Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4899/2551

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ทั้งสองฟ้องขับไล่จำเลยโดยบรรยายฟ้องว่า สัญญาเช่าที่จำเลยเช่าอาคารพิพาทจากโจทก์ทั้งสองได้ครบกำหนดระยะเวลาการเช่าแล้ว โจทก์ทั้งสองไม่ประสงค์ให้จำเลยเช่าอยู่อีกต่อไป จึงฟ้องขับไล่จำเลย ขอให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างและค่าเสียหาย ส่วนจำเลยให้การว่า สัญญาเช่าระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยมีข้อตกลงเช่ากันเป็นเวลา 20 ปี จำเลยไม่ได้ค้างชำระค่าเช่า สัญญาเช่ายังไม่ครบกำหนด ประเด็นข้อพิพาทข้อแรกจึงมีว่า ในขณะที่โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องคดีนี้นั้น สัญญาเช่าอาคารพิพาทระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยครบกำหนดระยะเวลาการเช่าแล้วหรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์ให้เหตุผลในคำวินิจฉัยโดยยกข้อต่อสู้ของจำเลยในทำนองที่ว่า หากฟังได้ตามข้อต่อสู้ของจำเลยว่ามีสิทธิเช่าอาคารพิพาทจากโจทก์ทั้งสองได้ 20 ปี นับจากวันทำสัญญาก็ตามขณะที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาอยู่ระยะเวลาการเช่าก็ครบกำหนดแล้ว เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่ประสงค์จะให้จำเลยเช่าอีกต่อไป จำเลยจึงต้องออกจากอาคารพิพาทนั้น จึงเป็นการวินิจฉัยโดยใช้ระยะเวลาในการตั้งสิทธิเรียกร้องของโจทก์ทั้งสองและข้อต่อสู้ของจำเลยไม่ตรงกับเหตุในคดี แต่เพื่อมิให้คดีต้องล่าช้าออกไปเกินสมควร เนื่องจากข้อเท็จจริงในคดีพอวินิจฉัยได้ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวไปโดยไม่ต้องย้อนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอีก ข้อตกลงที่จะยินยอมให้โจทก์ทั้งสองระบุจำนวนค่าเช่าให้ต่ำกว่าความเป็นจริงเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีเงินได้ซึ่งเป็นหน้าที่ของพลเมืองไทยตามกฎหมายนั้น ย่อมเป็นข้อตกลงที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน จำเลยจึงไม่อาจยกข้อตกลงดังกล่าวขึ้นอ้างเพื่อเป็นข้อต่อสู้ในคดีได้ แม้โจทก์ทั้งสองจะมิได้มาเบิกความหักล้างข้อต่อสู้ของจำเลยดังกล่าวก็ตาม จำเลยและสามีเช่าอาคารพิพาทเพื่อทำเป็นห้องอาหารและห้องเล่นสนุกเกอร์ แม้จะใช้เงินลงทุนปรับปรุงอาคารถึง 7,000,000 บาท แต่ก็เป็นการลงทุนปรับปรุงอาคารเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจของจำเลยและสามีเองยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา เมื่อสัญญาเช่าตามฟ้องครบกำหนดระยะเวลาและโจทก์ทั้งสองไม่ประสงค์ให้จำเลยเช่าต่อไปแล้ว การอยู่ในอาคารพิพาทต่อมาของจำเลยจึงเป็นการละเมิดโจทก์ทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างและค่าเสียหายนับแต่วันผิดสัญญาถึงวันฟ้องและนับจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากอาคารพิพาทตามคำขอของโจทก์ทั้งสองนั้นชอบแล้ว

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท จำเลยทำสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์ดังกล่าวจากโจทก์ทั้งสองมีกำหนดระยะเวลา 1 ปี ตกลงค่าเช่าในอัตราเดือนละ 20,000 บาท กำหนดชำระค่าเช่าภายในวันที่ 1 ของทุกเดือนครบกำหนดระยะเวลาการเช่าแล้ว จำเลยค้างชำระค่าเช่าตั้งแต่งวดวันที่ 1 มีนาคม 2545 ถึงงวดวันที่ 1 มิถุนายน 2545 เป็นเงิน 80,000 บาท โจทก์ทั้งสองไม่ประสงค์ให้จำเลยเช่าอีกต่อไปจึงมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างชำระและให้ออกจากอาคารพิพาท จำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าวแล้วเพิกเฉย การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกจากอาคารพิพาทและห้ามมิให้มาเกี่ยวข้อง ให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างชำระจำนวน 80,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสองจำนวน 200,000 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 50,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากอาคารพิพาท

