Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 493/2510

พ.ศ. 2510 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 3 มิได้โต้แย้งมาโดยชัดแจ้งว่าที่ศาลล่างฟังข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของพยานบุคคลและพยานเอกสารของโจทก์ว่า ส. และจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของโจทก์ในการลงชื่อซื้อที่ดินพิพาทนั้น และความจริง ส. และจำเลยที่ 1 มิได้ลงชื่อในโฉนดในฐานะตัวแทนของโจทก์ดังที่ศาลล่างฟังมา ดังนี้ จึงไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะฟังเป็นอย่างอื่น การที่โจทก์สืบพยานบุคคลว่าผู้มีชื่อในโฉนดเป็นตัวแทนของโจทก์ นั้น หาได้สืบในข้อพิพาทระหว่างคู่สัญญาซื้อขายที่ดินซึ่งกฎหมายบังคับให้ทำเป็นหนังสือตามความหมายในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 นั้นไม่ แต่เป็นการสืบพยานในข้อพิพาทระหว่างโจทก์จำเลย ในกรณีตัวแทนอีกส่วนหนึ่ง จึงมิใช่การนำสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสารที่กฎหมายบังคับให้ทำเป็นหนังสือแต่ประการใด ถ้าหากเป็นคดีมีข้อพิพาทในหนี้ตามสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์โดยอาศัยสัญญาตัวแทนเป็นมูลกรณี ก็อยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 798 ที่จะต้องมีหนังสือตั้งตัวแทนเพราะสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 798 มิได้ใช้บังคับในกรณีที่ตัวการตัวแทนพิพาทกันตามสัญญาตัวแทนโดยเฉพาะเพราะตัวการตัวแทนผูกพันกันตามสัญญาตัวแทนอีกส่วนหนึ่งต่างหากจากสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ไม่ได้อาศัยหนี้ตามสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่ต้อง ทำเป็นหนังสือเป็นข้อผูกพันอันเป็นมูลฟ้องแต่ประการใดเลย ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 97(5) กฎหมายใช้คำว่า 'กรรมการ' มิได้ใช้คำว่า 'คณะกรรมการ' ดังนั้น เมื่อได้ความว่าโจทก์เป็นบริษัทจำกัด มีคนต่างด้าวคนหนึ่งเป็นกรรมการรวมอยู่ด้วย จึงย่อมหมายถึงกรรมการคนใดคนหนึ่ง ไม่หมายความว่ากรรมการทุกคนต้องเป็นคนต่างด้าวโจทก์จึงอยู่ในข่ายที่จะมีสิทธิในที่ดินได้เสมือนคนต่างด้าวตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 86 แม้การที่โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทเป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 86 ผลของข้อห้ามนี้มีอย่างไรนั้น ยังมีบทบัญญัติต่อไปในมาตรา 94 ว่าบรรดาที่ดินที่คนต่างด้าวได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ได้รับอนุญาตให้คนต่างด้าวนั้นจัดการจำหน่ายภายในเวลาที่อธิบดีกำหนดให้ ฯลฯ ถ้าไม่จำหน่ายที่ดินภายในเวลาที่กำหนดให้อธิบดีมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้น และให้นำบทบัญญัติเรื่องการบังคับจำหน่ายที่ดินตามความในหมวด 3 มาใช้บังคับโดยอนุโลมดังนี้เป็นที่เห็นได้ว่า กฎหมายมิได้ถือว่าการได้ที่ดินมาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เช่น โดยการซื้อขายนั้น ไม่มีผลใด ๆ เสียเลย แม้คนต่างด้าวจะไม่สามารถถือและใช้สิทธิในที่ดินนั้นได้อย่างเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยบริบูรณ์ แต่กฎหมายก็ยังบัญญัติให้จำหน่ายที่ดินนั้นเสียตามกำหนดเวลาที่อธิบดีมีคำสั่ง มิฉะนั้นอธิบดีจะจัดการจำหน่ายเองตามวิธีการที่กฎหมายบังคับไว้ (อ้างฎีกาที่ 499/2500) ซึ่งคนต่างด้าวจะได้รับค่าที่ดินคืนไป เมื่อประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 97(5) ได้ยกเลิกไปแล้วโดยที่อธิบดีก็มิได้สั่งให้โจทก์จำหน่ายที่ดินซึ่งมีผู้ถือกรรมสิทธิ์ไว้แทนโจทก์ จึงไม่มีเหตุผลอย่างใดที่จะวินิจฉัยว่าโจทก์ถือกรรมสิทธิ์ที่พิพาทไม่ได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องเป็นใจความว่า นายสหัท มหาคุณ ขอให้ธนาคารโจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ 1676, 1706 ตำบลวัดพระยาไกร (บ้านทวาย) อำเภอยานนาวา (บางรัก) พระนคร เนื้อที่ 21 ไร่ 2 งาน 45 วา ซึ่งนายสหัทรับซื้อจากพระองค์เจ้าวรานนท์ธวัช โดยคิดราคา 18,000,000 บาท ธนาคารโจทก์ได้ตกลงซื้อที่ดินดังกล่าวซึ่งโฉนดยังเป็นชื่อพระองค์เจ้าวรานนท์ธวัชและได้จดทะเบียนโอนโฉนดเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2500 โจทก์ชำระเงิน 18,000,000 บาท และค่าโอน 105,540 บาทแล้ว การซื้อที่ดินนี้โจทก์ใส่ชื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการของโจทก์และจำเลยที่ 1 ภริยาเป็นผู้ซื้อในสัญญาขายที่ดินและในโฉนดในฐานะตัวแทนถือกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแทนโจทก์

