Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2552 (เลขอ้างอิง 501619)

พ.ศ. 2552 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามและถึงที่สุดแล้วนั้นระบุว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่พิพาท ซึ่งคำฟ้องระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 303 จำนวนเนื้อที่ 1 งาน 80 ตารางวา ของเนื้อที่ทั้งหมด 3 งาน 96 ตารางวา อีกทั้งยังระบุว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 303 ให้จำเลยที่ 2 และบริวารออกไปจากที่ดินแปลงดังกล่าว และห้ามมิให้จำเลยที่ 2และบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินแปลงดังกล่าวต่อไปด้วย ย่อมทำให้จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิใดๆ ในที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 303 ดังกล่าวทั้งแปลงและศาลก็ได้พิพากษาห้ามมิให้จำเลยที่ 2 และบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินแปลงดังกล่าวด้วย คำพิพากษาจึงมีความชัดเจนแล้วว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิครอบครองที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 303 ดังกล่าวทั้งแปลง หาใช่ว่าจำเลยที่ 2 ยังคงมีสิทธิครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวนอกเหนือไปจากที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนเนื้อที่ 1 งาน 80 ตารางวา ไม่ ดังนั้น การที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีขับไล่จำเลยที่ 2 ออกไปจากที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 303 ทั้งแปลง จึงเป็นการบังคับคดีตามคำพิพากษาชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 271 แล้ว หาเป็นการบังคับคดีนอกเหนือไปจากคำพิพากษาของศาลไม่ ส่วนที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างในอุทธรณ์ว่า คดีนี้คำฟ้องโจทก์ตั้งประเด็นเพียงว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดิน 1 งาน 80 ตารางวา ของเนื้อที่ทั้งหมด 3 งาน 96 ตารางวา และคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ก็ขอให้ศาลพิพากษาเพียงว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 303 จำนวน 1 งาน 80 ตารางวา ของเนื้อที่ดินทั้งหมด และคำพิพากษาของศาลอยู่ในบังคับต้องตัดสินไปตามข้อหาในคำฟ้องทุกข้อ อันเป็นการอุทธรณ์ในทำนองว่าคำพิพากษาที่พิพากษาบังคับจำเลยที่ 2 ออกไปจากที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 303 ดังกล่าวทั้งแปลงเป็นการพิพากษานอกฟ้องไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 นั้น ก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 จะต้องอุทธรณ์ฎีกาคัดค้านเข้ามาในคดีเดิม เมื่อคดีเดิมศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และคำพิพากษานั้นถึงที่สุดไปแล้ว จำเลยที่ 2 จะกลับมาอุทธรณ์คัดค้านต่อศาลฎีกาอีกว่าคำพิพากษาอันถึงที่สุดแล้วนั้นไม่ชอบเพราะเป็นการพิพากษานอกฟ้องอีกไม่ได้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวนนี้

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาพิพากษาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า โจทก์ และเรียกโจทก์สำนวนหลังว่า โจทก์ และเรียกโจทก์สำนวนหลังว่าจำเลยที่ 2 คดีนี้สืบเนื่องมาจากคดีทั้งสองสำนวนนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษาถึงที่สุดยืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่พิพาท ให้เพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 303 ตำบลสีแก้ว อำเภอเมืองร้อยเอ็ดให้จำเลยที่ 2 และบริวารออกไปจากที่ดินแปลงดังกล่าวและห้ามมิให้จำเลยที่ 2 กับบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินแปลงดังกล่าวอีกต่อไป คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ ส่วนคำฟ้องของจำเลยที่ 2 ให้ยกเสีย ในชั้นบังคับคดี