จำเลยให้การว่า จำเลยทำสัญญาเช่าอาคารพิพาทจากโจทก์ที่ 1 ตั้งแต่ปี 2528 ค่าเช่าในอัตราเดือนละ 50,000 บาท แต่เนื่องจากโจทก์ที่ 1 ต้องการหลีกเลี่ยงภาษีจึงระบุอัตราค่าเช่าไว้ในสัญญา 20,000 บาท หากจำเลยตกลง โจทก์ที่ 1 ยินยอมให้จำเลยเช่าอาคารพิพาทเป็นระยะเวลา 20 ปี โดยจะต่อสัญญาเช่าให้ทุกปี จำเลยยินยอมและลงทุนตกแต่งอาคารพิพาททั้งหมดเป็นจำนวนเงิน 7,000,000 บาท จำเลยชำระค่าเช่าให้โจทก์ที่ 1 ทุกเดือน 50,000 บาท ไม่เคยผิดนัดและโจทก์ที่ 1 ออกใบเสร็จรับเงินระบุค่าเช่าเดือนละ 20,000 บาท ต่อมาประมาณปลายปี 2544 โจทก์ที่ 1 มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างชำระทั้งที่จำเลยชำระค่าเช่าให้โจทก์ทั้งสองทุกเดือนไม่เคยผิดนัด

ต่อมาเดือนมกราคม 2545 โจทก์ที่ 1 มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าแก่จำเลยต่อศาลชั้นต้นซึ่งได้มีคำพิพากษายกฟ้อง โจทก์ที่ 1 ไม่อุทธรณ์แต่กลับมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ทั้ง ๆ ที่ทราบดีแล้วว่ายังเหลือระยะเวลาการเช่าอีก 3 ปี ค่าเสียหายที่โจทก์ทั้งสองเรียกมาเกินความเป็นจริง โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหาย อีกทั้งก่อนฟ้องโจทก์ทั้งสองไม่เคยบอกกล่าวทวงถามเป็นหนังสืออันจะทำให้จำเลยได้ใช้สิทธิโต้แย้ง โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยและบริวารออกไปจากอาคารพิพาท ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 280,000 บาท และอีกเดือนละ 50,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 18 พฤศจิกายน 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากอาคารดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...

พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์นั้นปรากฏว่าครบกำหนดระยะเวลาตามสัญญาเช่าในวันที่ 30 มิถุนายน 2548 ตามข้อต่อสู้ของจำเลยแล้ว เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่ประสงค์ให้จำเลยเช่าต่อไป จึงพิพากษาขับไล่จำเลย เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องขับไล่จำเลยโดยบรรยายฟ้องว่า สัญญาเช่าที่จำเลยเช่าอาคารพิพาทจากโจทก์ทั้งสองได้ครบกำหนดระยะเวลาการเช่าแล้ว โจทก์ทั้งสองไม่ประสงค์ให้จำเลยเช่าอยู่อีกต่อไปจึงฟ้องขับไล่จำเลย ขอให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างและค่าเสียหาย ส่วนจำเลยให้การต่อสู้คดีว่า สัญญาเช่าระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยมีข้อตกลงเช่ากันเป็นเวลา 20 ปี

จำเลยชำระค่าเช่าให้โจทก์ทั้งสองทุกเดือน ไม่ได้ค้างชำระค่าเช่า สัญญาเช่ายังไม่ครบกำหนด จำเลยมีสิทธิเช่าอยู่ต่อไป ประเด็นข้อพิพาทข้อแรกจึงมีว่าในขณะที่โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องคดีนี้นั้น สัญญาเช่าอาคารพิพาทระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยครบกำหนดระยะเวลาการเช่าแล้วหรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์ให้เหตุผลในคำวินิจฉัยโดยยกข้อต่อสู้ของจำเลยในทำนองที่ว่าหากฟังได้ตามข้อต่อสู้ของจำเลยว่ามีสิทธิเช่าอาคารพิพาทจากโจทก์ทั้งสองได้ 20 ปี นับจากวันทำสัญญาในปี 2528 ก็ตาม ขณะที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาอยู่ ระยะเวลาการเช่าก็ได้ครบกำหนดแล้ว เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่ประสงค์จะให้จำเลยเช่าอีกต่อไป จำเลยจึงต้องออกจากอาคารพิพาทนั้น จึงเป็นการวินิจฉัยโดยใช้ระยะเวลาในการตั้งสิทธิเรียกร้องของโจทก์ทั้งสองและข้อต่อสู้ของจำเลยไม่ตรงกับเหตุในคดี

ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น แต่เพื่อมิให้คดีต้องล่าช้าออกไปเกินสมควรเนื่องจากข้อเท็จจริงในคดีพอวินิจฉัยชี้ขาดได้ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวไปโดยไม่ต้องย้อนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอีก คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า สัญญาเช่าระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาหรือไม่ จากคำเบิกความของจำเลยสัญญาเช่าอาคารพิพาทที่จำเลยอ้างว่ามีข้อตกลงให้จำเลยเช่าอาคารพิพาทได้ 20 ปี นั้น คือสำเนาเอกสาร "หนังสือสัญญาเช่าตึกแถว ห้องแถว ตามประมวลกฎหมายใหม่" ลงวันที่ 26 มิถุนายน 2528 ระหว่างโจทก์ทั้งสองกับนายสุเทพ สามีของจำเลยที่อ้างส่งท้ายคำเบิกความของนายธีระ

