Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4989/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่าจำเลยที่1และที่2ร่วมกันมีเฮโรอีนของกลางไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตแต่เมื่อไม่มีพยานหลักฐานรู้เห็นเลยว่าจำเลยที่1และที่2ได้ร่วมกันจำหน่ายเฮโรอีนการที่ค้นพบเฮโรอีน2ถุงเล็กๆน้ำหนักเพียง1.3กรัมซุกซ่อนอยู่ในรถยนต์ของกลางจะฟังว่าจำเลยที่1และที่2ร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหาได้ไม่

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2532เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยทั้งสามร่วมกันมีเฮโรอีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรงในประเภทที่ 1 จำนวน 2 ถุง คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์หนัก 1.3 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และจำเลยที่ 2ได้พาอาวุธปืนขนาด 11 มม. จำนวน 1 กระบอกหมายเลขทะเบียนสส.2/1622 ซึ่งเป็นของจำเลยที่ 2 และได้รับอนุญาตให้มีและใช้ติดตัวไปตามถนนสายเอเซีย อันเป็นทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว และไม่ใช่กรณีที่ต้องมีติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์และมิได้รับยกเว้นตามกฎหมายเหตุเกิดที่ตำบลบ้านอิฐ

อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทองตามวันเวลาดังกล่าวเจ้าพนักงานจับจำเลยที่ 1 และที่ 2 พร้อมยึดอาวุธปืน ซองกระสุน 1 ซอง พร้อมกระสุน 6 นัด จากตัวจำเลยที่ 2ต่อมายึดได้เฮโรอีนจำนวนดังกล่าวนำส่งพนักงานสอบสวน ชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแต่จำเลยที่ 2 รับสารภาพฐานพาอาวุธปืนไปในทางสาธารณะโดยไม่รับอนุญาต จำเลยที่ 1 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 9/2533 ของศาลจังหวัดชัยนาท ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66,67, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 83, 91, 371 ริบเฮโรอีนของกลางนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 9/2533ของศาลจังหวัดชัยนาทจำเลย

ทั้ง สาม ให้การ ปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 66 วรรคหนึ่ง จำคุกคนละ10 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ (ที่ถูกมาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง)มาตรา 72 ทวิ (ที่ถูกมาตรา 72 ทวิ วรรคสอง) อีกกระทงหนึ่งให้จำคุก 6 เดือน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพฐานพาอาวุธปืนในชั้นสอบสวนมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 2 เป็นเวลา 10 ปี 4 เดือน ริบเฮโรอีนของกลางคำขออื่นให้ยกจำเลย ทั้ง สาม อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 67ให้จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 2 ปี สำหรับจำเลยที่ 2เมื่อรวมกับโทษฐานพกอาวุธปืนแล้วเป็นจำคุก 2 ปี 4 เดือน ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2532 เจ้าพนักงานตำรวจค้นและยึดเฮโรอีนจำนวน 2 ถุง น้ำหนัก 1.3 กรัม ซุกซ่อนอยู่ในรถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน 1 ง-3971 กรุงเทพมหานครของจำเลยที่ 2

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1ว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันมีเฮโรอีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 โจทก์มีร้อยตำรวจเอกวรวิทย์เหล่างาม จ่าสิบตำรวจวิชัย วรเดช จ่าสิบตำรวจชาญชัย นิติสุรเดชและนายดาบตำรวจเดชา วิทยา เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจทางหลวง 1 กองกำกับการ 1 เป็นพยานเบิกความสอดคล้องต้องกันว่า เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2532 ร้อยตำรวจเอกวรวิทย์ได้รับแจ้งจากนายดาบตำรวจเดชาซึ่งรับแจ้งจากสายลับว่าในตอนค่ำที่ปั๊มน้ำมันร่มไทร 2 โดยคนร้ายใช้รถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน 1 ง-3971 กรุงเทพมหานครเป็นยานพาหนะจึงวางแผนจับกุม โดยใช้รถวิทยุ 2 คันติดตามคนร้ายและให้จ่าสิบตำรวจวิชัยแต่งกายนอกเครื่องแบบขับรถยนต์ปิกอัพคอยสังเกตการณ์ที่ร้านอาหารยินดี ซึ่งอยู่ในปั๊มน้ำมันร่มไทร 2เวลาประมาณ 18 นาฬิกา

