Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2551 (เลขอ้างอิง 499860)

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ผู้ร้องทั้งสองไม่มีหลักฐานเอกสารแสดงการแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตายให้แก่จำเลยซึ่งเป็นทายาทผู้ตาย ถึงแม้ผู้ร้องที่ 1 จะได้โอนที่ดินพร้อมบ้านไม้สองชั้น 2 คูหา ให้ผู้ร้องที่ 2 ไปแล้วก็เป็นเพียงการโอนไปซึ่งทรัพย์มรดกส่วนหนึ่งเท่านั้นแต่ในทรัพย์มรดกอื่นกลับไม่ปรากฏว่าผู้ร้องที่ 1 ได้จัดการประการใดหรือโอนให้จำเลยไป ดังนี้ เมื่อเงินฝากในบัญชีเงินฝากกึ่งหนึ่งยังเป็นของผู้ตาย ย่อมตกทอดไปยังจำเลยและผู้ร้องที่ 2 ซึ่งเป็นทายาทผู้ตาย จำเลยจึงมีส่วนเป็นเจ้าของรวมในเงินฝากดังกล่าว ผู้ร้องทั้งสองจึงไม่มีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนการอายัดเงินดังกล่าวของพนักงานบังคับคดี ตามคำร้องขอให้เพิกถอนการอายัดของผู้ร้องทั้งสองซึ่งอ้างว่าเงินฝากที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำการอายัดเป็นทรัพย์มรดกตกได้แก่ผู้ร้องทั้งสอง ขอให้เพิกถอนการอายัดเงินฝากดังกล่าวนั้น เป็นกรณีมีปัญหาว่า จะอายัดเงินฝากดังกล่าวได้หรือไม่ เพียงใด แม้ผู้ร้องทั้งสองจะมีคำขอให้คืนเงินฝากดังกล่าวแก่ผู้ร้องทั้งสองด้วยแต่หากศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนการอายัด ย่อมทำให้เงินฝากดังกล่าวกลับคืนไปตามเดิมเท่านั้น จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ และเมื่อเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ผู้ร้องทั้งสองจึงต้องเสียค่าขึ้นศาลทั้งสามศาลสำนวนละ 200 บาท ในแต่ละชั้นศาลตามตาราง 1 ข้อ 2 (ก) ท้าย ป.วิ.พ. แต่ผู้ร้องทั้งสองเสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์ในแต่ละชั้นศาลจึงต้องคืนค่าขึ้นศาลแต่ละสำนวนในส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่ผู้ร้องทั้งสอง

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวนนี้

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันโดยเรียกผู้ร้องในสำนวนแรกและผู้ร้องที่ 1 ในสำนวนที่สองว่า ผู้ร้องที่ 1 เรียกผู้ร้องที่ 2 สำนวนที่สองว่า ผู้ร้องที่ 2 เรียกโจทก์ทุกสำนวนว่า โจทก์และเรียกจำเลยทุกสำนวนว่า จำเลย คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,531,799.31 บาท แก่โจทก์ โดยต้องผ่อนชำระทุกเดือนเดือนละไม่น้อยกว่า 50,000 บาท และต้องชำระให้เสร็จภายใน 1 ปี นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันทีโดยยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินที่ค้างชำระ นับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา

โจทก์จึงให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้อง คือ เงินในบัญชีเงินฝากของนางสัมฤทธิ์ ผู้ตาย ซึ่งเป็นมารดาของจำเลย อ้างว่าเป็นทรัพย์มรดกตกทอดแก่จำเลยจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ ต่อมาวันที่ 12 มิถุนายน 2544 ธนาคารดังกล่าวส่งเงินฝากในบัญชีเงินฝากดังกล่าวจำนวน 126,019 บาท ไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดี ผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำร้องในสำนวนแรกว่า สิทธิเรียกร้องเงินจำนวนดังกล่าวเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ตกแก่ผู้ร้องที่ 1 ซึ่งเป็นสามี และผู้ร้องที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรของผู้ตายไม่ได้ตกแก่จำเลยขอให้ถอนการอายัดทรัพย์ และคืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่ผู้ร้องที่ 1 โจทก์ยื่นคำคัดค้านในสำนวนแรกว่า

สิทธิเรียกร้องเงินจำนวนดังกล่าวมิได้ตกเป็นทรัพย์มรดกแก่ผู้ร้องที่ 1 แต่ตกเป็นทรัพย์มรดกแก่จำเลยและผู้ร้องที่ 2 ขอให้ยกคำร้อง ต่อมาวันที่ 26 พฤศจิกายน 2544 ธนาคารดังกล่าวส่งเงินฝากในบัญชีเงินฝากดังกล่าวจำนวน 109,800.50 บาท ไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดี ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องในสำนวนที่สองว่า สิทธิเรียกร้องในเงินจำนวนดังกล่าวเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ตกแก่ผู้ร้องทั้งสองไม่ได้ตกแก่จำเลย ขอให้ถอนการอายัดทรัพย์ และคืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่ผู้ร้องทั้งสอง โจทก์ยื่นคำคัดค้านในสำนวนที่สองว่า สิทธิเรียกร้องเงินจำนวนดังกล่าวมิได้เป็นทรัพย์มรดกตกแก่ผู้ร้องทั้งสอง แต่เป็นทรัพย์มรดกตกแก่จำเลย ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ผู้ร้องทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ผู้ร้องที่ 1 อยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ตาย มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ จำเลยและผู้ร้องที่ 2 มีทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกัน คือ เงินฝากในบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) จำนวน 1,000,000 บาท ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1098 พร้อมอาคารพาณิชย์ เลขที่ 118/9 จำนวน 6 คูหา และที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นบ้านไม้สองชั้น 2 คูหา เลขที่ 113/7 หลังจากผู้ตายถึงแก่กรรมศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และผู้ร้องที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมบ้านไม้สองชั้น 2 คูหา ให้แก่ผู้ร้องที่ 2 ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งอายัดเงินฝากในบัญชีเงินฝากธนาคารดังกล่าวจำนวน 400,000 บาท

