Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2551 (เลขอ้างอิง 493736)

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

วัดโคกเป็นวัดร้างที่รวมเข้ากับวัดโจทก์ก่อนที่จะมีพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ รัตนโกสินทร์ศก 121 ออกมาใช้บังคับ จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการรวมวัดที่ไม่ชอบหรือขัดต่อกฎหมายที่ดินวัดโคกที่รวมเข้ากับวัดโจทก์จึงเป็นศาสนสมบัติของโจทก์ มิใช่ศาสนสมบัติกลางซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของกรมการศาสนาที่จะดูแลรักษาและจัดการ โจทก์ชอบที่จะขอออกโฉนดครอบคลุมที่ดินทั้งหมดอันเป็นศาสนสมบัติของตนได้ วัดโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินที่จำเลยปลูกบ้านพักอาศัย ทั้งการฟ้องคดีเพื่อขับไล่ผู้ที่อยู่ในที่ดินของวัดโดยละเมิดไม่ได้อยู่ในบังคับที่จะต้องได้รับความเห็นชอบจากกรมการศาสนาหรือได้รับอนุมัติจากมหาเถรสมาคมตามกฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ.2511) ออกตามความใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย จำเลยทั้งสิบสามต่างคนต่างเป็นจำเลยในแต่ละสำนวนที่ถูกโจทก์ฟ้องเท่านั้น มิได้เป็นจำเลยในสำนวนอื่นที่ได้รวมพิจารณาเข้าด้วยกัน การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยมิได้สั่งแยกเป็นรายสำนวนจึงไม่ถูกต้อง

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสิบสามสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ในทุกสำนวนว่า โจทก์ และเรียกจำเลยในสำนวนแรกถึงสำนวนที่สิบสามว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสิบสามสำนวนเป็นใจความว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคล ประเภทวัด ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อปี 2423 มีพระธรรมญาณมุนีหรือพระญาณไตรโลกเป็นเจ้าอาวาส โจทก์มอบอำนาจให้พระพิพัฒน์วราภรณ์ รองเจ้าอาวาสเป็นผู้ดำเนินคดีแทนในสองสำนวนแรก และมอบอำนาจให้นายไพรัช ปลื้มญาติเป็นผู้ดำเนินคดีแทนในสิบเอ็ดสำนวนหลัง โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9149 ตำบลคลองสวนพลู อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เนื้อที่ 82 ไร่ 3 งาน 30 ตารางวา เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2538 จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 13 ต่างทำสัญญาเช่าที่ดินคนละส่วนจากโจทก์ มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2538 ถึงวันที่ 20 พฤษภาคม 2539 เพื่อปลูกบ้านพักอาศัย

เมื่อครบกำหนดระยะเวลาการเช่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 13 ไม่ยอมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ปลูกบ้านพักอาศัยในที่ดินของโจทก์โดยโจทก์ไม่ยินยอม โจทก์ประสงค์จะใช้ที่ดินทำประโยชน์ จึงได้บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสิบสามรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดิน จำเลยทั้งสิบสามเพิกเฉย และยังคงอยู่ในที่ดินโดยละเมิดต่อสิทธิของโจทก์ตลอดมา โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และบริวารรื้อถอนบ้านพักอาศัยเลขที่ 55/1 ให้จำเลยที่ 2 และบริวารรื้อถอนบ้านพักอาศัยเลขที่ 58 ให้จำเลยที่ 3 และบริวารรื้อถอนบ้านพักอาศัยเลขที่ 54 ให้จำเลยที่ 4 และบริวารรื้อถอนบ้านพักอาศัยเลขที่ 62 ให้จำเลยที่ 5 และบริวารรื้อถอนบ้านพักอาศัยเลขที่ 59/5 ให้จำเลยที่ 6 และบริวารรื้อถอนบ้านพักอาศัยเลขที่ 54/1 ให้จำเลยที่ 7 และบริวารรื้อถอนบ้านพักอาศัยเลขที่ 60 ให้จำเลยที่ 8 และบริวารรื้อถอนบ้านพักอาศัยเลขที่ 42/1 ให้จำเลยที่ 9 และบริวารรื้อถอนบ้านพักอาศัยเลขที่ 62/1 ให้จำเลยที่ 10 และบริวารรื้อถอนบ้านพักอาศัยเลขที่ 56 ให้จำเลยที่ 11 และบริวารรื้อถอนบ้านพักอาศัยเลขที่ 56/1 ให้จำเลยที่ 12 และบริวารรื้อถอนบ้านพักอาศัยเลขที่ 59/3 และให้จำเลยที่ 13 และบริวารรื้อถอนบ้านพักอาศัยเลขที่ 61 หมู่ที่ 4 ตำบลคลองสวนพลู

อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมกับขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ และห้ามเข้ายุ่งเกี่ยวอีกต่อไป หากจำเลยทั้งสิบสามไม่ปฏิบัติตาม ให้โจทก์เป็นผู้รื้อถอนและขนย้ายเอง โดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ให้จำเลยทั้งสิบสามใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์โดยให้จำเลยที่ 1 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 11 และที่ 12 ใช้ค่าเสียหายเดือนละ 3,000 บาท ให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 7 ใช้ค่าเสียหายเดือนละ 4,000 บาท และให้จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ที่ 10 และที่ 13 ใช้ค่าเสียหายเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะรื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ จำเลยทั้งสิบสามสำนวนให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง พระธรรมญาณมุนีหรือพระญาณไตรโลกซึ่งเป็นเจ้าอาวาสมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์เฉพาะในกิจการทั่วไป

ไม่มีอำนาจฟ้องคดีหรือมอบอำนาจให้ผู้ใดฟ้องคดีแทนโจทก์ได้ ลายมือชื่อของพระธรรมญาณมุนีหรือพระญาณไตรโลกในหนังสือมอบอำนาจเป็นลายมือชื่อปลอม โจทก์มิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินที่จำเลยทั้งสิบสามปลูกบ้านพักอาศัยที่ดินดังกล่าวเป็นของวัดโคกร้างซึ่งยังมิได้เพิกถอนทะเบียนวัดและไม่เคยมีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่วัดใด ถือว่าเป็นศาสนสมบัติกลางซึ่งอยู่ในความดูแลของกรมการศาสนา จำเลยทั้งสิบสามครอบครองที่ดินดังกล่าวมาไม่ต่ำกว่า 50 ปี แท้จริงแล้วที่ดินของโจทก์มีเนื้อที่เพียง 71 ไร่เศษ มิใช่ 82 ไร่ 3 งาน 30 ตารางวา ตามที่ระบุในโฉนดที่ดิน การออกโฉนดที่ดินของโจทก์กระทำโดยไม่ชอบ เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์เกินเลยไปโดยสำคัญผิด

เนื่องจากโจทก์หรือผู้แทนโจทก์นำชี้แนวเขตรุกล้ำที่ดินของบุคคลอื่น โดยมิได้แจ้งเจ้าของที่ดินข้างเคียงและจำเลยทั้งสิบสามให้ไปคัดค้านหรือระวังแนวเขตโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสิบสามโดยอ้างว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ โจทก์กันที่ดินไว้เพื่อจัดประโยชน์หรือนำออกให้เช่าเป็นการไม่ชอบ เพราะไม่ได้รับความเห็นชอบจากกรมการศาสนา และไม่ได้รับอนุมัติจากมหาเถรสมาคมตามกฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ.2511) ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 โจทก์มิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่จะมีอำนาจให้เช่าที่ดินได้ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 13 ทำสัญญาเช่าที่ดินกับโจทก์โดยสำคัญผิดว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน สัญญาเช่าที่ดินตามฟ้องจึงตกเป็นโมฆะก่อนครบกำหนดระยะเวลาการเช่า