จ่าสิบตำรวจวิชัยขับรถยนต์ปิกอัพผ่านปั๊มน้ำมันร่มไทร 2 พบรถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน1 ง-3971 กรุงเทพมหานคร ซึ่งสายลับแจ้งว่าเป็นรถของคนร้ายจอดอยู่ในปั๊มน้ำมันร่มไทร 2 บริเวณร้านอาหารยินดี จำเลยทั้งสามนั่งรับประทานอาหารอยู่ในร้าน จ่าสิบตำรวจวิชัยจึงได้จอดรถซุ่มดูและวิทยุให้ร้อยตำรวจเอกวรวิทย์ ต่อมาเวลาประมาณ 20 นาฬิกามีชายคนหนึ่งขับรถจักรยานยนต์มาและเข้าไปนั่งคุยกับจำเลยทั้งสามประมาณ 5 ถึง 10 นาที ก็ออกไป ซึ่งสายลับแจ้งว่าหากมีชายขับรถจักรยานยนต์มาพบจำเลยทั้งสามแสดงว่านำเฮโรอีนมาส่งให้หลังจากนั้นจำเลยทั้งสามก็นั่งรถยนต์ออกจากปั๊มน้ำมันขึ้นถนนสายเอเซียแล้วมุ่งหน้าไปทางจังหวัดพระนครศรีอยุธยาจ่าสิบตำรวจวิชัยจึงรายงานให้ร้อยตำรวจเอกวรวิทย์ทราบร้อยตำรวจเอกวรวิทย์ได้วิทยุให้นายดาบตำรวจเดชาและจ่าสิบตำรวจชาญชัยซึ่งประจำอยู่รถวิทยุคันหมายเลข 1109ออกติดตามไป

ร้อยตำรวจเอกวรวิทย์กับพวกใช้รถวิทยุคันหมายเลข 1121ติดตามไปเพื่อสกัดจับรถยนต์ของจำเลยทั้งสามมุ่งหน้าไปทางทิศใต้ประมาณ 200 เมตร ก็กลับรถแล่นย้อนกลับมาทางทิศเหนือมุ่งหน้าไปทางแยกเข้าจังหวัดอ่างทอง จ่าสิบตำรวจวิชัยจึงวิทยุให้ร้อยตำรวจเอกวรวิทย์ทราบ ร้อยตำรวจเอกวรวิทย์จึงวิทยุสั่งให้นายดาบตำรวจเดชาจอดรถซุ่มไว้เมื่อรถยนต์ของจำเลยทั้งสามแล่นกลับมาให้ขับรถวิทยุติดตามไป ส่วนร้อยตำรวจเอกวรวิทย์กับพวกใช้รถวิทยุจอดขวางถนนไว้ รถยนต์ของจำเลยทั้งสามขับมาจอดห่างรถวิทยุของร้อยตำรวจเอกวรวิทย์ประมาณ 100 เมตร รถวิทยุที่นายดาบตำรวจเดชาขับมาจอดเทียบรถจำเลยทั้งสาม นายดาบตำรวจเดชาและจ่าสิบตำรวจชาญชัยลงจากรถใช้ไฟสปอทไลท์ส่องรถจำเลยทั้งสามเห็นจำเลยที่ 1 ที่นั่งเบาะหน้าคู่กับคนขับไขกระจกลงแล้วทิ้งสิ่งของออกจากรถ

จากนั้นจำเลยที่ 2 ขับรถหลบหนีเข้าไปในโรงทำอิฐจอดทิ้งไว้แล้วหลบหนีซ่อนตัวอยู่ในหนองน้ำซึ่งมีต้นผักตบชวาขึ้นหนาแน่น ร้อยตำรวจเอกวรวิทย์จึงได้วิทยุขอกำลังเจ้าพนักงานตำรวจจากสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองอ่างทองมาช่วยค้นหาจึงจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ พร้อมยึดรถยนต์ของจำเลยที่ 2ส่งพนักงานสอบสวน เห็นว่า พยานโจทก์เหล่านี้เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่ ไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 1 และที่ 2 มาก่อนไม่มีข้อน่าระแวงสงสัยว่าจะแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 1 และที่ 2เชื่อว่าเบิกความไปตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น กล่าวคือเมื่อได้รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีการรับส่งเฮโรอีนจึงได้วางแผนจับกุม โดยได้ซุ่มดู เมื่อจำเลยที่ 1 ที่ 2 ออกจากร้านอาหารยินดีในปั๊มน้ำมันก็ขับรถไล่ตามรถจำเลยที่ 1 ที่ 2 มาติด

