Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 494/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่3และจำเลยร่วมร่วมรับผิดกับจำเลยที่1ในเรื่องละเมิดชำระค่าเสียหาย20,000บาทแก่โจทก์จำเลยที่3และจำเลยร่วมอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิได้อุทธรณ์จึงไม่รับวินิจฉัยจำเลยที่3และจำเลยร่วมมิได้ฎีกาโต้แย้งว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนนี้ไม่ถูกต้องอย่างไรกลับฎีกาว่าจำเลยที่3และจำเลยร่วมมิได้ทำละเมิดซึ่งเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา249วรรคหนึ่งศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่1และที่3ร่วมกับจำเลยที่2ได้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินแปลงที่จำเลยที่1จะขายให้แก่น.ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของน.เสียเปรียบและจำเลยดังกล่าวร่วมกันจัดการให้จำเลยที่4เป็นทนายให้จำเลยที่2ฟ้องจำเลยที่1ให้โอนที่ดินและรีบเร่งทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันต่อมาได้มีการเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีโดยโจทก์อ้างว่าจำเลยร่วมได้ร่วมกระทำการดังกล่าวกับจำเลยทุกคนด้วยซึ่งเป็นการแสดงเหตุว่าฟ้องจำเลยร่วมได้การบรรยายดังกล่าวมีสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแจ้งชัดที่สามารถเข้าใจได้ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม จำเลยที่1ได้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินกับน. โดยมิได้กำหนดเวลากันไว้น.ชำระเงินค่าที่ดินให้แก่จำเลยที่1แล้วแล้ว200,000บาทคงค้างชำระอีก190,000บาทเมื่อน.ถึงแก่กรรมจำเลยที่1ได้บอกกล่าวให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของน.ชำระค่าที่ดิน290,000บาทและรับโอนที่ดินในวันที่7กรกฎาคม2532หากโจทก์ไม่จัดการภายในกำหนดดังกล่าวจำเลยที่1ขอบอกเลิกสัญญาดังนี้เมื่อปรากฏว่าคดีที่โจทก์ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของน.ศาลชั้นต้นมีคำสั่งและคดีถึงที่สุดตั้งแต่วันที่8มิถุนายน2532แต่โจทก์เพิ่งไปขอรับคำสั่งศาลในวันที่20กรกฎาคม2532ถือว่าโจทก์ได้ปล่อยปละละเลยไม่ขอรับคำสั่งศาลในเวลาอันสมควรจะยกเป็นข้อแก้ตัวเพื่อไม่ปฏิบัติตามสัญญาไม่ได้อย่างไรก็ตามการที่จำเลยที่1ขอให้โจทก์ชำระราคาที่เหลือ290,000บาททั้งๆน.ค้างชำระเพียง190,000บาทโจทก์ย่อมอ้างเหตุที่จะไม่ปฏิบัติตามได้ถือไม่ได้ว่าโจทก์ผิดสัญญาจำเลยที่1ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและริบเงินที่รับชำระไว้และถือว่าสัญญาจะซื้อขายยังมีผลผูกพันอยู่เมื่อจำเลยที่1เอาที่ดินพิพาทไปทำสัญญาจะขายให้แก่จำเลยที่2ย่อมทำให้โจทก์เสียเปรียบอันเป็นการฉ้อฉลโจทก์แต่ขณะทำนิติกรรมนั้นจำเลยที่2มิได้รู้ความจริงในเรื่องนี้โจทก์ย่อมไม่อาจฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลได้และการกระทำของจำเลยที่1ดังกล่าวเป็นการกระทำเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามสัญญาอันเป็นการผิดสัญญาเท่านั้นยังมิใช่เป็นการกระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา420จึงไม่เป็นละเมิด

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาจะขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1384 ให้นางนาค ทับกระโซ่ในราคา 390,000 บาท ชำระราคาในวันทำสัญญาจำนวน 100,000 บาทส่วนที่เหลือจะชำระภายหลัง และเมื่อชำระครบถ้วนแล้วจำเลยที่ 1จะจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองให้ ต่อมานางนาคได้ชำระราคาอีกจำนวน 100,000 บาท ครั้นนางนาคได้ถึงแก่กรรม

