Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4883/2553

พ.ศ. 2553 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้จำเลยจะขับรถบรรทุกสิบล้อและรถพ่วงด้วยความเร็วสูง แต่จำเลยขับรถในทางเดินรถของตนโดยถูกต้อง ส่วน ส. มิได้จอดรถเพื่อรถกลับรถในช่องกลับรถอย่างในภาวะปกติธรรมดา หากแต่เป็นเพราะรถที่ ส. ขับเกิดเสียการทรางตัวแล้วหมุนเข้าไปในทางเดินรถของจำเลยและขวางรถที่จำเลยขับในระยะกระชั้นชิด ในภาวะเช่นนั้นไม่ว่าจำเลยจะขับมาในลักษณะเช่นใดจำเลยย่อมไม่อาจจะหลบหลีกเพื่อมิให้ชนกับรถที่ ส. ขับได้ ดังนั้น การที่จำเลยขับรถบรรทุกสิบล้อและรถพ่วงด้วยความเร็วสูงและไม่ขับให้อยู่ในช่องเดินรถด้านซ้ายจึงมิใช่เป็นผลโดยตรงที่ทำให้เกิดการเฉี่ยวชนกันจำเลยจึงไม่มีความผิดฐานขับรถโดยประมาทและกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 157

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายพฤตินัยบุตรของนายสังคมกับนางสมพิศผู้ตายและนางพรทิพย์มารดาของเด็กชายธนูดมผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยมีกำหนด 6 เดือน และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการมาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่มิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ นายสังคมขับรถยนต์ไปตามถนนสายเอเชียขาเข้าจากจังหวัดชัยนาทมุ่งหน้าจังหวัดสิงห์บุรีมีนางสมพิศเด็กหญิงเกตุกวีและเด็กชายธนูดมโดยสารอยู่ในรถ ส่วนจำเลยขับรถบรรทุกสิบล้อและรถพ่วงไปตามถนนสายเอเชียขาขึ้นจากจังหวัดสิงห์บุรีมุ่งหน้าไปยังจังหวัดชัยนาทโดยมีเกาะกลางกั้นถนนทั้งสองฝั่ง เมื่อถึงที่เกิดเหตุระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 149 ถึง 150 รถที่นายสังคมขับเสียการทรงตัวหมุนผ่านบริเวณช่องกลับรถเข้าไปในทางเดินรถของจำเลยในระยะกระชั้นชิดด้วยความประมาทของนายสังคมเป็นเหตุให้รถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกันอย่างแรงแล้วเกิดไปลุกไหม้และตกลงไปข้างถนนด้านซ้าย

ทำให้นายสังคม นางสมพิศ เด็กหญิงเกตุกวีและเด็กชายธนูดมถึงแก่ความตาย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีส่วนประมาทด้วยหรือไม่ พยานโจทก์มีพันตำรวจโทอนุศักดิ์พนักงานสอบสวนเบิกความว่า พยานไปตรวจที่เกิดเหตุและพบจำเลยซึ่งให้การว่ารถยนต์เก๋งหมุนมาจากทิศใดไม่ทราบ จากการตรวจที่เกิดเหตุพบจุดชนและรอยครูดจากจุดชนไปถึงจุดที่รถยนต์ทั้งสองคันตกไปข้างถนนมีระยะทาง 70 เมตร พยานแจ้งข้อหาและสอบสวนจำเลย เห็นว่า พันตำรวจโทอนุศักดิ์เป็นพนักงานสอบสวนซึ่งพบเห็นสถานที่เกิดเหตุมาด้วยตนเองและไม่มีส่วนได้เสียกับทั้งสองฝ่าย คำเบิกความของพันตำรวจโทอนุศักดิ์จึงมีน้ำหนักในการรับฟัง ส่วนข้อที่จำเลยเบิกความว่าจำเลยขับรถยนต์ด้วยความเร็วประมาณ 50 ถึง 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ก็ไม่ตรงกับที่จำเลยเคยให้การในชั้นสอบสวนว่า ขับรถยนต์ด้วยความเร็วประมาณ 70 ถึง 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงคำเบิกความของจำเลยจึงไม่น่าเชื่อ ประกอบกับลักษณะของการเฉี่ยวชนที่มีความรุนแรงและเกิดความเสียหายอย่างมากตามภาพถ่าย มีเหตุผลให้น่าเชื่อว่าจำเลยขับรถบรรทุกสิบล้อและรถพ่วงด้วยความเร็วสูง แต่อย่างไรก็ตามจำเลยขับรถในทางเดินรถของตนโดยถูกต้อง ส่วนนายสังคมมิได้จอดรถเพื่อรอกลับรถในช่องกลับรถอย่างในภาวะปกติธรรมดา หากแต่เป็นเพราะรถที่นายสังคมขับเกิดเสียการทรงตัวแล้วหมุนเข้าไปในทางเดินรถของจำเลยและขวางรถที่จำเลยขับในระยะกระชั้นชิด ในภาวะเช่นนั้นไม่ว่าจำเลยจะขับมาในลักษณะเช่นใดจำเลยย่อมไม่อาจที่จะหลบหลีกเพื่อมิให้ชนกับรถที่นายสังคมขับได้

ดังนั้น การที่จำเลยขับรถบรรทุกสิบล้อและรถพ่วงด้วยความเร็วสูงและไม่ขับให้อยู่ในช่องเดินรถด้านซ้ายจึงมิใช่เป็นผลโดยตรงที่ทำให้เกิดการเฉี่ยวชนกันที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า จำเลยมีส่วนประมาทด้วยนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานขับรถโดยประมาทและกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ฎีกาของจำเลยฟังขั้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์ · อาวุธ ปั้นปรีชา · สมชาย พันธุมะโอภาส
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้