Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2551 (เลขอ้างอิง 497862)

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชยและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ วันที่ 4 พฤศจิกายน 2547 จำเลยยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา แม้ว่าวันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 จำเลยจะนำต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางวางต่อศาลแรงงานกลาง แต่จำเลยก็มิได้ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ ทั้งจำเลยยังได้ระบุในคำขอวางเงินว่านำมาวางไว้เพื่อชำระหนี้โจทก์ถ้าจำเลยแพ้คดีในชั้นฎีกา ถือได้ว่าเป็นกรณีที่จำเลยวางเงินต่อศาลโดยไม่ยอมรับผิด จึงไม่เป็นเหตุระงับการเสียดอกเบี้ยหากจำเลยมีความรับผิดตามกฎหมายจะต้องเสีย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 136 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์สำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 เรียกโจทก์สำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 2 และเรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่า จำเลย

คดีสืบเนื่องมาจากศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 10,000 บาท ค่าชดเชย 30,000 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมกับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินค่าชดเชย นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 8,000 บาท ค่าชดเชย 24,000 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 16,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม นับแต่วันฟ้อง กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินค่าชดเชย นับแต่วันเลิกจ้าง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2

คำพิพากษาศาลล่าง

จำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยยื่นคำขอวางเงินชำระหนี้ต่อศาลแรงงานกลางในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 ว่าขอนำแคชเชียร์เช็คของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาบางนา เลขที่ 0176093 ลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2547 จำนวนเงิน 114,075 บาท มาวางไว้เพื่อชำระหนี้โจทก์ทั้งสอง ถ้าจำเลยแพ้คดีในชั้นฎีกา

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งรับไว้ฝากธนาคาร ต่อมาวันที่ 20 มกราคม 2548 โจทก์ทั้งสองยื่นคำแถลงขอรับเงินดังกล่าว

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า เนื่องจากคดีมีการอุทธรณ์และคดีอยู่ในชั้นฎีกาจึงยังไม่อนุญาตในชั้นนี้ ให้รอไว้เมื่อมีคำพิพากษาศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองสำนวน หลังจากศาลแรงงานกลางอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาและออกคำบังคับแล้ว วันที่ 28 ธันวาคม 2548 โจทก์ทั้งสองยื่นคำแถลงขอรับเงินที่จำเลยนำมาวางศาลไว้จำนวน 114,075 บาท ศาลแรงงานกลางอนุญาต ต่อมาวันที่ 27 มกราคม 2549 โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องว่า โจทก์ทั้งสองยังมีสิทธิได้รับเงินดอกเบี้ยนับแต่วันที่จำเลยนำเงินมาวางศาลเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง คำนวณถึงวันที่ 27 มกราคม 2549 จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 7,125.11 บาท และโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 5,715.98 บาท และดอกเบี้ยนับแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทราบคำบังคับแล้วแต่ชำระไม่ครบขอศาลออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ศาลแรงงานกลางออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 ต่อมาวันที่ 20 มิถุนายน 2549 จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยได้ปฎิบัติตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางครบถ้วนแล้วตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 เมื่อไม่ปรากฏว่าคำพิพากษาศาลฎีกามีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงมูลหนี้เดิม จำเลยจึงไม่มีหนี้เป็นดอกเบี้ยจะต้องชำระเพิ่มอีกเพราะเงินจำนวน 114,075 บาท ที่จำเลยนำไปวางชำระหนี้นั้นเป็นการวางชำระหนี้มิใช่วางเป็นหลักประกัน การที่โจทก์ทั้งสองไม่ขอรับไปหรือศาลไม่จ่ายให้โจทก์ทั้งสองไป ไม่เป็นเหตุให้จำเลยจะต้องมารับผิดชำระดอกเบี้ยอีก

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า การวางเงินของจำเลยดังกล่าวนั้นมิใช่เป็นการวางเงินโดยยอมรับผิดตามคำพิพากษา เพราะจำเลยมีการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลแรงงานกลางและยังระบุไว้ในคำขอวางเงินว่านำมาวางไว้เพื่อชำระหนี้ให้โจทก์ทั้งสองถ้าจำเลยแพ้คดีในชั้นฎีกา ดังนั้น เมื่อศาลฎีกายกอุทธรณ์ของจำเลย จำเลยจึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยต่อโจทก์ทั้งสองตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางโดยไม่ถือว่าการวางเงินของจำเลยดังกล่าวนั้นเป็นการปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง จำเลยทั้งสองสำนวนยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา (ที่ถูก ต้องทำเป็นอุทธรณ์)

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า เมื่อจำเลยวางต้นเงินและดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางโดยคำนวณดอกเบี้ยถึงวันที่วางเงินแล้ว จำเลยยังต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่วางเงินเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชยและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสองแล้ว วันที่ 4 พฤศจิกายน 2547 จำเลยได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลแรงงานกลางต่อศาลฎีกา แม้ว่าวันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 จำเลยจะนำต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางโดยคำนวณดอกเบี้ยถึงวันดังกล่าวจำนวน 114,075 บาท

วางต่อศาลแรงงานกลางก็ตาม แต่จำเลยก็มิได้ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์แต่อย่างไร ทั้งจำเลยยังได้ระบุในคำขอวางเงินชำระหนี้ว่านำมาวางไว้เพื่อชำระหนี้โจทก์ทั้งสองถ้าจำเลยแพ้คดีในชั้นฎีกา เช่นนี้ถือได้ว่าเป็นกรณีที่จำเลยวางเงินต่อศาลโดยไม่ยอมรับผิด จึงไม่เป็นเหตุระงับการเสียดอกเบี้ย หากจำเลยมีความรับผิดตามกฎหมายจะต้องเสีย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 136 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ดังนั้น เมื่อศาลฎีกาพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย จึงต้องบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางโดยจำเลยจะต้องชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

เมื่อโจทก์ทั้งสองยังไม่ได้รับเงินจำนวน 114,075 บาท ไปในวันที่จำเลยนำมาวางต่อศาล จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยได้ชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสองเสร็จสิ้นแล้ว จำเลยจึงยังต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 ซึ่งเป็นวันวางเงินจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จตามคำพิพากษาแก่โจทก์ทั้งสองนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน · วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์ · มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้