Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4981/2538

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยให้การว่า โจทก์จะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดพิพาทตามฟ้องหรือไม่อย่างไร จำเลยที่ 1 ไม่ทราบและไม่รับรอง เป็นคำให้การที่ไม่ได้แสดงโดยแจ้งชัดว่าปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสองถือไม่ได้ว่าเป็นคำให้การปฏิเสธว่าโจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินตามฟ้อง จึงไม่มีประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์เพราะเหตุไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินตามฟ้องหรือไม่แม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ชาวบ้านซึ่งรวมถึงผู้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ และโจทก์ได้ใช้ซอยพิพาทในที่ดินของจำเลยเป็นทางเข้าออกโดยเจตนาให้ซอยพิพาทเป็นทางภารจำยอม และระยะเวลาที่ใช้รวมกันมาเกินกว่า 10 ปีแล้ว ที่ดินของจำเลยจึงตกเป็นภารจำยอมโดยอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1401 ประกอบด้วยมาตรา 1382 ทางภารจำยอมในส่วนที่อยู่ในที่ดินของจำเลยมีความกว้าง3 เมตร และจำเลยได้สร้างรั้วปิดกั้นทางภารจำยอมส่วนนี้การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าทางภารจำยอมตามแผนที่ท้ายฟ้องกว้าง 6 เมตร มีความยาวเท่ากับความยาวของที่ดินตามโฉนดของจำเลยที่ 1 นั้น เมื่อไม่ชัดแจ้งว่าที่ดินของจำเลยตกอยู่เป็นทางภารจำยอมกว้างเท่าใด เพราะตามแผนที่ท้ายฟ้องระบุว่าทางภารจำยอมอยู่ในที่ดินของจำเลยกว้าง 3 เมตรและอยู่ในที่ดินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 กว้าง 3 เมตรอันเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าศาลอุทธรณ์พิพากษาเกินคำขอท้ายฟ้อง ศาลฎีกาจึงแก้ในส่วนนี้ให้ชัดเจน ศาลชั้นต้นยกฟ้องโจทก์ทั้งแปด โจทก์ที่ 5 มิได้อุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนภารจำยอมให้แก่โจทก์ที่ 5 ซึ่งมิได้อุทธรณ์ด้วยจึงไม่ชอบ

คำฟ้องและคำให้การ

คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกันมากับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1827/2532 ของศาลชั้นต้น แต่คดีดังกล่าวถึงที่สุดโดยคู่ความมิได้อุทธรณ์ คดีคงขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้โจทก์ทั้งแปดฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 8 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลสำโรงเหนือ (สำโรงฝั่งเหนือ) อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ตามโฉนดเลขที่ 111945เนื้อที่ประมาณ 25 ตารางวา ตามโฉนดเลขที่ 43280 เนื้อที่ประมาณ25 ตารางวา ตามโฉนดเลขที่ 111960 เนื้อที่ประมาณ 25 ตารางวาตามโฉนดเลขที่ 202900 เนื้อที่ประมาณ 50 ตารางวาตามโฉนดเลขที่ 20391 เนื้อที่ประมาณ 1 งาน 13 ตารางวาและตามโฉนดเลขที่ 174681 เนื้อที่ประมาณ 50 ตารางวา ตามลำดับจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 20387เนื้อที่ประมาณ 2 งาน 2 ตารางวา

จำเลยที่ 2 และที่ 3เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 37406 และ 43278เนื้อที่ 41 และ 50 ตารางวา ตามลำดับ ที่ดินของโจทก์ทั้งแปดและจำเลยทั้งสามอยู่ที่ซอยโรงถ่านหรือท่าเรือ แยกจากซอยวัดด่านสำโรง ตำบลสำโรงเหนือ (สำโรงฝั่งเหนือ)อำเภอเมืองสมุทรปราการ (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการมีทางเข้าสู่ซอยโรงถ่าน กว้าง 6 เมตร ที่ดินของจำเลยทั้งสามตั้งอยู่ปากซอยโจทก์ต้องผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสามออกสู่ถนนซอยวัดด่านสำโรง เป็นเวลาติดต่อกันมาเกินกว่า 10 ปีทางดังกล่าวจึงเป็นภารจำยอม จำเลยที่ 1 ได้สร้างรั้วปิดกั้นทางในที่ดินของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำบ้านและรั้วปิดกั้นทางดังกล่าว โจทก์ได้รับความเสียหาย ได้บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสามเปิดทางภารจำยอม

จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามรื้อถอนสิ่งปิดกั้นนั้นเสียและเปิดทางภารจำยอมมีความกว้าง 6 เมตร ความยาวตลอดที่ดินของจำเลยทั้งสามและจดทะเบียนภารจำยอมแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ยอมไปจดทะเบียน ขอให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสามจำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ทั้งแปดเป็นเจ้าของที่ดินตามโฉนดที่กล่าวอ้างหรือไม่ จำเลยที่ 1 ไม่ทราบและไม่รับรองโดยเฉพาะโจทก์ที่ 5 ไม่มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ตามสำเนาโฉนดเอกสารท้ายฟ้อง และจำเลยที่ 1 ไม่มีทางเข้าสู่ซอยโรงถ่านหรือท่าเรือ การท่าเรือแห่งประเทศไทยไม่เคยทำทางกว้าง 6 เมตรผ่านที่ดินของจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินจากนายสุหัสน์ คุณจักร เนื้อที่ 2 งาน 2 ตารางวา