เพราะขณะนั้นโจทก์มีบุคคลต่างด้าวเป็นกรรมการอยู่ไม่สามารถรับโอนที่พิพาทมาเป็นชื่อของธนาคารโจทก์ได้และใส่ชื่อจำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์แทนด้วย เพราะเนื้อที่เกินที่จอมพลสฤษดิ์มีชื่อคนเดียวได้ โจทก์ได้ยึดถือครอบครองที่ดินตั้งแต่แรก และได้จัดการให้เช่าเก็บผลประโยชน์ จัดการทุกอย่างโดยจอมพลสฤษดิ์กับจำเลยที่ 1 มิได้เกี่ยวข้องด้วย จอมพลสฤษดิ์ถึงอสัญกรรม โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวและภริยาเป็นทายาทจดทะเบียนโอนที่ดินคืน จำเลยที่ 1 ที่ 2 ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก และได้มีคำสั่งตาม มาตรา 17 แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรให้ทรัพย์สินในกองมรดกจอมพลสฤษดิ์และจำเลยที่ 1 ตกเป็นของรัฐ ขอให้ศาลพิพากษาแสดงว่าที่ดินโฉนดที่ 1676 และ 1706 ดังกล่าวรวมทั้งสิ่งปลูกสร้างราคา 24,000,000 บาท เป็นกรรมสิทธิ์ ของโจทก์ ให้ถอนชื่อจอมพลสฤษดิ์และจำเลยที่ 1 ออกจากโฉนดดังกล่าวและใส่ชื่อธนาคารโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์

ถ้าทำไม่ได้ให้เอาเงินกองมรดกชดใช้แก่โจทก์ 24,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การว่า ที่ดินทั้งสองโฉนดโจทก์ซื้อไว้ จำเลยที่ 1 และจอมพลสฤษดิ์ลงชื่อในโฉนดในฐานะตัวแทนโจทก์ แต่รัฐบาลมีคำสั่งห้ามโอน จำเลยจึงโอนคืนให้โจทก์ไม่ได้ กองมรดกไม่ต้องรับผิดผู้ขายที่ดินต้องคืนเงินแก่โจทก์จำเลยที่ 2 ให้การว่า ทรัพย์สินของจอมพลสฤษดิ์ตกเป็นของรัฐตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี จำเลยจึงหมดอำนาจในฐานะผู้จัดการมรดกไม่มีมูลที่จะฟ้องจำเลยศาลชั้นต้นมีคำสั่งเรียกกระทรวงการคลังเข้ามาในคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1)กระทรวงการคลังจำเลยที่ 2 ให้การว่า ที่พิพาทจอมพลสฤษดิ์เป็นผู้ซื้อ โจทก์มิได้เป็นผู้ซื้อ นายพักตร์ หงษ์ทอง

