ซึ่งโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายทั้งสามฉบับดังกล่าว คดีนี้จึงเป็นคดีที่มีมูลคดีเกี่ยวเนื่องมาจากการกระทำผิดทางอาญาดังกล่าว และโจทก์จำเลยในคดีแพ่งกับคดีอาญาเป็นคู่ความเดียวกัน จึงเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 เมื่อข้อเท็จจริงซึ่งเป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญาทั้งสองเรื่องดังกล่าวถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5237-5238/2539 การพิพากษาคดีส่วนแพ่งจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ซึ่งในคดีส่วนอาญาดังกล่าวศาลฎีกาวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานโจทก์ยังไม่พอฟังว่าสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเป็นเอกสารปลอม

เมื่อรับฟังประกอบพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินทั้งสามฉบับกับโจทก์ ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการสุดท้ายมีว่า โจทก์ชำระราคาที่ดินให้แก่จำเลยแล้วหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความสรุปว่า โจทก์ชำระราคาบางส่วนในวันทำสัญญา และผ่อนชำระส่วนที่เหลือจนครบโดยชำระเงินสดบ้าง หักหนี้กันบ้าง และเช็คบางฉบับก็ไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ ตามเช็ค จดหมายที่จำเลยมีถึงโจทก์ ใบฝากเงินสด ใบรับเงินสด และใบคืนเช็ค ส่วนจำเลยเบิกความว่า โจทก์ไม่เคยจ่ายเงินให้แก่จำเลย เป็นเรื่องที่โจทก์ทำหลักฐานขึ้นมาเอง เห็นว่า ตามสัญญาจะซื้อจะขายมีลายมือชื่อจำเลยในช่องผู้ขาย ซึ่งตามสัญญาจะซื้อจะขายทั้งสามฉบับดังกล่าวระบุว่ามีการชำระเงินบางส่วนในวันทำสัญญา และในใบรับเงินปรากฏลายมือชื่อของจำเลยในช่องผู้รับเงิน

ทางนำสืบของจำเลยจึงขัดแย้งกับพยานเอกสารดังกล่าวที่มีจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อไว้ พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ดีกว่าพยานหลักฐานจำเลย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า โจทก์ชำระราคาที่ดินให้แก่จำเลยแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาทั้งสามสำนวนให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อมรรัตน์ ดีศรีวงศ์ · พรเพชร วิชิตชลชัย · ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้