จำนวน 3 แผ่น แทรกอยู่ระหว่างเอกสาร โดยสัญญาดังกล่าวเป็นเอกสารแผ่นที่ 3 ในเอกสารฉบับนี้ระบุระยะเวลาการเช่าไว้เพียง 10 ปี นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2528 ดังนั้น จากเอกสารดังกล่าวสัญญาเช่าจึงครบกำหนดเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2538 ซึ่งทั้งนายธีระพยานโจทก์ทั้งสองและจำเลยต่างเบิกความตรงกันว่าหลังจากที่นายสุเทพสามีของจำเลยถึงแก่ความตายในปี 2535 แล้ว จำเลยยังคงเช่าอาคารพิพาทอยู่ต่อมาจนครบระยะเวลาในปี 2538 หลังจากนั้นตั้งแต่ปี 2539 เรื่อยมา โจทก์ทั้งสองยังคงทำสัญญาให้จำเลยเช่าอาคารพิพาทต่ออีกในลักษณะเป็นรายปี จนมาถึงสัญญาเช่าครั้งสุดท้ายในปี 2544 เห็นว่า ไม่มีข้อความใดๆ ในสัญญาเช่าดังกล่าว ระบุให้เห็นได้ว่าเป็นการเช่าที่มีกำหนดระยะเวลา 20 ปี

คงเป็นเพียงคำเบิกความลอยๆ ของจำเลยว่าความจริงแล้วค่าเช่าที่จำเลยชำระให้โจทก์ทั้งสองตามสัญญาฉบับนี้คือ 50,000 บาท ต่อเดือน แต่ที่ระบุไว้ในสัญญาเพียง 10,000 บาท ก็เพื่อประโยชน์ของโจทก์ที่ 1 ที่จะทำให้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาน้อยลง และที่ระบุระยะเวลาการเช่าไว้เพียง 10 ปี เพราะโจทก์ที่ 1 มีอายุมากแล้ว ให้ระบุเพียงเท่านั้นก่อน แต่ได้แจ้งให้จำเลยและสามีอยู่ในอาคารพิพาทต่อไปโดยไม่มีกำหนด อีกทั้งข้อตกลงที่จะยินยอมให้โจทก์ทั้งสองระบุจำนวนค่าเช่าให้ต่ำกว่าความเป็นจริงเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีเงินได้ซึ่งเป็นหน้าที่ของพลเมืองไทยตามกฎหมายนั้น ย่อมเป็นข้อตกลงที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน

จำเลยจึงไม่อาจยกข้อตกลงดังกล่าวขึ้นอ้างเพื่อเป็นข้อต่อสู้ในคดีได้ แม้โจทก์ทั้งสองจะมิได้มาเบิกความหักล้างข้อต่อสู้ของจำเลยดังกล่าวก็ตาม จำเลยและสามีเช่าอาคารพิพาทเพื่อทำเป็นห้องอาหาร และห้องเล่นสนุกเกอร์แม้จะใช้เงินลงทุนปรับปรุงอาคารถึง 7,000,000 บาท แต่ก็เห็นได้ว่าเป็นการลงุทนปรับปรุงอาคารเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจของจำเลยและสามีเองยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาจนทำให้น่ารับฟังว่ามีข้อตกลงให้จำเลยและสามีเช่าอาคารพิพาทเป็นเวลา 20 ปี นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2528 ดังข้อต่อสู้ของจำเลยแต่อย่างใด ที่ศาลชั้นต้นรับฟังว่าสัญญาเช่าอาคารพิพาทดังกล่าวเป็นสัญญาเช่าต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดานั้น

ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายคือจำเลยต้องรับผิดโจทก์ทั้งสองเพียงใด จำเลยเบิกความรับว่าเนื่องจากเคยพิพาทเป็นคดีกับโจทก์ทั้งสองในเรื่องสัญญาเช่าอาคารพิพาทมาก่อนในระหว่างอายุการเช่าสัญญาตามฟ้อง จำเลยไม่เคยชำระค่าเช่าตั้งแต่โจทก์ฟ้องคดีดังกล่าวเพราะไม่ทราบว่าจะชำระที่ไหน อย่างไรนอกจากนี้จำเลยยังเบิกความว่าความจริงจำเลยชำระค่าเช่าให้โจทก์ทั้งสองเดือนละ 50,000 บาท มิใช่ 20,000 บาท ตามสัญญา ดังนั้น เมื่อสัญญาเช่าตามฟ้องครบกำหนดระยะเวลาและโจทก์ทั้งสองไม่ประสงค์ให้จำเลยเช่าต่อไปแล้ว การอยู่ในอาคารพิพาทต่อมาของจำเลยจึงเป็นการละเมิดโจทก์ทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างตามสัญญารวม 4 เดือน เป็นเงิน 80,000 บาท และค่าเสียหายอีกเดือนละ 50,000 บาท นับแต่วันผิดสัญญาถึงวันฟ้องเป็นระยะเวลา 4 เดือน เป็นเงิน 200,000 บาท และนับจากวันฟ้องไปอีกเดือนละ 50,000 บาท จนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากอาคารพิพาทตามคำขอของโจทก์ทั้งสองนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
บุญรอด ตันประเสริฐ · เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์ · สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้