ผู้รับมอบอำนาจจากจอมพลสฤษดิ์จดทะเบียนซื้อมิได้ซื้อแทนคนต่างด้าวหรือผู้ใดอื่น หากโจทก์จะจัดการก็จัดการให้แก่จอมพลสฤษดิ์และจำเลยที่ 1 โจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์ต้องห้ามมิให้มีที่ดิน เว้นแต่เพื่อใช้ดำเนินกิจธุระของธนาคารหรือสำหรับพนักงานธนาคาร ตามพระราชบัญญัติธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2488 มาตรา 11 พ.ศ. 2505 มาตรา 12(5) ตามฟ้องปรากฏว่าโจทก์มีคนต่างด้าวเป็นกรรมการ ต้องห้ามมิให้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 โจทก์ไม่มีอำนาจเรียกคืนทรัพย์หรือราคาทรัพย์ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า จอมพลสฤษดิ์และจำเลยที่ 1 มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่พิพาทในฐานะตัวแทนโจทก์ พิพากษาว่าที่ดินโฉนดที่ 1676 และ 1706 ตำบลวัดพระยาไกร (บ้านทวาย)

อำเภอยานนาวา (บางรัก) จังหวัดพระนคร รวมทั้งสิ่งปลูกสร้างเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ให้จำเลยโอนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 ไม่ขัดข้องที่จะโอนที่พิพาท จึงไม่บังคับให้กองมรดกจอมพลสฤษดิ์ใช้ค่าเสียหาย ให้ยกคำขอข้อนี้หากปรากฏว่าจำเลยคนใดต้องรับผิดในการโอนที่พิพาท ก็ไม่ตัดสิทธิที่โจทก์จะดำเนินคดีกับจำเลยคนนั้นใหม่จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องกับศาลชั้นต้น เว้นแต่ในข้อที่โจทก์ขอให้ลงชื่อโจทก์ในโฉนดศาลอุทธรณ์เห็นว่า ในขณะที่ซื้อที่พิพาท กรรมการของโจทก์คนหนึ่งเป็นคนต่างด้าวตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 97 จะมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้โดยสนธิสัญญา และได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีโจทก์มิได้ปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าวนี้

โจทก์จึงไม่มีสิทธิในที่ พิพาท แม้ต่อมากฎหมายส่วนนี้จะถูกยกเลิกก็ไม่เป็นเหตุให้การกระทำที่ต้องห้ามกลับมีผลขึ้นได้ พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อที่ขอให้ศาลแสดงหรือลงชื่อโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินสองโฉนดพร้อมด้วยสิ่งปลูกสร้างนั้นเสีย นอกจากที่แก้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์และจำเลยที่ 3 ฎีกาศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยที่ 3 มิได้โต้แย้งมาโดยชัดแจ้งเลยว่า ที่ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของพยานบุคคลและพยานเอกสารของโจทก์ จอมพลสฤษดิ์ และจำเลยที่ 1 มิได้ลงชื่อในโฉนดในฐานะตัวแทนของโจทก์ ดังที่ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงมาดังนี้ ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะฟังเป็นอย่างอื่น จำเลยที่ 3 คงโต้แย้งในฎีกาว่า โจทก์สืบพยานบุคคลไม่ได้เพราะเป็นการแก้ไขเอกสาร เช่น โฉนดและสัญญาซื้อขายที่จดทะเบียนว่าจอมพลสฤษดิ์และจำเลยที่ 1 เป็นผู้ซื้อที่พิพาท

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่าการที่โจทก์สืบพยานบุคคลว่าผู้มีชื่อในโฉนดเป็นตัวแทนของโจทก์นั้น หาได้นำสืบในข้อพิพาทระหว่างคู่สัญญาซื้อขายที่ดินซึ่งกฎหมายบังคับให้ทำเป็นหนังสือตามความหมายในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 นั้นไม่ แต่เป็นการสืบพยานในข้อพิพาทระหว่างโจทก์จำเลยในกรณีตัวแทนอีกส่วนหนึ่ง จึงมิใช่การนำสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสารที่กฎหมายบังคับให้ทำเป็นหนังสือแต่ประการใด ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า การตั้งตัวแทนระหว่างโจทก์และจอมพลสฤษดิ์กับจำเลยที่ 1 มิได้ทำเป็นหนังสือ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 798 นั้น

