Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5029/2542

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การยกที่ดินให้เป็นที่สาธารณประโยชน์สำหรับแผ่นดินนั้น หากไม่ได้ทำเป็นหนังสือแล้วต้องมีการแสดงเจตนาตอบรับการยกให้ จากรัฐโดยอย่างน้อยต้องทำเป็นหนังสือตอบรับหรือเข้าไปครอบครองใช้สอยทำประโยชน์ในที่ดินที่ได้รับการยกให้ เมื่อไม่ปรากฏว่าก.ได้ทำเป็นหนังสือยกที่ดินพิพาทให้แก่ส่วนราชการของรัฐหน่วยใดเมื่อใดหรือส่วนราชการของรัฐหน่วยใดได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ใช้ที่ดินพิพาท คงได้ความว่าพ.ศ. 2533 จำเลยขอเลขที่บ้านซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินพิพาทไม่ได้จึงได้ร้องเรียนต่อทางราชการ ทางราชการจึงดำเนินการตรวจสอบที่ดินพิพาทซึ่งมีบ้านจำเลยปลูกอาศัยและขอออกเลขที่บ้านหลังดังกล่าว จึงมีการอ้างว่า ก. ยกที่ดินพิพาทให้เป็นที่สาธารณประโยชน์แล้ว ทั้ง ล. ซึ่งเคยเป็นผู้ใหญ่บ้านและเป็นกำนันตำบลหนองอิรุณเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ปกครองดูแลที่ดินพิพาท ย่อมต้องรู้ว่าที่ดินใดเป็นที่สาธารณประโยชน์ แต่ล.ก็มิได้ดำเนินการอย่างใดเพื่อให้เห็นว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ดังอ้างเลย จึงรับฟังไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์เมื่อจำเลยได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยปลูกต้นมะพร้าวและมะขามเทศมาตั้งแต่ พ.ศ. 2495 และปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทเมื่อ พ.ศ. 2530จึงเป็นการที่จำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์และอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทไม่เป็นการบุกรุก

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108, 108 ทวิประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 96 ลงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2515 ข้อ 11 กับให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ให้จำเลย คนงาน ผู้แทนและบริวารของจำเลยออกจากที่ดินของรัฐที่ครอบครองดังกล่าวจำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 9, 108 ทวิ วรรคหนึ่ง ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 96 ลงวันที่29 กุมภาพันธ์ 2515 ข้อ 11 ลงโทษจำคุก 3 เดือน ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างกับให้จำเลยและบริวารออกไปให้พ้นจากที่ดินพิพาทจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า จำเลยได้บุกรุกที่ดินพิพาทตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ.2 ตามฟ้องหรือไม่โจทก์ฎีกาว่าที่ดินพิพาทเดิมเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตาม สค.1 เลขที่ 153 ของนายกู้เกียรติ สมสู่ ต่อมานายกู้เกียรติได้ไปขอออกเป็นโฉนดคือที่ดินโฉนดเลขที่ 12658 ซึ่งนายกู้เกียรติให้ผู้ปกครองท้องที่กันแนวเขตด้านทิศตะวันออกแบ่งหักเป็นลำห้วยสาธารณประโยชน์ไว้ตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ.2 แม้ในที่ดินโฉนดเลขที่ 12658 ระบุว่าด้านทิศตะวันออกติดลำห้วยซึ่งรวมถึงที่ดินพิพาทด้วยนั้นก็เป็นการระบุที่เกิดจากการรังวัดเท่านั้น พยานโจทก์ทุกคนที่เบิกความว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่นายกู้เกียรติยกให้เป็นที่สาธารณประโยชน์

ต่อมาจำเลยได้บุกรุกเข้าไปทำประโยชน์และปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทนั้นต่างไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อนจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ว่าการที่จำเลยเข้าไปครอบครองและปลูกบ้านอยู่ในที่ดินพิพาทเมื่อประมาณเดือนสิงหาคม 2533 เป็นการบุกรุกที่สาธารณประโยชน์ตามฟ้องแล้ว ที่จำเลยเบิกความว่าได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมา 30-40 ปี ก็มีเฉพาะจำเลยและนายเป๋งบุ๊น แซ่ซื้อ บุตรจำเลยเท่านั้น ส่วนพยานจำเลยคนอื่นอีกหลายคนไม่ได้เบิกความยืนยันรับรองว่าจำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมา 30-40 ปี ดังที่จำเลยอ้าง จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้องนั้น เห็นว่า การยกที่ดินให้เป็นที่สาธารณประโยชน์สำหรับแผ่นดินนั้น หากไม่ได้ทำเป็นหนังสือแล้วต้องมีการแสดงเจตนาตอบรับการยกให้จากรัฐโดยอย่างน้อยต้องทำเป็นหนังสือตอบรับหรือเข้าไปครอบครองใช้สอยทำประโยชน์ในที่ดินที่ได้รับการยกให้นั้น แต่ตามทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่านายกู้เกียรติ

