Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4885/2536

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์บรรยายฟ้องแจ้งชัดว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ บ้านและที่ดินปลูกบ้าน จำเลยอาศัยในบ้านดังกล่าวและไม่ยอมออกขอบังคับให้จำเลยออกจากบ้านพิพาท เป็นการสมบูรณ์ทั้งสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับ เพราะเมื่อบ้านปลูกอยู่ในที่ดินโจทก์ไม่ว่าส่วนไหนโจทก์ก็ขอให้ขับไล่จำเลยได้โดยไม่จำเป็นจะต้องมีแผนที่พิพาทประกอบอีกว่าบ้านอยู่ส่วนไหนของที่ดิน เนื่องจากแผนที่พิพาทเป็นรายละเอียดที่จะทำหรือนำสืบในชั้นพิจารณาได้ ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม จำเลยฎีกาว่า แม้การยกให้จะไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือแต่จำเลยอยู่ในบ้านดังกล่าวมาโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมาเกิน 30 ปีแล้ว จึงได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์นั้น จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ไว้คดีจึงไม่มีประเด็นว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในบ้านโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ และเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ป. เป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 1 ซึ่งเป็นส่วนควบของที่ดินโฉนดเลขที่ 94123 เจ้าของที่ดินย่อมมีกรรมสิทธิ์ในส่วนควบด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 107 วรรคสองเดิมดังนั้นเมื่อ ป. โอนที่ดินโฉนดดังกล่าวให้แก่ ส.โดยไม่ปรากฏมีเงื่อนไขว่าโอนไปโดยไม่รวมถึงบ้านดังกล่าวก็ต้องถือว่าได้โอนบ้านนั้นด้วย โดยไม่จำเป็นต้องระบุว่าการโอนนั้นให้รวมถึงบ้านด้วยแต่อย่างใด ส. จึงมีสิทธิขายฝากบ้านดังกล่าวนั้นให้แก่โจทก์ได้ โจทก์จึงได้กรรมสิทธิ์ในบ้านดังกล่าวด้วย ส่วนบ้านเลขที่ 2 และ 2/1 ปลูกอยู่ในที่ดินของ ป.บางส่วนอีกทั้งฝ่ายจำเลยมิได้ให้การต่อสู้หรือนำสืบเลยว่าตนเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินของ ป. และใช้สิทธินั้นปลูกบ้านทั้งสองหลังในที่ดินนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 109 เดิม นอกจากนี้ยังได้ความว่าบ้านทั้งสองหลังได้ต่อเติมอย่างถาวรจากบ้านเลขที่ 1 จึงเป็นส่วนควบกับบ้านและที่ดินของ ป. ย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ ป. เมื่อ ป.ยกที่ดินให้ ส.ส. จึงได้กรรมสิทธิ์ในบ้านดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 107 วรรคสองเดิมส. จึงมีสิทธิขายฝากบ้านเลขที่ 2 และ 2/1 ให้ไว้แก่โจทก์ได้และโจทก์ย่อมได้กรรมสิทธิ์ในบ้าน 2 หลังนี้เช่นเดียวกับบ้านเลขที่ 1 ในชั้นอุทธรณ์ ฝ่ายจำเลยอุทธรณ์ในเรื่องค่าเสียหายแต่เพียงว่า จำเลยที่ 8 ถึงที่ 17 อยู่ในบ้านของตนเองโจทก์จึงไม่เสียหายเท่านั้น หาได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่กำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละ 2,000 บาท ต่อหลังสูงเกินไปและไม่ชอบเพราะเหตุใด จึงเป็นอุทธรณ์ที่มิได้ยกข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะอ้างอิงขึ้นกล่าวไว้โดยชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225ที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกขึ้นวินิจฉัยแล้วกำหนดค่าเสียหายของโจทก์ลดลงเหลือหลังละ 500 บาทต่อเดือนจึงเป็นการไม่ชอบและถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย และให้บังคับเรื่องค่าเสียหายไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสามสำนวนนี้เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกันมากับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1881/2529 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกจำเลยทั้งสามสำนวนนี้เป็นจำเลยที่ 8 ถึงที่ 17 ตามลำดับแต่คดีดังกล่าวคู่ความมิได้อุทธรณ์ และคดีเกี่ยวกับจำเลยที่ 16ศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์จึงได้ยุติไปแล้ว คงมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะสามคดีนี้โจทก์ฟ้องทั้งสามสำนวนเป็นใจความว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บ้านเลขที่ 2/1 และบ้านเลขที่ 1 หมู่ที่ 9 และที่ดินที่ตั้งบ้านดังกล่าวโดยโจทก์ซื้อฝากบ้านและที่ดินนั้นจากนายสมใจ กาญจนอุดม และหลุดเป็นของโจทก์จำเลยที่ 8 ที่ 9อาศัยอยู่ในบ้านเลขที่ 2/1 จำเลยที่ 1 ที่ 11 และที่ 12อาศัยอยู่ในบ้านเลขที่ 2 จำเลยที่ 13 ถึงที่ 17 อาศัยอยู่ในบ้านเลขที่ 2 จำเลยที่ 13 ถึงที่ 17 อาศัยอยู่ในบ้านเลขที่ 1จำเลยทั้งหมดขออาศัยอยู่ในบ้านดังกล่าวจากเจ้าของเดิมโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยทั้งหมดอาศัยอยู่ในบ้านดังกล่าวต่อไปและบอกกล่าวให้จำเลยทั้งหมดออกไปแล้ว แต่จำเลยทั้งหมดไม่ยอมออกไป