โจทก์ให้คำมั่นว่าจะให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 เช่าที่ดินต่อไปคราวละ 1 ปี จนครบ 20 ปี สัญญาเช่าที่ดินจึงยังไม่ครบกำหนด นอกจากนี้โจทก์ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 13 ช่วยออกเงินค่าถมดินเทพื้นคอนกรีตบนที่ดินที่เช่าและบริเวณใกล้เคียงทำเป็นทาง อันเป็นการเรียกค่าตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าการเช่าธรรมดา โจทก์จึงมีความผูกพันต้องไปจดทะเบียนการเช่าระยะเวลา 20 ปี แต่โจทก์บ่ายเบี่ยงตลอดมา โจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย ที่ดินตามฟ้องโดยสภาพไม่อาจนำออกให้เช่าได้ เนื่องจากทำเลที่ตั้งไม่เหมาะสม ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสิบสามและบริวารรื้อถอนบ้านพักอาศัยเลขที่ 55/1 เลขที่ 58 เลขที่ 54 เลขที่ 62 เลขที่ 59/5 เลขที่ 54/1 เลขที่ 60 เลขที่ 42/1 เลขที่ 62/1 เลขที่ 56 เลขที่ 56/1 เลขที่ 59/3 และเลขที่ 61 หมู่ที่ 4 ตำบลคลองสวนพลู อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตามลำดับ พร้อมขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ และห้ามจำเลยทั้งสิบสามและบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวอีกต่อไป ให้จำเลยแต่ละสำนวนชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2547 จนกว่าจำเลยทั้งสิบสามจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ กับให้จำเลยทั้งสิบสามร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสิบสามอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรจะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสิบสามฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้เบื้องต้นว่า โจทก์เป็นวัดในพระพุทธศาสนา โดยเป็นพระอารามหลวง ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมามาตั้งแต่ปี 2423 ตามหนังสือรับรองสภาพวัดของกรมการศาสนา เอกสารหมาย จ.28 โจทก์มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9149 ตำบลคลองสวนพลู อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เนื้อที่ 82 ไร่ 3 งาน 30 ตารางวา ตามสำเนาโฉนดที่ดิน เอกสารหมาย จ.27 ที่ดินดังกล่าวเป็นที่ตั้งวัดโจทก์ เขตที่ดินด้านทิศตะวันตกอยู่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา จำเลยทั้งสิบสามต่างปลูกบ้านพักอาศัยอยู่ในที่ดินดังกล่าวบางส่วนทางด้านทิศตะวันตกและทิศใต้ ตามแผนที่วิวาท เอกสารหมาย

จ.ล.1 โดยจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 13 ทำสัญญาเช่าที่ดินจากโจทก์ มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2538 และทำบันทึกขออาศัยอยู่ในที่ดินหลังจากครบกำหนดระยะเวลาการเช่าต่อไปอีกจนถึงวันที่ 20 พฤษภาคม 2541 ตามสัญญาเช่าที่ดินและบันทึกต่อท้ายสัญญา เอกสารหมาย จ.1 จ.2 และ จ.4 แต่เมื่อครบกำหนดระยะเวลาในวันที่ 20 พฤษภาคม 2541 จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 13 ยังคงอยู่ในที่ดินตลอดมา เช่นเดียวกับจำเลยที่ 2 ซึ่งอยู่ในที่ดินโดยมิได้ทำสัญญาเช่าที่ดินกับโจทก์ โจทก์ประสงค์จะนำที่ดินที่จำเลยทั้งสิบสามปลูกบ้านพักอาศัยไปจัดสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรม ขยายโรงเรียนวัดพนัญเชิงกับสร้างเขื่อนด้านที่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา และได้จัดสถานที่แห่งใหม่พร้อมสาธารณูปโภคให้แก่จำเลยทั้งสิบสามไว้แล้ว แต่จำเลยทั้งสิบสามไม่ยอมขนย้ายไปอยู่สถานที่แห่งใหม่ที่โจทก์จัดให้

