Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4898/2555

พ.ศ. 2555 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยทั้งสองได้รับใบอนุญาตจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศ จำเลยทั้งสองประกาศและรับสมัครคนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศ แล้วเรียกค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายเกินอัตราที่รัฐมนตรีกำหนด และไม่ออกใบรับตามแบบที่อธิบดีกำหนดให้แก่คนหางาน เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 26 และมาตรา 27 วรรคสอง ประกอบมาตรา 47 และการกระทำแต่ละกรรมย่อมเป็นความผิดสำเร็จต่างกรรมกัน สำหรับความผิดตาม พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 36 (1) เป็นบทบังคับให้ผู้รับอนุญาตจัดหางานเพื่อไปทำงานต่างประเทศต้องปฏิบัติ จำเลยทั้งสองจะอ้างว่าไม่มีสัญญาหรือไม่ได้ทำสัญญาจึงไม่มีสัญญาและหลักฐานส่งให้อธิบดีกรมการจัดหางานพิจารณาอนุญาตก่อนไม่ได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 4, 26, 27, 36 (1), 47, 78, 79 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2534 (ที่ถูก พ.ศ.2528) มาตรา 26 วรรคสอง, 27 วรรคสอง, 36 (1), 47, 78, 79 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเรียกค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายเกินอัตราที่รัฐมนตรีกำหนดและไม่ออกใบรับตามแบบที่อธิบดีกำหนด เป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียว จึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทแต่ละบทมีโทษเท่ากัน ลงโทษเรียกค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายเกินอัตราที่รัฐมนตรีกำหนดปรับจำเลยทั้งสองรวม 83,989,500 บาท ฐานไม่จัดส่งสัญญาจัดหางานต่ออธิบดีกรมการจัดหางาน ปรับจำเลยทั้งสองรวม 10,000 บาท

รวมปรับ 83,999,500 บาทหากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 สำหรับจำเลยที่ 1 มิให้กักขังแทนค่าปรับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดสามกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเรียกค่าบริการและค่าใช้จ่ายเกินอัตราที่รัฐมนตรีกำหนด ปรับจำเลยทั้งสองคนละ 41,994,750 บาท ฐานไม่ออกใบรับตามแบบที่อธิบดีกำหนด จำเลยที่ 1 ให้ปรับ 83,989,500 บาท จำเลยที่ 2 ให้จำคุก 1 ปี และฐานไม่จัดส่งสัญญาจัดหางานต่ออธิบดีกรมการจัดหางาน ให้ปรับจำเลยทั้งสองคนละ 5,000 บาท รวมปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 125,989,250 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 1 ปี และปรับ 41,999,750 บาท ถ้าจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังได้ไม่เกิน 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์นำพยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายเข้าเบิกความ พยานโจทก์จำนวนหนึ่งเบิกความยืนยันว่าไปสมัครงานที่สำนักงานของจำเลยที่ 1 ซึ่งตั้งอยู่ที่โรงแรมไทย - ลาว ริเวอร์ไซด์ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย ผู้เสียหายที่เบิกความเป็นพยานโจทก์ถึง 40 ปาก และพยานโจทก์ต่างเบิกความยืนยันว่าสมัครงานกับนางเสมียน นายธาดา และนางอนงค์ และบุคคลทั้งสามร่วมกันและช่วยกันดำเนินการให้พยานโจทก์ไปกู้ยืมเงินและจัดการให้เดินทางไปที่สนามบินกรุงเทพนำเดินทางไปประเทศจอร์แดน การกระทำของบุคคลทั้งสามต่างกระทำโดยเปิดเผยและเป็นที่รับรู้กันทั่วไปของคนหางาน

แม้จำเลยทั้งสองฎีกาอ้างว่า เนื่องจากบุคคลทั้งสามเป็นญาติจึงไม่ได้แจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่บุคคลทั้งสาม แต่การที่จำเลยที่ 2 ได้รู้เห็นการกระทำของบุคคลทั้งสามแล้วแทนที่จะห้ามปรามเพื่อประกาศให้คนหางานที่มาสมัครงานทราบว่าบุคคลทั้งสามไม่ใช่ตัวแทนหรือลูกจ้างของจำเลยที่ 1 บุคคลทั้งสามไม่ได้กระทำการให้จำเลยทั้งสอง การที่จำเลยที่ 2 ยังคงปล่อยให้มีการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นย่อมเป็นการแสดงให้เห็นถึงเจตนาที่แท้จริงของจำเลยที่ 2 ว่าประสงค์ให้บุคคลทั้งสามกระทำการดังกล่าวในสำนักงานของจำเลยที่ 1 และเป็นการกระทำให้แก่จำเลยทั้งสอง ซึ่งเจือสมกับคำเบิกความของนายชิน พยานจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นพนักงานขับรถยนต์ให้แก่นายเทียรว่านายเทียรขอให้พยานพาคนหางานที่จะไปทำงานที่ประเทศจอร์แดนไปขอสินเชื่อ