ๆ โดยไม่ได้คลาดสายตา เมื่อรถจำเลยที่ 1 ที่ 2 จอดได้ใช้ไฟสปอท์ไลท์ส่องไปที่รถจำเลยที่ 1 ที่ 2 เห็นจำเลยที่ 1 ไขกระจกลงและทิ้งสิ่งของลงมาจากรถ หลังจากนั้นก็ขับรถหลบหนีต่อไป พยานโจทก์ดังกล่าวก็ยังขับรถติดตามมาจนกระทั่งรถจำเลยที่ 1 ที่ 2 มาจอดที่โรงทำอิฐและหลบหนีลงไปซุกซ่อนอยู่ในหนองน้ำ จึงได้ค้นหาและจับจำเลยที่ 1และที่ 2 ได้ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 อยู่ในสภาพเนื้อตัวและเสื้อผ้าเปียกน้ำเปรอะเปื้อนโคลนไปหมด ได้ความว่าจำเลยที่ 1และที่ 2 เป็นนายตำรวจมียศร้อยตำรวจโททั้งคู่ ถ้าจำเลยที่ 1และที่ 2 ไม่ได้กระทำผิดจริง ก็ไม่มีเหตุผลแต่อย่างใดที่จำเลยที่ 1และที่ 2 จะหลบหนีในลักษณะหัวซุกหัวซุนเช่นนี้ พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ส่อเจตนาให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2รู้ว่าตนเองมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองจึงได้พยายามหลบหนีเพื่อมิให้ถูกจับ

ส่วนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำสืบอ้างว่า มาสืบสวนจับกุมผู้ต้องหาคดีชิงทรัพย์ที่โรงงานทำอิฐดังกล่าว ถ้าเป็นดังจำเลยที่และที่ 2 อ้าง ก็ไม่มีเหตุที่จะต้องหลบหนีเจ้าพนักงานตำรวจลงไปในหนองน้ำซึ่งมีต้นผักตบชวาขึ้นหนาแน่นเช่นนั้นจำเลยที่ 1และที่ 2 ย่อมแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและแสดงความบริสุทธิ์ได้อยู่แล้วข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่สมด้วยเหตุผลนอกจากนี้โจทก์ยังได้นำพลตำรวจตรีจิระ เครือสุวรรณรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 พลตำรวจตรีณรง วิทยารักผู้บังคับการตำรวจภูธรภาค 1 พันตำรวจเอกไพรัช คนองเดชผู้กำกับการตำรวจทางหลวง 1 พันตำรวจเอกอำนาจ คล้ายเนียมรองผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดอ่างทอง มาเบิกความว่าพลตำรวจตรีจิระได้มีคำสั่งให้ตรวจค้นรถยนต์ของกลางโดยละเอียดอีกครั้งหนึ่ง

หลังจากตรวจค้นพบเฮโรอีนของกลางซุกซ่อนอยู่ในประตูรถด้านซ้ายโดยมีแผ่นบุด้านในประตูปิดบังอยู่ พยานโจทก์เหล่านี้เป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่และในขณะตรวจค้นรถยนต์ของกลางได้ทำต่อหน้าจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยมีสื่อมวลชนและประชาชนยืนดูอยู่ด้วยจึงเชื่อว่าพบเฮโรอีนของกลางจริง พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันมีเฮโรอีนของกลางไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ปัญหาต่อมามีว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ไม่มีพยานรู้เห็นเลยว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2ได้ร่วมกันจำหน่ายเฮโรอีน การที่เจ้าพนักงานตำรวจค้นพบเฮโรอีน2 ถุงเล็ก ๆ น้ำหนักเพียง 1.3 กรัม