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสิบสามว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสิบสามหรือไม่ เห็นว่า โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องตรงกับสำเนาสัญญาเช่าที่ดินที่แนบท้ายฟ้องว่า ที่ดินที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 13 เช่าจากโจทก์เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ มิได้กล่าวถึงสิทธิอื่น เป็นการยืนยันว่าโจทก์มีอำนาจให้เช่าเพราะโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แต่อย่างเดียว จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 13 จึงชอบที่จะยกข้อที่ว่าที่ดินที่เช่ามิใช่ของโจทก์ และโจทก์ไม่มีอำนาจให้เช่าขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ในกรณีเช่นนี้ได้ อย่างไรก็ตาม โจทก์ฟ้องขับไล่โดยอ้างว่าสัญญาเช่าที่ดินที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 13 ทำไว้กับโจทก์ได้สิ้นสุดไปแล้ว

ส่วนจำเลยที่ 2 อยู่ในที่ดินของโจทก์โดยโจทก์ไม่ยินยอม แม้โจทก์จะอ้างว่าอาจนำที่ดินไปให้ผู้อื่นเช่าได้เดือนละ 3,000 บาท ถึง 5,000 บาท ก็เป็นการอ้างเพื่อกำหนดจำนวนค่าเสียหายที่ขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบสามชำระแก่โจทก์นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปเท่านั้น มิใช่เป็นการเรียกค่าเสียหายที่กำหนดไว้ในสัญญาเช่าที่ดินและบันทึกต่อท้ายสัญญา เอกสารหมาย จ.1 จ.2 และ จ.4 ถึง จ.14 แต่อย่างใด สภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับตามคำฟ้องของโจทก์จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องขับไล่โดยอ้างว่าจำเลยทั้งสิบสามยังคงอยู่ในที่ดินของโจทก์โดยไม่มีสิทธิ อันเป็นฟ้องในมูลละเมิดโดยอาศัยความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 13 หาใช่เป็นฟ้องขับไล่โดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยไม่ ดังนั้น

ที่จำเลยทั้งสิบสามฎีกาว่า สัญญาเช่าที่ดินจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 13 ทำไว้กับโจทก์ไม่มีผลบังคับ เพราะโจทก์ไม่มีอำนาจนำที่ดินออกให้เช่าโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากกรมการศาสนาและอนุมัติจากมหาเถรสมาคม จึงไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะมิใช่สาระสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงผลแห่งคดีได้ คงมีปัญหาที่ต้องวินิฉัยเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของโจทก์แต่เพียงว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่จำเลยทั้งสิบสามปลูกบ้านพักอาศัยหรือไม่

จำเลยทั้งสิบสามฎีกาสรุปความว่า โฉนดที่ดินของโจทก์ออกโดยไม่ถูกต้อง เพราะได้รวมที่ดินวัดโคก และวัดรอซึ่งเป็นวัดร้างอันเป็นศาสนสมบัติที่อยู่ในอำนาจดูแลรักษาของกรมการศาสนาเข้าไว้ด้วย เห็นว่า โจทก์นำสืบถึงความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยมีโฉนดที่ดินที่ทางราชการออกให้ เมื่อปี 2501 มาแสดงต่อศาลตามสำเนาเอกสารหมาย จ.27 โฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นเอกสารมหาชน ซึ่งสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง และเป็นหน้าที่ของคู่ความฝ่ายที่ถูกเอกสารนั้นมายันต้องนำสืบความไม่บริสุทธิ์หรือความไม่ถูกต้องแห่งเอกสารตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 จำเลยทั้งสิบสามจึงมีหน้าที่ต้องนำสืบให้เห็นถึงความไม่บริสุทธิ์หรือความไม่ถูกต้องของโฉนดที่ดิน ข้อนี้แม้จำเลยทั้งสิบสามจะนำสืบโดยมีสำเนาคำขอรังวัดออกโฉนด (ตกค้าง) และรูปแผนที่จำลอง

เอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 1 และแผ่นที่ 7 มาแสดงว่า ที่ดินที่โจทก์ขอออกโฉนดได้รวมพื้นที่ 3 วัด คือวัดโจทก์ วัดโคกและวัดรอและตามสูจิบัติงานสมโภชหลวงพ่อพระพุทธไตรรัตนนายก (หลวงพ่อโต) ครบ 678 ปี เอกสารหมาย ล.1 ซึ่งโจทก์จัดทำเพื่อแจกผู้ไปร่วมงานระบุว่าที่ดินโจทก์ได้รวมพื้นที่วัดโคก วัดรอ และวัดร้างอื่นอีก 2 วัด คือวัดมณฑป และวัดขอมหรือวัดสวนพลูเข้าไว้ด้วยกันก็ตาม แต่ก็ได้ความตามสูจิบัตรตามเอกสารหมาย ล.1 ประวัติวัดพนัญเชิงวรวิหารหน้าที่ 10 ถึง 13 นั้นเองว่า วัดโจทก์มีประวัติเป็นพระอารามหลวงเก่าแก่ พระเจ้าสายน้ำผึ้งได้สถาปนาขึ้นเป็นพระอาราม ให้นามชื่อว่าวัดพระเจ้าพระนางเชิง ตั้งแต่จุลศักราช 406 ปีมะโรง ฉ

ศก (ประมาณ พ.ศ.1587) เป็นต้นมา โดยเฉพาะวัดขอมหรือวัดสวนพลูซึ่งกล่าวไว้เป็นลำดับสุดท้าย ตามสูจิบัติดังกล่าวก็ระบุว่าได้รับประกาศรวมเข้ากับวัดโจทก์เมื่อปี 2488 ส่วนวัดรอและวัดมณฑปรวมทั้งวัดโคกซึ่งเป็นวัดที่จำเลยทั้งสิบสามให้การต่อสู้ว่าปลูกบ้านพักอาศัยอยู่ในที่ดินของวัดนั้น กลับไม่ปรากฏตามสูจิบัตรว่าได้รวมเข้ากับวัดโจทก์ตั้งแต่ปีใด ซึ่งอาจจะเป็นเพราะได้รวมเข้ากับวัดโจทก์มาก่อนนานแล้วจนไม่สามารถสืบพบประวัติเป็นได้ ประวัติการรวมวัดตามที่ได้ระบุไว้ในสูจิบัตรดังกล่าว จำเลยทั้งสิบสามมิได้นำสืบหักล้างว่าไม่ถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนอย่างไร ทั้งไม่ปรากฏจากทางนำสืบของจำเลยทั้งสิบสามว่า เจ้าพนักงานฝ่ายพระราชอาณาจักรเคยเข้าปกครองรักษาวัดโคกตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์

รัตนโกสินทร์ศก 121 มาตรา 8 นอกจากนี้ยังได้ความจากนายสมชายพยานโจทก์ซึ่งเป็นหัวหน้าสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพระนครศรีอยุธยาว่า ไม่ปรากฏชื่อวัดโคกอยู่ในทะเบียนวัดร้างของจังหวัด จึงมีเหตุน่าเชื่อว่า วัดโคกเป็นวัดร้างที่รวมเข้ากับวัดโจทก์ก่อนที่จะมีพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ รัตนโกสินทร์ศก 121 ออกมาใช้บังคับ การรวมวัดโคกเข้ากับวัดโจทก์จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการรวมวัดที่ไม่ชอบหรือขัดต่อกฎหมายที่ดิน วัดโคกที่รวมเข้ากับวัดโจทก์จึงย่อมเป็นศาสนสมบัติของโจทก์มิใช่ศาสนสมบัติกลาง ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของกรมการศาสนาที่จะดูแลรักษาและจัดการ โจทก์ชอบที่จะขอออกโฉนดครอบคลุมที่ดินทั้งหมดอันเป็นศาสนสมบัติของตนได้