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดก ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งดังกล่าวทายาทของนางนาคได้แจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบว่าจะชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือหลังจากศาลมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกแล้วโดยจะนำคำสั่งศาลไปถอนเงินของนางนาคซึ่งฝากไว้ที่ธนาคารมาชำระ จำเลยที่ 1 ยินยอม แต่เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน2532 จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 3 มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ชำระราคาที่ดินที่เหลืออ้างว่าจำนวน 290,000 บาท ภายในวันที่7 กรกฎาคม 2532 ซึ่งโจทก์ไม่อาจปฏิบัติได้ เนื่องจากโจทก์เพิ่งได้รับสำเนาคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกเมื่อวันที่20 กรกฎาคม 2532 ต่อมาวันที่ 21 สิงหาคม 2532 จำเลยที่ 1ที่ 2 และที่ 3 ได้ร่วมกันจัดทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินแปลงดังกล่าวโดยไม่สุจริตโดยรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ แล้วร่วมกันจัดให้จำเลยที่ 4 เป็นทนายให้จำเลยที่ 2ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีแพ่ง

คือ คดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1808/2532ของศาลชั้นต้น แล้วรีบทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยสมยอมกันเพื่อฉ้อฉลโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ ทั้งการกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นการร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยผิดกฎหมาย มุ่งหวังมิให้โจทก์บังคับจำเลยที่ 1 ตามสัญญาจะซื้อขายได้ หรือใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ขอคิดค่าเสียหายเป็นเงิน100,000 บาท ขอให้พิพากษาเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1384 ตำบลหนองระเวียงอำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที 2 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์และรับเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือจำนวน 190,000 บาท

จากโจทก์ หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยที่ 1และที่ 2 เป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียม ค่าภาษีอันเกิดจากการจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครอง หากไม่อาจปฏิบัติได้ด้วยประการใด ๆ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 216,931.50 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน 200,000 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 100,000 บาทจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การทำนองเดียวกันว่า ในการทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทกับนางนาคนั้น นางนาคได้วางมัดจำไว้จำนวน 100,000 บาท แล้วให้จำเลยที่ 1 ลงชื่อไว้ในกระดาษเปล่าต่อมาได้นำไปกรอกข้อความว่าจำเลยที่ 1 ได้รับชำระราคาอีกจำนวน100,000 บาท

หลังจากนางนาคถึงแก่กรรมจำเลยที่ 1 ได้แจ้งให้โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางนาคชำระราคาส่วนที่เหลือแต่โจทก์แจ้งว่าไม่ต้องการซื้อที่ดินพิพาท จำเลยที 1 จึงได้มอบให้จำเลยที่ 3 มีหนังสือบอกกล่าวให้โจทก์ชำระราคาส่วนที่เหลือและรับโอนสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทภายในวันที่ 7 กรกฎาคม 2532มิฉะนั้นจะถือว่าโจทก์ผิดสัญญาและบอกเลิกสัญญา ซึ่งโจทก์ผิดสัญญาจำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิริบเงินมัดจำ ต่อมาจำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ซื้อไว้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนเมื่อจำเลยที่ 1 ผิดสัญญา จำเลยที่ 2 ได้ฟ้องจำเลยที่ 12 ฐานผิดสัญญา จำเลยที่ 1 เห็นว่าไม่อาจสู้คดีได้จึงได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยที่ 2 สัญญาจะซื้อขายและสัญญาประนีประนอมยอมความทำโดยสุจริต

ไม่ได้เป็นการฉ้อฉลโจทก์จำเลยที่ 3 มิได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 จัดให้จำเลยที่ 4เป็นทนายให้จำเลยที่ 2 ฟ้องจำเลยที่ 1 และมิได้รู้เห็นในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว ทั้งฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะมิได้บรรยายว่าจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ร่วมกันหรือร่วมกับจำเลยอื่นกระทำการใดอันเป็นการฉ้อฉลโจทก์ ขอให้ยกฟ้องโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4