ขอให้พิพากษาให้จำเลยทั้งหมดและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากบ้านพิพาทและที่ดินโจทก์ส่งมอบบ้านพิพาทและที่ดินแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย และห้ามยุ่งเกี่ยวกับบ้านและที่ดินต่อไปกับให้จำเลยแต่ละสำนวนใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะออกไปจำเลยทั้งสามสำนวนเว้นจำเลยที่ 16 ให้การว่า บ้านเลขที่ 2/1เป็นของจำเลยที่ 8 ที่ 9 บ้านเลขที่ 2 เป็นของจำเลยที่ 10 ที่ 11และที่ 12 บ้านเลขที่ 1 เป็นของจำเลยที่ 13 ที่ 14 ที่ 15 และที่ 17 ไม่ได้ปลูกอยู่ในที่ดินโจทก์ ค่าเสียหายโจทก์คิดมากเกินไปหากมีก็ไม่เกินเดือนละ 200 บาท และฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 16 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 87 ถึงที่ 17 ขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากบ้านพิพาทเลขที่ 1, 2 และ 2/1 หมู่ที่ 9 ของโจทก์ให้จำเลยส่งมอบที่ดินและบ้านพิพาทให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อยและห้ามยุ่งเกี่ยวต่อไป และให้จำเลยที่ 8 ที่ 9 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาท

จำเลยที่ 10 ที่ 11 และที่ 12ร่วมกันใช้ค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาท และจำเลยที่ 13 ถึงที่ 17ร่วมกันใช้ค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาท แก่โจทก์ นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบบ้านและที่ดินพิพาทคืนโจทก์จำเลยที่ 8 ถึงที่ 15 และที่ 17 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 8 ที่ 9 กลุ่มหนึ่ง จำเลยที่ 10 ถึงที่ 12 กลุ่มหนึ่ง และจำเลยที่ 13 ถึงที่ 17 อีกกลุ่มหนึ่ง แต่ละกลุ่มร่วมกันใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละ 500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบบ้านพิพาทคืนโจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ จำเลยที่ 8 ถึงที่ 15 และที่ 17 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จะได้วินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 8 ถึงที่ 15และที่ 17 ก่อน โดยฎีกาประการแรกว่า

ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะโจทก์รับซื้อฝากที่ดินและบ้านพิพาทโดยถือว่าบ้านเป็นส่วนควบกับที่ดิน คดีมีประเด็นเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในตัวบ้าน ฟ้องโจทก์ไม่แสดงแผนที่พิพาทให้จำเลยทราบ จึงเป็นฟ้องที่เคลือบคลุมเห็นว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องแจ้งชัดว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินปลูกบ้าน จำเลยได้อาศัยในบ้านดังกล่าวและไม่ยอมออกขอบังคับให้จำเลยออกจากบ้านพิพาท เป็นการสมบูรณ์ทั้งสภาพแห่งข้อหาข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา และคำขอบังคับ เพราะเมื่อบ้านปลูกอยู่ในที่ดินโจทก์ไม่ว่าส่วนไหน โจทก์ก็ขอให้ขับไล่จำเลยได้โดยไม่จำเป็นจะต้องมีแผนที่พิพาทประกอบอีกว่าบ้านอยู่ส่วนไหนของที่ดิน เนื่องจากแผนที่พิพาทเป็นรายละเอียดที่จะทำหรือนำสืบในชั้นพิจารณาได้

ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุมฎีกาประการที่สองมีว่า บ้านพิพาททั้งสามหลังปลูกในที่ดินโจทก์หรือไม่นั้น เห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าจำเลยข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าบ้านพิพาททั้งสามหลังอยู่ในที่ดินของนายปั้นบางส่วน เมื่อโจทก์ได้รับซื้อฝากจนได้กรรมสิทธิ์โจทก์ย่อมเป็นเจ้าของและมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยได้ฎีกาประการที่สามมีว่า บ้านพิพาททั้งสามหลังเป็นของโจทก์หรือจำเลย ตัวโจทก์เบิกความประกอบเอกสารว่า โจทก์ได้รับซื้อฝากที่ดินและบ้านพิพาททั้งสามหลังจากนายสมใจ นายสมใจเคยขายฝากบ้านพิพาททั้งสามหลังพร้อมที่ดินให้แก่ผู้อื่นมาก่อนที่จะขายฝากให้โจทก์ โจทก์จึงเป็นเจ้าของบ้านพิพาทเพราะได้รับซื้อฝากจากนายสมใจแล้วไม่ได้ไถ่ถอนคืน

ส่วนจำเลยนั้นจำเลยที่ 14 อ้างว่าบ้านเลขที่ 1 นายปั้นบิดาเป็นผู้สร้าง จำเลยที่ 14 อยู่ที่บ้านพิพาทเลขที่ 1 มาตั้งแต่เด็กและนายปั้นยกให้เป็นเรือนหอจำเลยที่ 13 ซึ่งเป็นสามีจำเลยที่ 14 จึงอยู่ด้วยกันที่บ้านหลังดังกล่าวนั้น ปรากฏว่าจำเลยที่ 14 หาได้มีเอกสารหลักฐานใด ๆมานำสืบสนับสนุนไม่ จึงรับฟังไม่ได้ และแม้นายปั้นจะยกบ้านเลขที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 14 จริงก็ตาม แต่เมื่อไม่ได้จดทะเบียนการยกให้ก็ย่อมไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 525 ประกอบมาตรา 1299 ที่จำเลยที่ 14 ฎีกาว่าแม้การยกให้จะไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ แต่จำเลยที่ 14ก็อยู่ในบ้านดังกล่าวมาโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมาเกิน 30 ปีแล้ว จึงได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์นั้น

จำเลยที่ 14 มิได้ให้การต่อสู้ไว้จึงไม่มีประเด็นว่าจำเลยที่ 14 ได้กรรมสิทธิ์ในบ้านเลขที่ 1โดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ และเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นจึงไม่มีประเด็นว่าจำเลยที่ 14 ได้กรรมสิทธิ์ในบ้านเลขที่ 1 โดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ และเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเมื่อนายปั้นเป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 1 ประกอบกับบ้านดังกล่าวเป็นส่วนควบของที่ดินโฉนดเลขที่ 94123 เจ้าของที่ดินย่อมมีกรรมสิทธิ์ในส่วนควบด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 107 วรรคสองเดิม ดังนั้นเมื่อนายปั้นโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 9413 ให้แก่นายสมใจโดยไม่ปรากฏมีเงื่อนไขว่าโอนไปโดยไม่รวมถึงบ้านเลขที่ 1 ก็ต้องถือว่าได้โอนบ้านเลขที่ 1นั้นด้วย โดยไม่จำเป็นต้องระบุว่าการโอนนั้นให้รวมถึงบ้านเลขที่ 1นายสมใจจึงมีสิทธิขายฝากบ้านเลขที่ 1 ให้แก่โจทก์ได้โจทก์ย่อมได้กรรมสิทธิ์ในบ้านดังกล่าว

