Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 504/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ชี้ให้โจทก์ร่วมดูบ้านและที่ดิน จำเลยที่ 2 มีอาชีพเป็นนายหน้าชักชวนโจทก์ร่วมมาดูที่ดินและรับซื้อฝาก เชื่อว่าจำเลยที่ 2 ร่วมรู้เห็นด้วย ในลักษณะเป็นตัวการร่วมกัน แต่แบ่งงานกันทำ เมื่อที่ดินที่โจทก์ร่วมรับซื้อฝากตามสัญญาขายฝากที่ดินเป็นคนละแปลงกับที่จำเลยทั้งสามร่วมกันหลอกลวงให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อ ทั้งไม่มีทาวน์เฮาส์ปลูกอยู่ จำเลยทั้งสามจึงมีความผิดฐานฉ้อโกง โจทก์ร่วมรับซื้อฝากที่ดินไว้โดยสำคัญผิดในทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรม นิติกรรมยอมเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 156 คู่กรณีต้องกลับคืนสู่สถานะเดิม จำเลยทั้งสามจะต้องร่วมกันคืนเงินที่รับซื้อฝากไว้ให้แก่โจทก์ร่วมก็ต่อเมื่อโจทก์ร่วมต้องคืนที่ดินที่รับซื้อฝากไว้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์ร่วมไม่ได้เสนอที่จะคืนที่ดินดังกล่าว ทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมได้ชำระเงินค่าที่ดินที่ซื้อฝากไปเท่าใด ศาลจึงไม่อาจสั่งให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงินที่รับฝาก แก่โจทก์ร่วมได้ ชอบที่โจทก์ร่วมจะต้องไปว่ากล่าวในทางแพ่งต่อไป ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยทั้งสามมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวนศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โดยเรียกนายสุรทิน ว่าจำเลยที่ 1 นางสำราญ ว่าจำเลยที่ 2 และนางเรียม ว่าจำเลยที่ 3

โจทก์ฟ้องทั้งสองสำนวนโดยขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตาม ป.อ. มาตรา 341, 83 และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงินจำนวน 400,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานายเสริม ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 341, 83 จำคุกคนละ 4 เดือน ยกฟ้องจำเลยที่ 2 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์ โดยอัยการพิเศษประจำเขต 2 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 341, 83 จำคุก 4 เดือน ให้จำเลยทั้งสามร่วมคืนเงินจำนวน 400,000 บาท แก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุโจทก์ร่วมได้รับซื้อฝากที่ดินตามโฉนดที่ดินไว้จากจำเลยที่ 1 โดยทำหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินกัน มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันหลอกลวงให้โจทก์ร่วมรับซื้อฝากที่ดินแปลงดังกล่าวไว้อันเป็นความผิดฐานฉ้อโกงตามฟ้องหรือไม่นั้น เห็นว่า โจทก์และโจทก์ร่วมมีพยานคือตัวโจทก์ร่วมเองที่เบิกความยืนยันว่า ก่อนที่จะรับซื้อฝากที่ดินของจำเลยที่ 1 ไว้ 1 วัน จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายหน้าเป็นผู้ชักชวนให้โจทก์ร่วมไปดูที่ดินที่สำนักงานโครงการของจำเลยที่ 3 โจทก์ร่วมจึงไปดูโดยมีนางสาวพรทิพย์ไปด้วย และเมื่อไปถึง พบจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 1 และภริยาของจำเลยที่ 1 แล้ว

จำเลยที่ 2 ได้ชวนโจทก์ร่วมไปดูที่ดินซึ่งอยู่ห่างสำนักงานของจำเลยที่ 3 ประมาณ 100 เมตร โดยจำเลยทั้งสามและนางสาวพรทิพย์ไปด้วย ในข้อที่นางสาวพรทิพย์ได้ไปดูด้วยนี้ นอกจากนางสาวพรทิพย์จะเบิกความยืนยันแล้ว จำเลยที่ 2 ก็นำสืบรับว่านางสาวพรทิพย์ได้ไปดูที่ดินด้วย เพราะฉะนั้นข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าโจทก์ร่วมและนางสาวพรทิพย์ได้ไปดูที่ดินด้วยกัน โจทก์ร่วมยืนยันว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นผู้ชี้ให้ดูบ้านและที่ดินแปลงที่จะขายฝากซึ่งโจทก์ร่วมก็ได้เข้าไปดูพบว่าบ้านที่จะรับซื้อฝากเป็นทาวน์เฮาส์ชั้นเดียวมีต้นไม้ปลูกอยู่ในที่ดิน จำเลยที่ 2 เป็นคนพูดว่าจะขายฝาก 400,000 บาท แม้นางสาวพรทิพย์พยานอีกปากหนึ่งของโจทก์และโจทก์ร่วมซึ่งไปดูที่ดินด้วยจะเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า