ส่วนที่จำเลยทั้งสิบสามมีนายชาญพิบูณย์ นิติกรของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มาเบิกความเป็นพยานว่า พยานตรวจไม่พบว่ามีมติของมหาเถรสมาคมที่ให้รวมวัดโคกเข้ากับวัดโจทก์นั้น เห็นว่า มหาเถรสมาคมเป็นสถาบันที่เพิ่งบัญญัติให้มีขึ้นตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 คำเบิกความของพยานจำเลยปากนี้จึงไม่อาจบ่งชี้ว่าวัดโคกมิได้รวมเข้ากับวัดโจทก์ นายกรีพล พยานจำเลย ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของสำนักงานที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยาก็เบิกความว่า การถือครองที่ดินตามโฉนดที่ดินที่ทางราชการออกให้แก่โจทก์ถือว่าถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนพยานจำเลยปากอื่นไม่อยู่ในฐานะที่จะยืนยันความไม่ถูกต้องของการออกโฉนดที่ดินดังกล่าวได้ พยานหลักฐานที่จำเลยทั้งสิบสามนำสืบมาจึงยังไม่พอหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ซึ่งนำสืบด้วยเอกสารมหาชน ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า

โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินที่จำเลยทั้งสิบสามปลูกบ้านพักอาศัย ทั้งการฟ้องคดีเพื่อขับไล่ผู้ที่อยู่ในที่ดินของวัดโดยละเมิดก็หาได้อยู่ในบังคับที่จะต้องได้รับความเห็นชอบจากกรมการศาสนาหรือได้รับอนุมัติจากมหาเถรสมาคมตามกฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ.2511) ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ดังที่จำเลยทั้งสิบสามฎีกาไม่ โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสิบสามและเรียกค่าเสียหาย ปัญหาต่อไปตามฎีกาของจำเลยทั้งสิบสามมีว่า โจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่ จำเลยทั้งสิบสามฎีกาว่า โจทก์จะต้องนำสืบให้เห็นว่าโจทก์ได้รับความเสียหายอย่างไร จำนวนเท่าใด ศาลจึงจะกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ได้โดยชอบ เห็นว่า โจทก์นำสืบไว้แล้วว่าประสงค์จะนำที่ดินบริเวณที่จำเลยทั้งสิบสามปลูกบ้านพักอาศัยไปจัดสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรม

ขยายโรงเรียนวัดพนัญเชิง และสร้างเขื่อนด้านที่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา การที่จำเลยทั้งสิบสามยังคงอยู่ในที่ดินของโจทก์ย่อมเป็นการขัดขวางและทำให้การดำเนินการตามความประสงค์ของโจทก์ต้องล่าช้าออกไป ซึ่งเห็นได้อยู่ในตัวแล้วว่าโจทก์ได้รับความเสียหาย ทั้งโจทก์ยังนำสืบอ้างว่าอาจนำที่ดินไปให้ผู้อื่นเช่าได้เดือนละ 3,000 บาท ถึง 5,000 บาท ต่อราย ศาลจึงชอบที่จะกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์โดยพิจารณาถึงข้ออ้างของโจทก์ดังกล่าวได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาให้ขับไล่จำเลยทั้งสิบสามและให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสิบสามทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง จำเลยทั้งสิบสามต่างคนต่างเป็นจำเลยในแต่ละสำนวนที่ถูกโจทก์ฟ้องเท่านั้น มิได้เป็นจำเลยในสำนวนอื่นที่ได้รวมพิจารณาเข้าด้วยกัน การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาใหจำเลยทั้งสิบสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยมิได้สั่งแยกเป็นรายสำนวน จึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างในฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสิบสามสำนวนแต่ละคนใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์เป็นรายสำนวน โดยกำหนดค่าทนายความสำนวนละ 1 ใน 13 ของเงิน 3,000 บาท ซึ่งศาลชั้นต้นกำหนดให้เป็นค่าทนายความรวมทุกสำนวน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และให้จำเลยทั้งสิบสามสำนวนแต่ละคนใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์สำนวนละ 1,500 บาท

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์ · ชาลี ทัพภวิมล · คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้