Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2551 (เลขอ้างอิง 497040)

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การขยายระยะเวลายื่นฎีกาเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาและมีคำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นฎีกา จำเลยที่ 4 ย่อมอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 วรรคหนึ่ง เพราะคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นคำสั่งภายหลังที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาแล้ว จึงไม่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 196

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวนนี้

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันโดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 4 คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 วันที่ 14 มิถุนายน 2549 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกามีกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ 18 มิถุนายน 2549 อ้างว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอคัดถ่ายคำพิพากษาศาลชั้นต้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คำเบิกความพยานโจทก์ พยานจำเลยและเอกสารที่คู่ความอ้างส่ง แต่ยังไม่ได้รับเอกสารดังกล่าว และหากโจทก์มีคำสั่งไม่ฎีกาต้องส่งสำนวนพร้อมคำสั่งไปยังผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 145 เพื่อพิจารณาต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า อนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นฎีกาถึงวันที่ 17 กรกฎาคม 2549 จำเลยที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาของโจทก์และให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตามกฎหมายต่อไป

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า เมื่อศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์แล้วคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นฎีกาเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 196 หรือไม่ เห็นว่า การขยายระยะเวลายื่นฎีกาเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาและมีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นฎีกา จำเลยที่ 4 ย่อมอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวต่อศาลอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคหนึ่ง เพราะคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นคำสั่งภายหลังที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาแล้ว และข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2549 และศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2549 จึงยังไม่มีการสั่งรับฎีกาของโจทก์ในขณะที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยที่ 4 จึงไม่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 196 ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า มีเหตุสมควรขยายระยะเวลายื่นฎีกาให้โจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์มิได้ไปฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ตามกำหนดนัดของศาลชั้นต้น แต่โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอคัดถ่ายคำพิพากษาศาลชั้นต้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คำเบิกความพยานโจทก์ พยานจำเลย และเอกสารที่คู่ความอ้างส่งเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2549 หลังจากที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เพียง 3 วันทำการ ซึ่งเป็นระยะเวลาพอสมควร ทั้งปรากฏตามคำร้องขอคัดถ่ายเอกสารของโจทก์ฉบับลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2549 ว่า เจ้าหน้าที่ศาลได้บันทึกในคำร้องฉบับดังกล่าวว่าได้ถ่ายเอกสารให้แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2549 หลังจากที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคัดถ่ายเอกสารเป็นระยะเวลา 15 วัน

ดังนี้ ไม่ว่าโจทก์จะยื่นคำร้องขอคัดถ่ายเอกสารก่อนวันที่ 22 พฤษภาคม 2549 หรือไม่ เจ้าหน้าที่ศาลก็ต้องใช้ระยะเวลาในการถ่ายเอกสารเช่นเดียวกัน กรณียังถือไม่ได้ว่า โจทก์ปล่อยปละละเลยหรือไม่เร่งรีบขวนขวายในการขอคัดถ่ายเอกสารถ้อยคำสำนวนเพื่อฎีกา คดีนี้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้การปฏิเสธ มีพยานบุคคลและพยานเอกสารหลายปากและหลายฉบับ ประกอบกับศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 คดีจึงมีปัญหายุ่งยากสลับซับซ้อน ดังนั้น ระยะเวลาที่เจ้าหน้าที่ถ่ายเอกสารตามคำขอของโจทก์แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2549 จนถึงวันที่ครบกำหนดยื่นฎีกาในวันที่ 17 มิถุนายน 2549 ซึ่งมีเวลาเพียง 10 วัน จึงไม่น่าเพียงพอที่โจทก์จะจัดทำฎีกาให้แล้วเสร็จได้ทันกรณีจึงมีพฤติการณ์พิเศษที่จะขยายระยะเวลายื่นฎีกาให้โจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นฎีกาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้บังคับไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้นและดำเนินการต่อไป

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย · ธานิศ เกศวพิทักษ์ · เฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้