Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4990/2538

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องคดีละเมิดเกินกว่า 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้วโจทก์ก็ไม่จำต้องบรรยายฟ้องว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความเพราะเหตุใด เพราะอายุความมิใช่สภาพแห่งข้อหาที่จำเป็นต้องบรรยายในฟ้อง โจทก์ติดต่อจำเลยเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดจากมูลละเมิดจำเลยยอมชดใช้ค่าเสียหายเพียงบางส่วนจำนวน10,000 บาท แก่โจทก์ ไม่ได้ยกอายุความขึ้นปฏิเสธความรับผิดแม้สิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความแล้ว ก็ถือเป็นการแสดงออกโดยปริยายว่าได้ละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความนั้นแล้ว การละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความไม่จำต้องแสดงเจตนาโดยชัดแจ้งเพียงอย่างเดียว จำเลยจึงไม่อาจอ้างอายุความมาปฏิเสธความรับผิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 192 เดิม และการนับอายุความต้องเริ่มนับต่อไปใหม่เสมือนไม่เคยนับอายุความมาก่อนโดยถืออายุความแห่งมูลหนี้เดิม

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2527 เวลากลางวันจำเลยที่ 1 ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ขับรถโดยสารประจำทางสาย 3หมายเลขทะเบียน 10-3794 กรุงเทพมหานคร ไปในทางการที่จ้างของจำเลยที 2 บรรทุกคนโดยสารเต็มคันรถไปตามถนนจักรพงษ์จากสถานีตำรวจนครบาลชนะสงคราม มุ่งหน้าไปทางกรมสรรพากรเพื่อรับส่งคนโดยสารถึงสุดถนนจักรพงษ์ แขวงชนะสงคราม เขตพระนครกรุงเทพมหานคร เป็นทางโค้งหน้ากรมสรรพากร จำเลยที่ 1 ขับรถเข้าทางโค้งที่เป็นทางแคบเพื่อเลี้ยวเข้าถนนเจ้าฟ้าด้วยความเร็วสูงทำให้ล้อรถด้านขวาไปชนขอบถนนแล้วปีนขึ้นบนเกาะกลางถนน เป็นเหตุให้เกิดแรงกระแทกกระเทือนและแรงเหวี่ยง จนโจทก์ซึ่งยืนอยู่บนรถตรงประตูท้ายพลัดตกจากรถลงไปกระแทกกับพื้นถนนได้รับบาดเจ็บสาหัส

กะโหลกศีรษะด้านซ้ายร้าว สมองช้ำ แขนและขาอ่อนกำลังจนใช้การไม่ได้ตามปกติต้องใช้เวลารักษาประมาณ 6 เดือนเหตุเกิดขึ้นจากความประมาทของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่ารักษาพยาบาลเป็นเงิน 150,000 บาท ค่าพาหนะไปกลับจากบ้านที่จังหวัดสมุทรสาครไปโรงพยาบาลในกรุงเทพมหานครเป็นเงิน 20,000 บาท ค่าเสียหายจากการที่เสียความสามารถประกอบการงานและเสียประโยชน์ทำมาหาได้ทั้งในปัจจุบันและอนาคตเป็นเงิน300,000 บาท ค่าเสียหายเป็นค่าเสียสุขภาพอนามัย เป็นเงิน200,000 บาท รวมทั้งสิ้น 670,000 บาท ซึ่งจำเลยที่ 2 ในฐานะนายจ้างต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์ โจทก์ทวงถามมาตลอด แต่จำเลยทั้งสองไม่ยอมชดใช้ให้ตามที่โจทก์เรียกร้องและในที่สุดจำเลยที่ 2 จะชดใช้ให้เพียง10,000 บาท

โจทก์ไม่ตกลง ขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน 670,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2527 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาจำเลยที่ 2 ให้การว่า ฟ้องโจทก์ที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2ขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 570,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2527 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยที่ 2 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่าจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถโดยสารประจำทางสาย 3หมายเลขทะเบียน 10-3794 กรุงเทพมหานคร โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างขับรถคันดังกล่าว