ศาลชั้นต้นอนุญาตระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนายอรรคเดชจำเนียรพันธุ์ เข้าเป็นจำเลยร่วมโดยอ้างว่า ปรากฏตามคำให้การของจำเลยที่ 4 ว่าจำเลยที่ 3 และนายอรรคเดชเป็นผู้ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฉ้อฉลโจทก์โดยจัดให้จำเลยที่ 1 และที่ 2ทำสัญญาจะซื้อขายเพื่อใช้อ้างเป็นหลักฐานสมยอมฟ้องเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1808/2532 ของศาลชั้นต้น แล้วขอให้ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมเป็นการกระทำที่ไม่สุจริตและละเมิดทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นอนุญาตจำเลยร่วมให้การว่า จำเลยร่วมไม่ได้สมคบกับจำเลยทั้งสี่กระทำการอันเป็นการละเมิดหรือฉ้อฉลของโจทก์ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะตามคำฟ้องและคำร้องขอให้หมายเรียกเข้ามาเป็นจำเลยร่วมมิได้บรรยายให้ชัดแจ้งว่าจำเลยร่วมได้สมคบกับจำเลยทั้งสี่กระทำการอย่างใดอันเป็นการฉ้อฉลหรือละเมิดโจทก์ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1384ตำบลหนองระเวียง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมาระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ที่ทำขึ้นเมื่อวันที่ 21สิงหาคม 2532 แล้วให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ และรับเงินค่าที่ดินที่เหลือจำนวน 190,000 บาท

หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยที่ 1และที่ 2 ชำระค่าธรรมเนียม ค่าภาษีอันเกิดจากการจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครอง หากไม่อาจปฏิบัติได้ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินจำนวน 216,931.50 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินจำนวน 200,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และจำเลยร่วมร่วมกันชำระเงินจำนวน 20,000 บาท แก่โจทก์จำเลย ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และ จำเลยร่วม อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และให้ยกคำขอบังคับเฉพาะเรื่องให้พิพากษาเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2กับคำขอบังคับเรื่องให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ และรับเงินที่เหลือจำนวน 190,000 บาทนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์

จำเลย ที่ 1 ที่ 3 และ จำเลยร่วม ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่23 กันยายน 2531 จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาเอกสารหมาย จ.3 จะขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เนื้อที่8 ไร่ 1 งาน ให้แก่นางนาค ทับกระโซ่ ในราคา 390,000 บาทโดยชำระราคาในวันทำสัญญา 100,000 บาท จำเลยที่ 1 ได้มอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่นางนาค วันที่ 8 เมษายน 2532นางนาคถึงแก่กรรม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางนาค เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2532 ครั้นวันที่ 15 มิถุนายน2532 จำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 3 มีหนังสือบอกกล่าวให้โจทก์ชำระเงินค่าที่ดิน 290,000 บาท และให้โจทก์รับโอนสิทธิครอบครองในวันที่ 7 กรกฎาคม 2532 โจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามหนังสือบอกกล่าวจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่21 สิงหาคม 2532 จะจดทะเบียนโอนในวันที่ 5 กันยายน 2532 ครั้นวันที่ 26 ตุลาคม 2532 จำเลยที่ 1 ฟ้องให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญา วันที่ 24 พฤศจิกายน 2532 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยจำเลยที่ 1 ยอมโอนที่ดินให้จำเลยที่ 2ภายใน 7 วัน

ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมคดีนี้โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 3 และจำเลยร่วมฎีกา โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 สมคบกันฉ้อฉลและจำเลยที่ 2 ไม่สุจริตขอให้เพิกถอนสัญญาจะซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2ส่วนจำเลยที่ 1 ที่ 3 และจำเลยร่วมฎีกาว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมในส่วนที่กล่าวหาว่าจำเลยทำละเมิด โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาและจำเลยที่ 1 ที่ 3 และจำเลยร่วมมิได้ทำละเมิด โดยเฉพาะจำเลยที่ 3 และจำเลยร่วมศาลชั้นต้นพิพากษาให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1ในเรื่องละเมิดเป็นค่าเสียหาย 20,000 บาท จำเลยที่ 3 และจำเลยร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ จึงไม่รับวินิจฉัย จำเลยที่ 3 และจำเลยร่วมมิได้ฎีกาโต้แย้งว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในส่วนนี้ไม่ถูกต้องอย่างไร

กลับฎีกาว่าจำเลยที่ 3 และจำเลยร่วมมิได้ทำละเมิดซึ่งเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่งศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยส่วนฎีกาโจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 3 และจำเลยร่วมที่ศาลฎีการับวินิจฉัยจะได้วินิจฉัยรวมกันไป ปัญหาประการแรกมีว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ โดยจำเลยที่ 3 กับจำเลยร่วมต่อสู้คดีและฎีกาว่าโจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้ชัดว่าจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2ร่วมกับจำเลยอื่นกระทำการเช่นใดอันเป็นการฉ้อฉลโจทก์จึงเป็นฟ้องที่เคลือบคลุมนั้น ตามฟ้องโจทก์บรรยายว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3ร่วมกับจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินแปลงที่จำเลยที่ 1จะขายให้แก่นางนาค

ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนางนาคเสียเปรียบ และจำเลยดังกล่าวร่วมกันจัดการให้จำเลยที่ 4 เป็นทนายให้จำเลยที่ 2 ฟ้องจำเลยที่ 1 ให้โอนที่ดินและรีบเร่งทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ต่อมาได้มีการเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดี โดยโจทก์อ้างว่าจำเลยร่วมได้ร่วมกระทำการดังกล่าวกับจำเลยทุกคนด้วย ซึ่งเป็นการแสดงเหตุว่าฟ้องจำเลยร่วมได้ การบรรยายดังกล่าวมีสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแจ้งชัดที่สามารถเข้าใจได้ ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุมปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 มีว่า โจทก์ผิดสัญญาและจำเลยที่ 1 มีสิทธิริบเงินที่รับชำระไว้หรือไม่ ส่วนตามฎีกาโจทก์มีว่า มีเหตุเพิกถอนสัญญาจะซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือไม่ ในกรณีที่โจทก์ผิดสัญญาหรือไม่

ปรากฏว่าจำเลยที่ 1และนางนาคได้ทำสัญญาเอกสารหมาย จ.3 รายละเอียดในสัญญาระบุว่าจำเลยที่ 1 ขายที่ดินให้แก่นางนาค แต่คู่ความรับกันว่าจะจดทะเบียนภายหลัง จึงเป็นสัญญาจะซื้อขายซึ่งในสัญญาไม่ได้กำหนดเวลากันไว้ ระหว่างที่ยังไม่ได้โอนที่ดินและยังไม่ได้ชำระเงินที่ค้างชำระ นางนาคได้ถึงแก่กรรม จำเลยที่ 1 ได้ติดต่อให้โจทก์ชำระเงินและรับโอนที่ดิน แต่โจทก์ยังไม่ได้ชำระเงินและรับโอนที่ดิน ผลสุดท้ายจำเลยที่ 1 ได้มอบให้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นทนายบอกกล่าวให้โจทก์ชำระค่าที่ดิน 290,000 บาท และรับโอนที่ดินในวันที่ 7 กรกฎาคม 2532 หากโจทก์ไม่จัดการภายในกำหนดดังกล่าวจำเลยที่ 1 ขอบอกเลิกสัญญาเอกสารหมาย จ.3 โจทก์มิได้จัดการตามหนังสือบอกกล่าวของจำเลยที่ 1 กรณีเช่นนี้โจทก์ผิดสัญญาหรือไม่โจทก์อ้างว่าไม่ได้ผิดสัญญา แต่จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาเองเพราะขณะนั้นโจทก์ยังไม่ได้รับคำสั่งศาลให้เป็นผู้จัดการมรดกและจำเลยที่ 1 จะขอรับชำระราคาที่ดินจำนวน 290,000 บาท ซึ่งความจริงจำเลยที่ 1 มีสิทธิจะได้รับเพียง 190,000 บาท