ศาลฎีกาเห็นว่าถ้าคดีมีข้อพิพาทในหนี้ตามสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ โดยอาศัยตัวแทนเป็นมูลกรณีนั้น ก็อยู่ในบังคับของมาตรา 798 ที่จะต้องมีหนังสือตั้งตัวแทน เพราะสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่ศาลฎีกาเห็นว่า มาตรา 798 นี้ มิได้ใช้บังคับในกรณีที่ตัวการตัวแทนพิพาทกันตามสัญญาตัวแทนโดยเฉพาะ เพราะตัวการตัวแทนผูกพันกันตามสัญญา ตัวแทนอีกส่วนหนึ่งต่างหากจากสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ไม่ได้อาศัยหนี้ตามสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องทำเป็นหนังสือเป็นข้อผูกพันอันเป็นมูลฟ้องแต่ประการใดเลยเกี่ยวกับประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 97(5) ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะซื้อขายที่พิพาทความว่า

นิติบุคคลใดในมาตรานี้ที่ผู้จัดการหรือกรรมการเป็นคนต่างด้าว มีสิทธิในที่ดินได้เสมือนคนต่างด้าวนั้นกฎหมายใช้คำว่า "กรรมการ" มิได้ใช้คำว่า "คณะกรรมการ" ได้ความว่าโจทก์เป็นบริษัทจำกัด มีคนต่างด้าวโจทก์จึงอยู่ในฐานะที่จะมีสิทธิในที่ดินได้เสมือนคนต่างด้าวตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 86 ถึงแม้การที่โจทก์ซื้อที่พิพาทเป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 86 ผลของข้อห้ามมีอย่างไรนั้น มีบทบัญญัติต่อไปใน มาตรา 94 ว่า บรรดาที่ดินที่คนต่างด้าวได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ได้รับอนุญาต ให้คนต่างด้าวนั้นจัดการจำหน่ายภายในเวลาที่อธิบดีกำหนดให้ ฯลฯ ถ้าไม่จำหน่ายที่ดินภายในเวลาที่กำหนดให้อธิบดีมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้น และได้นำบทบัญญัติในเรื่องการบังคับจำหน่ายที่ดินตามความในหมวด 3 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ดังนี้เป็นที่เห็นได้ว่ากฎหมายมิได้ถือว่าการได้ที่ดินมาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เช่น โดยการซื้อขายดังกล่าวแล้วนั้น ไม่มีผลใด ๆ เสียเลย แม้คนต่างด้าวจะไม่สามารถถือและใช้สิทธิในที่ดินนั้นได้อย่างเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยบริบูรณ์แต่กฎหมายก็ยังบัญญัติให้คนต่างด้าวจำหน่ายที่ดินนั้นเสียตามกำหนดเวลาที่อธิบดีมีคำสั่ง มิฉะนั้นอธิบดีจะจัดการจำหน่ายเองตามวิธีการที่กฎหมายบังคับไว้ (ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 499/2500) ซึ่งคนต่างด้าวจะได้รับค่าที่ดินคืนไป ในคดีนี้ได้ความต่อไปว่า บัดนี้ มาตรา 97(5) ได้ยกเลิกไปแล้ว โดยที่อธิบดีก็มิได้สั่งให้โจทก์จำหน่ายที่ดินซึ่งมีผู้ถือกรรมสิทธิ์ไว้แทนโจทก์ จึงไม่มีเหตุผลอย่างใดที่จะวินิจฉัยว่าโจทก์ถือกรรมสิทธิ์ที่พิพาท ณ บัดนี้ไม่ได้ที่ศาลอุทธรณ์ไม่ให้ลงชื่อโจทก์ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่พิพาทนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยพิพากษาแก้ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นทุกประการ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
จิตติ ติงศภัทิย์ · สุทิน เกษคุปต์ · ลออง จุลกะเศียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้