สมสู่ ได้ทำเป็นหนังสือยกที่ดินพิพาทให้แก่ส่วนราชการของรัฐหน่วยใดเมื่อใด หรือส่วนราชการของรัฐหน่วยใดได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ใช้ที่ดินพิพาทนี้คงได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่าเมื่อ พ.ศ. 2533 จำเลยขอเลขที่บ้านซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินพิพาทไม่ได้ จำเลยจึงได้ร้องเรียนต่อทางราชการ จากนั้นทางราชการจึงได้ดำเนินการตรวจสอบที่ดินพิพาทซึ่งมีบ้านจำเลยปลูกอาศัยและขอออกเลขที่บ้านหลังดังกล่าว จึงมีการอ้างว่านายกู้เกียรติยกที่ดินพิพาทให้เป็นที่สาธารณประโยชน์แล้ว การที่จำเลยเข้าไปอยู่ในที่ดินพิพาท เป็นการบุกรุกที่สาธารณประโยชน์ นอกจากนั้นได้ความจากคำเบิกความของนายเลอพงศ์ สิงห์โตทองพยานโจทก์ว่าพยานเป็นผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 4 และเป็นกำนันตำบลหนองอิรุณ

ตั้งแต่ พ.ศ. 2521 เมื่อนับถึง พ.ศ. 2533 ซึ่งเป็นปีที่อ้างว่าจำเลยบุกรุกที่ดินพิพาทจึงเป็นเวลาถึง 12 ปีแล้ว แต่พยานซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่หมู่ที่ 4 ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ดินพิพาทอยู่ในเขตท้องที่และเป็นผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 4 และเป็นกำนันตำบลหนองอิรุณด้วย เบิกความว่า "จำเลยจะเข้าไปอยู่ในที่พิพาทเมื่อใด ข้าฯ ไม่ทราบ" และ "ตามภาพถ่ายหมาย ล.2 นั้นเป็นบ้านของจำเลยซึ่งบ้านของจำเลยมีปลูกต้นมะพร้าวด้วย" ตามคำเบิกความดังกล่าวแสดงว่า หากนายกู้เกียรติยกที่ดินพิพาทให้เป็นที่สาธารณประโยชน์แล้ว พยานซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 4 และเป็นกำนันตำบลหนองอิรุณเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ปกครองดูแลที่ดินพิพาทด้วย ย่อมต้องรู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ตั้งแต่เป็นผู้ใหญ่บ้าน

หมู่ที่ 4 และเป็นกำนัน ตำบลหนองอิรุณตั้งแต่ พ.ศ. 2521 นั้นแล้ว เพราะที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 7 ไร่เศษ มีต้นมะพร้าวอายุนับเป็น 10 ปี ตามภาพถ่ายหมาย ล.2 ปลูกอยู่ แต่นับแต่ พ.ศ. 2521 พยานมิได้ดำเนินการเพื่อให้เห็นว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ดังที่พยานอ้างว่าที่ดินพิพาทนายกู้เกียรติผู้เป็นเจ้าของเดิมยกให้เป็นที่สาธารณประโยชน์ตามบันทึกถ้อยคำที่พยานบันทึกไว้ในเอกสารหมาย จ.1นั้นเลยพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบยังไม่มีน้ำหนักรับฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์อีกทั้งจำเลยมีเจตนาบุกรุก ดังนั้น ที่จำเลยนำสืบว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่จำเลยได้เข้าครอบครองและทำประโยชน์โดยปลูกต้นมะพร้าวและมะขามเทศมาตั้งแต่ พ.ศ. 2495 และปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทเมื่อ พ.ศ. 2530 ตามภาพถ่ายหมาย ล.2 จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ การที่จำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์และอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทจึงไม่เป็นการบุกรุกตามฟ้องที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังว่าจำเลยมิได้บุกรุกที่ดินพิพาทตามฟ้องจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อธิราช มณีภาค · ไพศาล เจริญวุฒิ · พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้