จำเลยที่ 2 ยื่นคำแถลงฉบับลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2547 ว่า เนื่องจากคดีทั้งสองสำนวนมีประเด็นตามฟ้องโจทก์ว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 303 ตำบลสีแก้ว อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด เนื้อที่ 1 งาน 80 ตารางวา ของเนื้อที่ทั้งหมดจำนวน 3 งาน 96 ตารางวา และโจทก์ได้ฟ้องในฐานะผู้แทนของทายาท และคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ก็ขอให้ศาลพิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 303 จำนวนเนื้อที่ 1 งาน 80 ตารางวา และโจทก์ยังขอให้จำเลยนำที่ดินมาโอนคืนให้แก่โจทก์ตามจำนวนที่โจทก์ครอบครองคือ 1 งาน 80 ตารางวา เท่านั้น ไม่ได้ฟ้องและขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดิน น.ส.3 ดังกล่าวทั้งแปลงเป็นของโจทก์ แต่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่พิพาท โดยมิได้ระบุจำนวนเนื้อที่ไว้ว่าเป็นจำนวนเท่าใด เป็นเหตุให้โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีมาบังคับขับไล่จำเลยที่ 2 ขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินที่จำเลยที่ 2 ครอบครองอยู่ซึ่งก่อนศาลมีคำพิพากษานั้น

จำเลยที่ 2 ได้ครอบครองที่ดิน น.ส.3 ดังกล่าวนอกเหนือจากที่ดินที่โจทก์ครอบครองอยู่ แต่หลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้ว โจทก์ได้อาศัยคำพิพากษาซึ่งไม่ชัดเจนว่าโจทก์ได้สิทธิครอบครองจำนวนเท่าใดของเนื้อที่ทั้งหมดมาบังคับให้จำเลยที่ 2 ออกไป ทั้งๆ ที่ที่ดินส่วนที่เหลือจาก 1 งาน 80 ตารางวา นั้น ยังเป็นของจำเลยที่ 2 อยู่ และจำเลยที่ 2 มีสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายที่ดินจำนวนดังกล่าวจึงไม่อยู่ในการบังคับคดี ขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกโจทก์มาสอบถามเกี่ยวกับการครอบครองที่ดินให้เป็นไปตามคำพิพากษา และต่อมาจำเลยที่ 2 ยังได้ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2547 ว่า โจทก์ได้ดำเนินการบังคับคดีโดยยื่นคำขอเพิกถอนโฉนดที่ดินฉบับเก่าที่มีชื่อจำเลยที่ 2 ทั้งฉบับ และออกฉบับใหม่แทนซึ่งการกระทำดังกล่าวกระทบสิทธิของจำเลยที่ 2 ในส่วนของโฉนดที่ดินที่ไม่อยู่ในการบังคับคดีนอกเหนือจากที่ดินเนื้อที่ 1 งาน 80 ตารางวา ที่โจทก์มีสิทธิขอให้บังคับคดีขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำบังคับและหมายบังคับคดีที่บังคับให้จำเลยที่ 2 ปฏิบัตินอกเหนือจากที่โจทก์มีสิทธิบังคับคดีได้ตามคำพิพากษา และมีคำสั่งงดการบังคับคดีไว้ก่อน และขอให้ศาลมีหนังสือถึงสำนักงานที่ดินขอให้ระงับการออกโฉนดที่ดินฉบับใหม่แทนฉบับพิพาทจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยของศาลในเรื่องนี้