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2527 เวลากลางวันโจทก์โดยสารคันดังกล่าวซึ่งจำเลยที่ 1 ขับไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ไปตามถนนจักรพงษ์โฉมหน้าไปทางสนามหลวงคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 ขับรถโดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้โจทก์ตกจากรถลงไปที่พื้นถนนหรือไม่คดีโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ขาดอายุความหรือไม่ และโจทก์เสียหายเพียงใด ข้อเท็จจริงฟังตามพยานหลักฐานโจทก์ได้ว่าจำเลยที่ 1 ขับรถด้วยความเร็วสูงไปถึงที่เกิดเหตุซึ่งเป็นทางโค้งและแคบ เป็นเหตุให้ล้อรถด้านหลังขวาปืนเกาะกลางถนนทำให้เกิดแรงเหวี่ยงจนเป็นเหตุให้โจทก์ตกลงจากรถลงไปที่พื้นถนนได้รับบาดเจ็บ ดังนี้ ที่โจทก์ตกลงรถลงไปที่พื้นถนนได้รับบาดเจ็บจึงเกิดจากจำเลยที่ 1 ขับรถโดยประมาทเลินเล่อ

หาใช่โจทก์กระโดดลงจากรถไปเองไม่ปัญหาเรื่องอายุความนั้น แม้ตามฟ้องจะปรากฏว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อพ้น 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้วก็ตาม โจทก์ก็ไม่จำเป็นต้องบรรยายหรือกล่าวในฟ้องด้วยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความเพราะเหตุใด เพราะอายุความมิใช่สภาพแห่งข้อหาที่จำเป็นต้องบรรยายหรือกล่าวในฟ้อง แต่อย่างไรก็ดีโจทก์ได้กล่าวในวันฟ้องด้วยว่าโจทก์ทวงถามค่าเสียหายตลอดมา จำเลยทั้งสองไม่ยอมชดใช้ให้ตามที่โจทก์เรียกร้อง แต่ในที่สุดจำเลยที่ 2 จะชดใช้ให้เพียง 10,000 บาทโจทก์ไม่ตกลง จำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ในข้อนี้ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ยอมรับว่าหลังเกิดเหตุละเมิดแล้วจำเลยที่ 2ยอมชดใช้ค่าเสียหาย 10,000 บาท แก่โจทก์ แต่โจทก์ไม่ตกลงที่จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ว่า

คดีโจทก์ขาดอายุความ โจทก์จึงนำสืบได้ว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความเพราะเหตุใด ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ว่า โจทก์ทำหนังสือลงวันที่ 2 สิงหาคม 2530 ถึงจำเลยที่ 2 ให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 200,000 บาท จำเลยที่ 2 มีหนังสือลงวันที่ 14 กันยายน 2530 แจ้งให้โจทก์ไปพบที่สำนักงานกฎหมายของจำเลยที่ 2 เพื่อสอบถามข้อเท็จจริง ตามหนังสือหัวหน้าสำนักงานกฎหมายของจำเลยที่ 2 เอกสารหมาย จ.12 วันที่ 21 กันยายน 2530 โจทก์ไปที่สำนักงานกฎหมายของจำเลยที่ 2 พบนายบุญเพ็ง พัดน้อย หัวหน้ากองอุบัติเหตุของจำเลยที่ 2 ซึ่งได้นำคำสั่งรองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารของจำเลยที่ 2 ที่มีข้อความว่า กรณีโจทก์ได้เรียกร้องค่าเสียหายเมื่อขาดอายุความแล้ว แต่กรณีเป็นที่น่าเห็นใจด้วยมนุษยธรรมและเพื่อรักษาภาพพจน์ของจำเลยที่ 2เห็นควรให้มีการต่อรองก่อนมาให้โจทก์ดูและต่อรองค่าเสียหายเหลือ100,000 บาท