ไม่มีผู้ใดใช้ที่ดินนี้เป็นทางเดินผ่าน โจทก์ดังกล่าวเพิ่งมาอยู่ในที่ดินของโจทก์แต่ละคนไม่ถึง 10 ปี จำเลยที่ 1 ทำรั้วล้อมที่ดินของจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่ได้ตกอยู่ภายใต้ภารจำยอม โจทก์ดังกล่าวไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 1 ไม่เข้าใจสาระสำคัญของฟ้องไม่สามารถให้การแก้คดีได้ถูกต้องเนื่องจากฟ้องไม่ได้บรรยายว่าซอยโรงถ่านหรือท่าเรือเป็นซอยอะไร อยู่ตรงไหนผ่านที่ดินของจำเลยที่ 1 ส่วนใด เป็นฟ้องเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า โจทก์ไม่เคยใช้ทางผ่านที่ดินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ใช่ทางภารจำยอม ขอให้ยกฟ้องระหว่างพิจารณา

โจทก์ทั้งแปดยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2และที่ 3

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาตศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 8 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 รื้อถอนสิ่งปิดกั้นเปิดทางภารจำยอมตามแผนที่ท้ายฟ้องเอกสารหมายเลข 10มีความกว้าง 6 เมตร มีความยาวเท่ากับความยาวของที่ดินตามโฉนดของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนทางภารจำยอมให้โจทก์ทั้งหมดหากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยที่ 1จำเลยที่ 1 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1ว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 8 มีอำนาจฟ้องหรือไม่จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ที่ 1 จะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 111959 โจทก์ที่ 2 จะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 46215 โจทก์ที่ 3 จะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 43279 โจทก์ที่ 4 จะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 43280 โจทก์ที่ 6 จะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 202900 โจทก์ที่ 7 จะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 20391 โจทก์ที่ 8 จะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 174681 ตำบลสำโรงเหนือ (สำโรงฝั่งเหนือ)อำเภอเมืองสมุทรปราการ (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการหรือไม่อย่างไร

จำเลยที่ 1 ไม่ทราบและไม่รับรองนั้น เป็นคำให้การที่ไม่ได้แสดงโดยชัดแจ้งว่าปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 177 วรรคสอง ถือไม่ได้ว่าเป็นคำให้การปฏิเสธว่าโจทก์ที่ 1ถึงที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 8 ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินตามฟ้องจึงไม่มีประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6ถึงที่ 8 เพราะเหตุไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินตามฟ้องหรือไม่แม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบ ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อต่อไปมีว่าที่ดินของจำเลยที่ 1 ตกเป็นภารจำยอมโดยอายุความหรือไม่ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่า

ชาวบ้านซึ่งรวมถึงผู้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และโจทก์ที่ 6ถึงที่ 8 กับโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 และโจทก์ที่ 6 ถึงที่ 8 ได้ใช้ซอยพิพาทเป็นทางเข้าออกโดยเจตนาให้ซอยพิพาทเป็นทางภารจำยอมและระยะเวลาที่ใช้รวมกันมาเกินกว่า 10 ปีแล้ว ที่ดินของจำเลยที่ 1จึงตกเป็นภารจำยอมโดยอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1401 ประกอบด้วยมาตรา 1382ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า ทางภารจำยอมมีความกว้างเท่าใด

ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงเชื่อว่า ทางภารจำยอมในส่วนที่อยู่ในที่ดินของจำเลยที่ 1 มีความกว้าง 3 เมตร และจำเลยที่ 1 ได้สร้างรั้วปิดกั้นทางภารจำยอมส่วนนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าทางภารจำยอมตามแผนที่ท้ายฟ้องมีความกว้าง 6 เมตรมีความยาวเท่ากับความยาวของที่ดินตามโฉนดของจำเลยที่ 1 นั้นไม่ชัดแจ้งว่าที่ดินของจำเลยที่ 1 ตกอยู่เป็นทางภารจำยอมกว้างเท่าใดเพราะตามแผนที่ท้ายฟ้องระบุว่าทางภารจำยอมอยู่ในที่ดินของจำเลยที่ 1 กว้าง 3 เมตร และอยู่ในที่ดินของจำเลยที่ 2และที่ 3 กว้าง 3 เมตร อันเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าศาลอุทธรณ์พิพากษาเกินคำขอท้ายฟ้อง ศาลฎีกาจึงแก้ในส่วนนี้ให้ชัดเจนตามที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นอนึ่ง

คดีนี้ศาลชั้นต้นยกฟ้องโจทก์ทั้งแปด โจทก์ที่ 5มิได้อุทธรณ์ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนภารจำยอมให้แก่โจทก์ที่ 5 ซึ่งมิได้อุทธรณ์ด้วยจึงไม่ชอบพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 รื้อถอนสิ่งปิดกั้นเปิดทางภารจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ 20387 ตำบลสำโรงเหนือ(สำโรงฝั่งเหนือ) อำเภอเมืองสมุทรปราการ (พระโขนง)จังหวัดสมุทรปราการ ของจำเลยที่ 1 มีความกว้าง 3 เมตรมีความยาวเท่ากับความยาวของที่ดินตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้องให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนทางภารจำยอมให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4และโจทก์ที่ 6 ถึงที่ 8 หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยที่ 1

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชลอ ทองแย้ม · ประสิทธิ์ แสนศิริ · ทวิช กำเนิดเพ็ชร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้