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำแถลงและคำร้องของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวแล้ววินิจฉัยว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยไว้ว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 303 จำนวน 1 งาน 80 ตารางวา ซึ่งแม้ว่าโจทก์จะมีสิทธิครอบครองที่ดินตามจำนวนดังกล่าว แต่ศาลก็ได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 303 ดังกล่าว และให้จำเลยที่ 2 ออกไปจากที่ดินแปลงดังกล่าวกับห้ามมิให้จำเลยทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินแปลงดังกล่าวคำพิพากษาของศาลจึงชัดเจนแล้วว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าวอีกต่อไป จึงให้ยกคำแถลงฉบับลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2547 ของจำเลยที่ 2 และวินิจฉัยด้วยว่าคำบังคับและหมายบังคับคดีของศาลออกไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วให้ยกคำร้องฉบับลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2547 ของจำเลยที่ 2 ด้วย ค่าคำร้องให้เป็บพับ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 เพียงว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ออกไปจากที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 303 ตำบลสีแก้ว อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด ทั้งแปลง เป็นการบังคับคดีเกินไปกว่าคำพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามและถึงที่สุดแล้วนั้น มิใช่เพียงแต่พิพากษาระบุว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่พิพาท ซึ่งคำฟ้องระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของที่ดิน น.ส.3 ดังกล่าวจำนวนเนื้อที่ 1 งาน 80 ตารางวา ของเนื้อที่ทั้งหมด 3 งาน 96 ตารางวา เท่านั้น หากแต่ยังมีข้อความแห่งคำพิพากษาในตอนต่อไปด้วยว่า "...ให้เพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3)

เลขที่ 303 ให้จำเลยที่ 2 และบริวารออกไปจากที่ดินแปลงดังกล่าว และห้ามมิให้จำเลยที่ 2 และบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินแปลงดังกล่าวอีกต่อไป..." ด้วย ซึ่งผลแห่งการที่ศาลพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 303 ดังกล่าว ย่อมทำให้จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิใดๆ ในที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 303 ดังกล่าวทั้งแปลง และศาลก็ได้พิพากษาห้ามมิให้จำเลยที่ 2 และบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินแปลงดังกล่าวด้วย คำพิพากษาจึงมีความชัดเจนแล้วว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิครอบครองที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 303 ดังกล่าวทั้งแปลง หาใช่ว่าจำเลยที่ 2 ยังคงมีสิทธิครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวนอกเหนือไปจากที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนเนื้อที่ 1 งาน 80 ตารางวา ที่โจทก์มีสิทธิครอบครองดังที่จำเลยที่ 2 พยายามกล่าวอ้างในอุทธรณ์ไม่

ดังนั้น การที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีขับไล่จำเลยที่ 2 ออกไปจากที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 303 ตำบลสีแก้วทั้งแปลง จึงเป็นการบังคับคดีตามคำพิพากษาชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 แล้ว หาเป็นการบังคับคดีนอกเหนือไปจากคำพิพากษาของศาลไม่ ส่วนที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างในอุทธรณ์ว่าคดีนี้คำฟ้องโจทก์ตั้งประเด็นเพียงว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดิน 1 งาน 80 ตารางวา ของเนื้อที่ดินทั้งหมด 3 งาน 95 ตารางวา และคำขอท้ายฟ้องของโจกท์ก็ขอให้ศาลพิพากษาเพียงว่า โจกท์มีสิทธิครอบครองที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 303 จำนวน 1 งาน 80 ตารางวาของเนื้อที่ดินทั้งหมด และคำพิพากษาของศาลอยู่ในบังคับต้องตัดสินไปตามข้อหาในคำฟ้องทุกข้ออันเป็นการอุทธรณ์ในทำนองว่าคำพิพากษาของศาลที่พิพากษาบังคับจำเลยที่ 2 ออกไปจากที่ดิน

น.ส.3 เลขที่ 303 ดังกล่าวทั้งแปลงเป็นการพิพากษานอกฟ้องไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 นั้นก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 จะต้องอุทธรณ์ฎีกาคัดค้านเข้ามาในคดีเดิม เมื่อคดีเดิมศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามคำพิพากษาตามชั้นต้น และคำพิพากษานั้นถึงที่สุดไปแล้ว จำเลยที่ 2 จะกลับมาอุทธรณ์คัดค้านต่อศาลฎีกาอีกว่า คำพิพากษาอันถึงที่สุดแล้วนั้นไม่ชอบเพราะเป็นการพิพากษานอกฟ้องอีกไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำแถลงและยกคำร้องของจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ธานิศ เกศวพิทักษ์ · บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย · สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้