ส่วนบ้านเลขที่ 2 และ 2/1นั้น จำเลยที่ 8 ที่ 11 และที่ 14 เบิกความว่า บ้านพิพาททั้งสามหลังสร้างมานานประมาณ 40-60 ปี ปลูกอยู่ในที่สาธารณะลักษณะของบ้านมีระเบียงทุกหลังเดินไปมาหากันได้ ตามคำของนางสมพรจำเลยที่ 11 ว่า มารดาของจำเลยที่ 11 เป็นผู้สร้างบ้านเลขที่ 2 ตั้งแต่ก่อนจำเลยที่ 11 เกิด แต่นายศิริจำเลยที่ 8กลับเบิกความว่า บ้านเลขที่ 1 และ 2 เดิมเป็นของนายปั้นจึงทำให้พยานหลักฐานจำเลยไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง เฉพาะอย่างยิ่งที่จำเลยต่อสู้ว่า บ้านเลขที่ 2 บิดามารดาจำเลยที่ 11 เป็นผู้สร้าง แล้วยกให้จำเลยที่ 11 ก็ดี บ้านเลขที่ 2/1 มารดาเป็นผู้ปลูกสร้างแล้วยกให้จำเลยที่ 9 ก็ดี ล้วนแต่ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือมานำสืบสนับสนุนแต่อย่างใด จึงรับฟังเป็นจริงไม่ได้

เมื่อข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่าบ้านเลขที่ 2 และ 2/1 ปลูกอยู่ในที่ดินของนายปั้นบางส่วนดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว ฝ่ายจำเลยมิได้ให้การต่อสู้หรือนำสืบเลยว่าตนเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินของนายปั้นใช้สิทธินั้นปลูกบ้านทั้งสองหลังในที่ดินนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 109 เดิม นอกจากนี้ยังได้ความว่าบ้านทั้งสองหลังได้ต่อเติมอย่างถาวรจากบ้านเลขที่ 1ของนายปั้น เมื่อนายปั้นยกที่ดินให้นายสมใจ นายสมใจจึงได้กรรมสิทธิ์ในบ้านดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 107 วรรคสองเดิม นายสมใจจึงมีสิทธิขายฝากบ้านเลขที่ 2และ 2/1 ให้ไว้แก่โจทก์ได้ และโจทก์ย่อมได้กรรมสิทธิ์ในบ้าน 2 หลังนี้เช่นเดียวกับบ้านเลขที่ 1 ดังได้วินิจฉัยมาแล้วที่ศาลล่างทั้งสองให้จำเลยที่ 8 ถึงที่ 17 ขนย้ายทรัพย์สินออกจากบ้านพิพาทแต่ละหลังดังกล่าวนั้นชอบแล้วสำหรับเรื่องค่าเสียหายที่โจทก์ฎีกาว่า ที่ดินและบ้านพิพาทควรมีผลประโยชน์จากการให้เช่าได้เดือนละ 2,000 บาทในบ้านแต่ละหลังนั้น

เห็นว่าเกี่ยวกับค่าเสียหายนี้ในชั้นอุทธรณ์ฝ่ายจำเลยอุทธรณ์แต่เพียงว่า จำเลยที่ 8 ถึงที่ 17อยู่ในบ้านของตนเอง โจทก์จึงไม่เสียหายเท่านั้น หาได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่กำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละ 2,000 บาทต่อหลัง สูงเกินไปและไม่ชอบเพราะเหตุใด จึงเป็นอุทธรณ์ที่มิได้ยกข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะอ้างอิงขึ้นกล่าวไว้โดยชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225ที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกขึ้นวินิจฉัยแล้วกำหนดค่าเสียหายของโจทก์ลดลงเหลือหลังละ 500 บาทต่อเดือนจึงเป็นการไม่ชอบ และถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยต้องบังคับเรื่องค่าเสียหายไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 8 ที่ 9 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาท จำเลยที่ 10 ที่ 11 และที่ 12 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาท และจำเลยที่ 13 ถึงที่ 17ร่วมกันใช้ค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุวรรณ ตระการพันธุ์ · นาม ยิ้มแย้ม · สุรินทร์ นาควิเชียร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้