ซุกซ่อนอยู่ในรถยนต์ของกลางจะฟังว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหาได้ไม่ ส่วนจำเลยที่ 3 นั้น โจทก์คงมีจ่าสิบตำรวจวิชัยแต่เพียงผู้เดียวมาเบิกความว่า เห็นจำเลยที่ 3 นั่งรับประทานอาหารร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 อยู่ที่ร้านอาหารยินดีในปั๊มน้ำมันร่มไทร 2 ตอนที่พยานขับรถยนต์ปิกอัพผ่านร้านอาหารยินดีห่างประมาณ 10 ถึง 20 เมตร แต่พยานกลับเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 3 ถามค้านว่า แสงสว่างของไฟฟ้าในร้านอาหารยินดีนั้นสามารถที่จะมองเห็นหน้าและจำกันได้ในระยะ 10 เมตร ปรากฎว่าพยานขับรถผ่านหน้าร้านอาหารยินดีห่างประมาณ 10 ถึง 20 เมตรในขณะขับรถอยู่ด้วย จึงเป็นการยากที่จะจดจำหน้าตาจำเลยที่ 3 ได้ทั้งยังได้ความจากคำเบิกความของพยานปากนี้ว่า

ลักษณะที่จำเลยทั้งสามนั่งอยู่ในร้านอาหารยินดีนั้นนั่งหันหน้าเข้าหากัน จำเลยหนึ่งหรือสองคนหันหลังออกหน้าร้านอาหารยินดี โดยพยานก็มิได้เบิกความว่าจำเลยที่ 3 หันหน้าหรือหันหลังออกหน้าร้านอาหารยินดีที่พยานเห็นจำเลยที่ 3 จึงยังเป็นน่าสงสัยอยู่นอกจากนี้ยังได้ความจากจ่าสิบตำรวจชาญชัย นิติสุรเดช พยานโจทก์ซึ่งนั่งรถวิทยุติดตามรถคนร้ายมาเมื่อรถคนร้ายจอด รถวิทยุได้มาจอดใกล้รถคนร้ายจ่าสิบตำรวจชาญชัยได้ลงจากรถวิทยุใช้ไฟสปอทไลท์ฉายไปที่รถคนร้ายคงเห็นจำเลยที่ 1 ที่นั่งคู่กับคนขับเท่านั้น ไม่ได้เบิกความถึงว่ามีคนร้ายอีกคนหนึ่งนั่งอยู่ด้านหลังรถหรือไม่ และจำเลยที่ 3มิได้ถูกจับกุมในบริเวณที่เกิดเหตุ เห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 ยังเป็นที่น่าสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 3ได้ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ด้วยหรือไม่ จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 3 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2พิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมคิด ไตรโสรัส · พรชัย สมรรถเวช · สถิตย์ ไพเราะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2104/2567

การวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานบอกเล่า พยานซัดทอด หรือพยานที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้านนั้น ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มี…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1207/2567

การจะเป็นความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติโดยร่วมกระทำการใด ๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมในการดำเนินการขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ หรือเป็นเครือข่ายดำเนินงานขององค์กรดังกล่าว หรือสมคบกันตั้งแต่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 125/2567

การกระทำที่จะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 110 (1) ผู้กระทำต้องรู้ว่าสินค้าที่ตนนำเข้ามาในราชอาณาจักร จำหน่าย เสนอจำหน่าย หรือมีไว้เพื่อจำหน่าย เป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 740/2566

แม้คําพิพากษาคดีแพ่งของศาลชั้นต้นจะมีผลผูกพันโจทก์จำเลยซึ่งเป็นคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ทำให้จำเลยไม่มีสิทธิกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอย่างอื่นให้แตกต่างไปจากผลแห่งคําวินิจฉัยดังกล่าวที่ฟังข้อ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 514/2566

วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบให้ใช้ระบบไต่สวนและเป็นไปโดยรวดเร็ว และก่อนศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ศาลอาจเรียกพยานหลักฐานมาสืบเพิ่มเติมตามที่เห็นสมควร ซึ่งรวมทั้งการเรียกพยานที่สืบแล้วมาสืบใหม่โดย…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้