พบจำเลยที่ 1 เป็นครั้งแรกในวันจดทะเบียนซื้อฝาก ทั้ง ๆ ที่ตอนเบิกความตอบคำถามของโจทก์นางสาวพรทิพย์ยืนยันว่าจำเลยที่ 1 ได้ไปดูที่ดินด้วยก็ตาม แต่ก็ไม่อาจถือว่าขัดแย้งหรือแตกต่างกับคำให้การพยานของโจทก์ร่วมอันจะทำให้คำเบิกความของโจทก์ร่วมเสียไปแต่อย่างใด เพราะเท่ากับว่าลำพังคำเบิกความของนางสาวพรทิพย์ทำให้น่าสงสัยว่านางสาวพรทิพย์เองได้พบจำเลยที่ 1 ในขณะที่ไปดูที่ดินกับโจทก์ร่วมหรือไม่เท่านั้น มิได้ยืนยันลงไปว่าไม่ได้พบ ทั้งโจทก์ร่วมมีอาชีพทางรับซื้อฝากเป็นธรรมดาอยู่เองที่จะต้องตรวจดูทรัพย์สินที่จะรับซื้อฝากด้วยความระมัดระวังตามสมควร ในหนังสือสัญญาขายฝากที่ดิน ข้อ 3 ก็ระบุว่า ขายฝากพร้อมทาวน์เฮ้าส์ชั้นเดียวหนึ่งคูหา

ขนาด 4 x 10 เมตร ไม่มีเลขที่ ชั้นจับกุม จำเลยที่ 3 ก็รับสารภาพ จึงน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 และ ที่ 3 ได้ชี้ให้โจทก์ร่วมดูบ้านและที่ดินคนละแปลงกับที่ระบุไว้ในสัญญาขายฝากที่ดินจริง การที่จำเลยที่ 2 ซึ่งมีอาชีพเป็นนายหน้าชักชวนโจทก์ร่วมมารับซื้อฝากโดยพฤติการณ์เช่นนี้เชื่อว่าจำเลยที่ 2 ร่วมรู้เห็นด้วย ลักษณะเป็นตัวการร่วมกันแต่แบ่งงานกันทำ เมื่อความจริงปรากฏว่าที่ดินที่โจทก์ร่วมรับซื้อฝากไว้เป็นคนละแปลงกับที่จำเลยทั้งสามร่วมกันหลอกลวงให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อ ทั้งไม่มีทาวน์เฮ้าส์ปลูกอยู่ จำเลยทั้งสามก็ต้องมีความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงตามฟ้อง พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสามไม่อาจรับฟังหักล้างได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามชอบแล้ว

ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงินจำนวน 400,000 บาท แก่โจทก์ร่วมด้วยนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ร่วมรับซื้อฝากที่ดินไว้โดยสำคัญผิดในทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรมเช่นนี้ นิติกรรมการขายฝากย่อมเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 156 คู่กรณีต้องกลับคืนสู่สถานะเดิม จำเลยทั้งสองจะต้องร่วมกันคืนเงินที่รับซื้อฝากไว้ให้แก่โจทก์ร่วม ก็ต่อเมื่อโจทก์ร่วมต้องคืนที่ดินที่รับซื้อฝากไว้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์ร่วมไม่ได้เสนอที่จะคืนที่ดินดังกล่าว ทั้งข้อเท็จจริงที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบก็ไม่ได้ความชัดเจนว่า โจทก์ร่วมได้ชำระเงินค่าที่ดินที่ซื้อฝากไปเท่าใด จึงไม่อาจสั่งให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงิน 400,000 บาท แก่โจทก์ร่วมได้ ชอบที่โจทก์ร่วมจะต้องไปว่ากล่าวในทางแพ่งต่อไป คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในส่วนนี้ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้จำเลยทั้งสามมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์และโจทก์ร่วมที่ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงิน 400,000 บาท แก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมศักดิ์ วงศ์ยืน · ดลจรัส รัตนโศภิต · ประพันธ์ ทรัพย์แสง
ศาลล่าง
ศาลแขวงชลบุรี - นายสรรพวิทย์ ตูวิเชียร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายสุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้