เพราะรับชำระไปแล้ว 200,000 บาท มิใช่ 100,000 บาท อย่างที่จำเลยที่ 1อ้าง ในเรื่องจำนวนเงินที่ชำระ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่านางนาคชำระเงินค่าที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว 200,000 บาทยังเหลือเงินที่จะต้องชำระอีก 190,000 บาท จำเลยที่ 1 มิได้ฎีกาจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฉะนั้นเหตุที่โจทก์อ้างว่าไม่ผิดสัญญาเนื่องจากยังไม่ได้รับคำสั่งเป็นผู้จัดการมรดกของนางนาคผู้จะซื้อที่ดิน และจำเลยที่ 1 เรียกให้ชำระเงินเกินความจริงในเรื่องไม่ได้รับคำสั่งเป็นผู้จัดการมรดกจากศาลชั้นต้น เห็นว่า

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งแต่วันที่ 8มิถุนายน 2532 แล้ว จากนั้นโจทก์ควรจะขอคำสั่งศาลชั้นต้นได้เพราะคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทต้องใช้มาตรา 188 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งบังคับ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกจึงไม่มีกรณีจะต้องอุทธรณ์ฎีกา เพราะไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะให้อุทธรณ์ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว คดีตั้งผู้จัดการมรดกจึงถึงที่สุดตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2532 ตามมาตรา 147 โจทก์ไปขอรับคำสั่งศาลชั้นต้นในวันที่ 20 กรกฎาคม 2532 นับว่าโจทก์ได้ปล่อยปละละเลยไม่ขอรับคำสั่งศาลชั้นต้นในเวลาอันสมควร จะยกเป็นข้อแก้ตัวแล้วไม่ปฏิบัติตามสัญญาไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตามยังมีเหตุที่จำเลยที่ 1ขอให้โจทก์ชำระราคาที่เหลือ 290,000 บาท

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าค้างชำระเพียง 190,000 บาท โจทก์จึงไม่ยอมปฏิบัติตามเพราะไม่ตรงกับความเป็นจริง โจทก์ย่อมอ้างเหตุที่จะไม่ปฏิบัติตามได้ ถือไม่ได้ว่าโจทก์ผิดสัญญา จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและริบเงินที่รับชำระไว้ถือว่าสัญญาจะซื้อขายยังมีผลผูกพันอยู่ เมื่อจำเลยที่ 1 เอาที่ดินพิพาทไปทำสัญญาจะขายผู้อื่น ย่อมทำให้โจทก์เสียเปรียบอันเป็นการฉ้อฉลโจทก์ ฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น ส่วนโจทก์ขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลได้หรือไม่ต้องพิจารณาว่าจำเลยที่ 2 ผู้จะซื้อที่ดินรู้ถึงความจริงเรื่องนี้หรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกาอ้างว่าจำเลยที่ 2 ได้รู้เรื่องนี้แต่โจทก์ไม่มีพยานใดเบิกความสนับสนุนให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ได้รู้เรื่องอยู่ก่อนแล้วว่าจำเลยที่ 1 ได้ตกลงจะขายที่ดินพิพาทให้แก่นางนาคคงมีแต่จำเลยที่ 4 และนายจิตร อยู่อุ่นพะเนาว์ โดยเฉพาะจำเลยที่ 4 เบิกความว่า จำเลยที่ 3 บอกให้ช่วยเขียนสัญญาจะซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ต่อมาจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามสัญญา จำเลยที่ 3 จึงให้พยานฟ้องคดี คำเบิกความดังกล่าวมิได้แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 รู้เรื่องการซื้อขายระหว่างนางนาคกับจำเลยที่ 1 ส่วนนายจิตรเบิกความว่า เมื่อต้นปี2532 มีหญิงคนหนึ่งพยานไม่รู้จักแต่ทราบชื่อภายหลังว่านางมณีไปพบพยานซึ่งเป็นกำนันตำบลระเวียง