ต่อมาวันที่ 18 พฤศจิกายน 2530 นายบุญเพ็งแจ้งโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 จะชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ 10,000 บาท เพราะจำเลยที่ 1 ยอมชดใช้ค่าเสียหาย 10,000 บาท ตามสำเนาบันทึกข้อความของจำเลยที่ 2 เอกสารหมาย จ.14 โจทก์จึงทำหนังสือลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2530 ร้องเรียนไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมตามสำเนาหนังสือของโจทก์เอกสารหมาย จ.15 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมส่งเรื่องให้จำเลยที่ 2 พิจารณา จำเลยที่ 2 แจ้งโจทก์ว่าจำเลยที่ 2 ยอมชดใช้ค่าเสียหายภายในวงเงินที่จำเลยที่ 1ยอมชดใช้เป็นเงิน 10,000 บาท หากโจทก์ยอมตกลงก็ให้ไปรับเช็คจากจำเลยที่ 2 ได้ โดยแจ้งเรื่องดังกล่าวเมื่อเดือนกันยายน 2532เห็นว่า คำเบิกความของโจทก์ประกอบกับเอกสารดังกล่าวแสดงถึงพฤติการณ์ที่โจทก์ติดต่อกับจำเลยที่ 2 เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายตั้งแต่ปี 2530 ตลอดมาจนในที่สุดเมื่อเดือนกันยายน 2532 จำเลยที่ 2 ยอมชดใช้ค่าเสียหายเพียง 10,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยที่ 2ไม่ได้นำพยานมาสืบหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ดังกล่าวแต่อย่างใดเลย อีกทั้งที่ได้วินิจฉัยมาแล้วว่าจำเลยที่ 2 ยอมรับว่าหลังเกิดเหตุละเมิดแล้ว จำเลยที่ 2 ยอมชดใช้ค่าเสียหาย 10,000 บาท แก่โจทก์ ดังนี้ ที่ตามคำเบิกความของโจทก์ว่าในที่สุดเมื่อเดือนกันยายน 2532 จำเลยที่ 2 ยอมชดใช้ค่าเสียหายเพียง 10,000 บาทแก่โจทก์ จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อ หาใช่เป็นคำเบิกความของโจทก์ลอย ๆ ดังฎีกาจำเลยที่ 2 ไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อเดือนกันยายน 2532 จำเลยที่ 2 ยอมชดใช้ค่าเสียหาย 10,000 บาท แก่โจทก์แสดงว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้ยกอายุความขึ้นปฏิเสธความรับผิดต่อโจทก์ตามที่เรียกร้องแต่อย่างใด ดังนี้ แม้สิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความแล้วก็ตาม แต่พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวย่อมถือเป็นการแสดงออกโดยปริยายว่าได้ละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความนั้นแล้ว

การละเสียซึ่งประโยชน์แห่งอายุความหาจำต้องแสดงเจตนาโดยชัดแจ้งเพียงอย่างเดียวดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกาไว้ไม่จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจอ้างอายุความมาเป็นข้อตัดฟ้องเพื่อปฏิเสธความรับผิด ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 192 เดิม (มาตรา 193/24 ใหม่) การนับอายุความจึงเริ่มนับต่อไปใหม่เสมือนไม่เคยนับอายุความมาก่อนโดยถือลอายุความแห่งมูลหนี้เดิม คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิด โจทก์ยื่นคำฟ้องเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2532 นับอายุความเริ่มต่อไปใหม่ตั้งแต่เดือนกันยายน 2532 จนถึงวันฟ้องยังไม่เกิน 1 ปีคดีโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 จึงไม่ขาดอายุความ"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ไพศาล รางชางกูร · อร่าม หุตางกูร · สมพล สัตยาอภิธาน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้