ไปตรวจสอบที่ดินที่นำมาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการกู้ยืมเงิน และพาคนหางานไปตรวจโรค นายเทียรเป็นกรรมการจำเลยที่ 1 และเป็นสามีจำเลยที่ 2 ได้ใช้ให้นายชิน พยานจำเลยทั้งสองกระทำการเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ต่อผู้เสียหายซึ่งเป็นคนหางานที่มาสมัครงานกับจำเลยที่ 1 ทั้งเมื่อนางเสมียน นายธาดาและนางอนงค์ จะพาคนหางานเดินทางเข้ากรุงเทพมหานครก็จะพาคนหางานมาร่วมรับประทานอาหารที่โรงแรมไทย - ลาว ริเวอร์ไซด์ ซึ่งเป็นสำนักงานของจำเลยที่ 1 ด้วย จำเลยที่ 2 จะมาร่วมรับประทานอาหารและพูดคุยกับผู้เสียหาย และร่วมเดินทางไปส่งผู้เสียหายที่ท่าอากาศยานกรุงเทพ ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงนี้ไว้โดยละเอียดแล้ว ข้ออ้างของจำเลยทั้งสองจึงฟังไม่ขึ้น ข้อเท็จจริงฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยทั้งสองเป็นตัวการผู้กระทำการดังกล่าว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า แม้จำเลยที่ 1 จะเป็นนิติบุคคลและโดยจำเลยที่ 2 ได้รับใบอนุญาตจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศแล้ว แต่การกระทำของจำเลยทั้งสองจะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 26, 27 วรรคสอง, 36 (1) ประกอบมาตรา 47 จะต้องเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ส่งคนหางานเพื่อไปทำงานในประเทศใดประเทศหนึ่งโดยเจาะจงเสียก่อนแล้วหรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยทั้งสองเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศแล้ว ก็จะเป็นที่เชื่อถือของคนหางานที่จะไปทำงานในต่างประเทศ เมื่อจำเลยทั้งสองประกาศและรับสมัครคนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศแล้วเรียกค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายเกินกว่าอัตราที่รัฐมนตรีกำหนด และไม่ออกใบรับตามแบบที่อธิบดีกำหนดให้แก่คนหางาน

ก็เป็นความผิดตามมาตรา 26 และ 27 วรรคสอง ประกอบมาตรา 47 สำเร็จแล้ว ต้องรับโทษตามมาตรา 79 และการกระทำแต่ละกรรมย่อมเป็นความผิดสำเร็จต่างกรรมกันสามารถแยกการกระทำเป็นแต่ละกรรมความผิดสำเร็จ ไม่ใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท สำหรับความผิดตามมาตรา 36 (1) ซึ่งเป็นบทบังคับให้ผู้รับอนุญาตจัดหางานเพื่อไปทำงานต่างประเทศต้องปฏิบัติเพื่อมิให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบผู้หางานจนเกิดความไม่เป็นธรรมอันมีผลกระทบต่อความสงบสุขของประชาชนและความสงบเรียบร้อยของประเทศ เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามแล้วจะอ้างว่าไม่มีสัญญาหรือไม่ได้ทำสัญญาจึงไม่มีสัญญาและหลักฐานส่งให้อธิบดีกรมการจัดหางานพิจารณาอนุญาตก่อนจึงไม่เป็นความผิดนั้น เป็นการตีความกฎหมายเพื่อมิให้มีผลบังคับ

ดังนั้นหากผู้รับอนุญาตจัดหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศไม่ปฏิบัติตามมาตรา 36 (1) ย่อมมีความผิดต้องรับโทษตามมาตรา 78 แล้ว ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยไว้โดยละเอียด ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา มีปัญหาในข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยทั้งสองต่อไปว่า คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 411/2547 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยไว้โดยละเอียด และต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแล้วไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก สำหรับเงินค่าจ้างอัตรา 600 ดอลล่าร์สหรัฐ ที่นำมากำหนดเป็นฐานในการคำนวณอัตราค่าปรับ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยไว้โดยละเอียดต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแล้วเช่นกัน และโทษฐานไม่ออกใบรับตามแบบที่อธิบดีกำหนดนั้น

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดแต่เป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานเรียกค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายเกินอัตราที่รัฐมนตรีกำหนดและได้กำหนดโทษไว้ เมื่อโจทก์อุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าวศาลอุทธรณ์ภาค 4 เห็นว่า เป็นความผิดต่างกรรมกัน ย่อมมีอำนาจกำหนดโทษและลงโทษให้ถูกต้องได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัย และลงโทษจำเลยทั้งสองมานั้นเหมาะสมชอบด้วยกฎหมาย ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาในทุกฐานความผิดแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์ · วัส ติงสมิตร · ธีระพงศ์ จิระภาค
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดหนองคาย - นางอารีย์ โรจน์วัฒนบูลย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายพันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.1754/2551
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ1563/2546
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ1069/2547
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้