ธนาคารดังกล่าวได้ส่งเงินฝากจากบัญชีเงินฝากธนาคารดังกล่าวรวม 2 ครั้ง จำนวน 126,019 บาท และ 109,800.50 บาท ให้แก่เจ้าพนักงานบังคับ คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องทั้งสองว่า ผู้ร้องทั้งสองมีสิทธิขอให้เพิกถอนการอายัดหรือไม่ ผู้ร้องทั้งสองเบิกความว่า ผู้ร้องที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้แบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตายให้แก่จำเลยไปแล้ว คือ ที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์เลขที่ 118/9 จำนวน 6 คูหา และเงินสดจำนวน 200,000 บาท ส่วนผู้ร้องที่ 2 ได้รับส่วนแบ่งทรัพย์มรดกของผู้ตายคือ ที่ดินพร้อมบ้านไม้สองชั้น 2 คูหา เลขที่ 113/7 และเงินสดจำนวน 120,000 บาท สำหรับสิทธิเรียกร้องในเงินฝากในบัญชีเงินฝากดังกล่าวตกลงกันให้ตกเป็นของผู้ร้องทั้งสอง

โจทก์จึงไม่มีสิทธิขออายัดเงินฝากในบัญชีเงินฝากดังกล่าวเพราะไม่ใช่เป็นของจำเลย ส่วนโจทก์มีนายทัพทองทนายโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า เงินฝากที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดทั้งสองรายการเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายที่จำเลยมีสิทธิจะได้รับในฐานะเป็นทายาทของผู้ตายและผู้ร้องที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายยังไม่ได้ดำเนินการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทของผู้ตาย เห็นว่า ผู้ร้องทั้งสองไม่มีหลักฐานเอกสารแสดงการแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตายให้แก่จำเลยซึ่งเป็นทายาทผู้ตาย ถึงแม้ผู้ร้องที่ 1 จะได้โอนที่ดินพร้อมบ้านไม้สองชั้น 2 คูหา เลขที่ 113/7 ให้ผู้ร้องที่ 2 ไปแล้วก็เป็นเพียงการโอนไปซึ่งทรัพย์มรดกส่วนหนึ่งเท่านั้นแต่ในทรัพย์มรดกอื่นกลับไม่ปรากฏว่าผู้ร้องที่ 1 ได้จัดการประการใดหรือโอนให้จำเลยไป

คำเบิกความของผู้ร้องทั้งสองที่อ้างว่าเงินฝากในบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายได้มีการแบ่งปันในระหว่างผู้ร้องทั้งสองและจำเลยได้ตกเป็นของผู้ร้องทั้งสองแล้ว โดยผู้ร้องทั้งสองไม่นำจำเลยมาสืบให้ปรากฏความจริง จึงรับฟังไม่ได้ ดังนี้เมื่อเงินฝากในบัญชีเงินฝากดังกล่าวกึ่งหนึ่งยังเป็นของผู้ตาย ย่อมตกทอดไปยังจำเลยและผู้ร้องที่ 2 ซึ่งเป็นทายาทผู้ตาย จำเลยจึงมีส่วนเป็นเจ้าของรวมในเงินฝากดังกล่าว ผู้ร้องทั้งสองจึงไม่มีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนการอายัดเงินดังกล่าวทั้งสองจำนวนของเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ ฎีกาข้อนี้ของผู้ร้องทั้งสองฟังไม่ขึ้น มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของผู้ร้องทั้งสองว่า

การร้องขอให้เพิกถอนการอายัดผู้ร้องทั้งสองต้องเสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์หรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องขอให้เพิกถอนการอายัดของผู้ร้องทั้งสองซึ่งอ้างว่าเงินฝากที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำการอายัดเป็นทรัพย์มรดกตกได้แก่ผู้ร้องทั้งสอง ขอให้เพิกถอนการอายัดเงินฝากดังกล่าวนั้นเป็นกรณีมีปัญหาว่า จะอายัดเงินฝากดังกล่าวได้หรือไม่ เพียงใด แม้ผู้ร้องทั้งสองจะมีคำขอให้คืนเงินฝากดังกล่าวแก่ผู้ร้องทั้งสองด้วย แต่หากศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนการอายัด ย่อมทำให้เงินฝากดังกล่าวกลับคืนไปตามเดิมเท่านั้น จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า คดีของผู้ร้องทั้งสองเป็นคดีมีทุนทรัพย์และมีคำสั่งให้ผู้ร้องทั้งสองเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์อย่างคดีมีทุนทรัพย์จึงไม่ถูกต้อง

ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของผู้ร้องทั้งสองฟังขึ้น และเมื่อเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ผู้ร้องทั้งสองจึงต้องเสียค่าขึ้นศาลทั้งสามศาลสำนวนละ 200 บาท ในแต่ละชั้นศาลตามตาราง 1 ข้อ 2 (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่ผู้ร้องทั้งสองเสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์ในแต่ละชั้นศาลจึงต้องคืนค่าขึ้นศาลแต่ละสำนวนในส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่ผู้ร้องทั้งสอง"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลทั้งสามศาลแต่ละสำนวนในส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่ผู้ร้องทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมชาย สินเกษม · ประทีป ปิติสันต์ · นุรักษ์ มาประณีต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้