ขอให้เซ็นชื่อรับรองว่าน.ส.3 หาย พยานไม่ยอมรับรอง นางมณีไปร้องต่อนายอำเภอเมืองนครราชสีมา นายอำเภอเรียกไปสอบถามและให้ดูเอกสารหมายจ.1 และจ.2 พยานบอกว่าเคยทำสัญญาที่ดินแปลงนี้ระหว่างจำเลยที่ 1กับนางนาค ตามคำเบิกความของพยานดังกล่าวเพียงแต่แสดงว่าถ้านางมณีคือจำเลยที่ 2 จะรู้เรื่องการซื้อขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับนางนาค ก็คงรู้ในตอนที่ไปพบพยาน ซึ่งพยานว่าเป็นต้นปี2532 ถ้าเป็นต้นปี 2532 ก็เป็นการรู้ก่อนที่จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทกันในวันที่ 21 สิงหาคม2532 แต่เมื่อพิเคราะห์คำเบิกความของนายจิตรประกอบกับเอกสารในคดีปรากฏว่าเมื่อจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ตกลงประนีประนอมยอมความโดยจำเลยที่ 1 จะโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ในฐานะเป็นโจทก์ในคดีนี้จึงไปขอออกใบแทน

น.ส. 3 ก.ที่ดินพิพาท ทางอำเภอเมืองนครราชสีมาได้ประกาศเรื่องออกใบแทนเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2533 ตามเอกสารหมาย จ.2 ผู้ทำการแทนนายอำเภอได้มีหนังสือลงวันที่ 3 มกราคม 2533 ส่งให้กำนันตำบลระเวียงคือนายจิตรช่วยปิดประกาศตามเอกสารหมาย จ.1 แต่นายจิตรไม่ได้จัดการให้ จำเลยที่ 2 จึงได้ต่อนายอำเภอเมืองนครราชสีมาตามเอกสารหมาย ล.9 เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2533 จึงเห็นได้ว่าจำเลยที่ 2 ไปพบนายจิตรได้อย่างเร็วในวันที่ 3 มกราคม 2533หรือหลังจากนั้น ในขณะนั้นปรากฏว่าจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2ได้ทำสัญญาจะซื้อขายจนมีการฟ้องคดี และศาลพิพากษาบังคับให้โอนกันแล้ว ถึงหากจำเลยที่ 2 ทราบว่าจำเลยที่ 1 เคยทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินกับนางนาคก็เป็นเวลาภายหลัง

จากที่จำเลยที่ 1กับจำเลยที่ 2 ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทกันแล้ว โจทก์จึงไม่มีพยานที่รู้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ได้ทราบเรื่องสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างนางนาคกับจำเลยที่ 1 ก่อนที่จำเลยที่ 2จะทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทกับจำเลยที่ 1 ส่วนพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ตกลงยินยอมโดยรวดเร็วก็ไม่อาจชี้ได้ว่าจำเลยที่ 2 ทราบเรื่องสัญญาระหว่างนางนาคกับจำเลยที่ 2 ก่อนแล้วจึงไม่มีเหตุเพิกถอนการฉ้อฉลปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายตามฎีกาจำเลยที่ 1 มีว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังที่วินิจฉัยมาแล้วเป็นการกระทำเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามสัญญาอันเป็นการผิดสัญญาเท่านั้นยังมิใช่เป็นการกระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 จึงไม่เป็นละเมิด

โจทก์มิได้เรียกค่าเสียหายในการที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญา แต่เรียกค่าเสียหายฐานละเมิด เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำละเมิดจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนฐานละเมิดแก่โจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายฐานละเมิดจำนวน 20,000 บาทแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอเฉพาะที่บังคับให้จำเลยที่ 1ชำระเงิน 20,000 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ก้าน อันนานนท์ · อัครวิทย์ สุมาวงศ์ · ชัยวัฒน์ ดุลยปวีณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้