Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4881/2560

พ.ศ. 2560 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 94 วรรคสอง บัญญัติว่า "บรรดาทรัพย์สินของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยที่ยังคงเหลืออยู่ ให้จัดโอนแก่กระทรวงการคลังภายในเวลาหกสิบวันนับแต่วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี" ซึ่งสอดคล้องกับ พ.ร.ฎ. ว่าด้วยการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2554 มาตรา 19 ที่บัญญัติว่า "เมื่อเสร็จการชำระบัญชีแล้วให้คณะกรรมการชำระบัญชีดำเนินการ ดังต่อไปนี้... (2) ให้โอนทรัพย์สินที่คงเหลือให้แก่กระทรวงการคลังภายในหกสิบวันนับแต่วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี" เมื่อโจทก์ทั้งสองอ้างว่าจำเลยที่ 1 ยังมีหน้าที่ทำหนังสือรับรองการโอนอสังหาริมทรัพย์ของลูกหนี้ของสถาบันการเงินให้แก่โจทก์ทั้งสอง กระทรวงการคลังจึงมีหน้าที่ในภารกิจที่ยังค้างอยู่ของจำเลยที่ 1 และย่อมเป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดีนี้แทนจำเลยที่ 1 ได้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันจัดทำหนังสือรับรองการโอนอสังหาริมทรัพย์ของลูกหนี้ของสถาบันการเงินให้แก่ผู้อื่นซึ่งไม่ใช่เจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงิน เพื่อนำเงินที่ได้จากการโอนอสังหาริมทรัพย์ไปชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงิน เพื่อขอรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 547) พ.ศ.2555 ตามแบบแนบท้ายประกาศอธิบดีกรมสรรพากร ฉบับลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2555 ให้กับโจทก์ทั้งสองหากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยทั้งสองต่อไป จำเลยที่ 1 โดยกระทรวงการคลังยื่นคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างการพิจารณาของศาลภาษีอากรกลาง จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า นับแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2544 จำเลยที่ 1 ได้ถูกจัดตั้งขึ้นตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 5 ให้มีฐานะเป็นนิติบุคคล มีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีงบประมาณและกฎหมายอื่นโดยมาตรา 95 แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 บัญญัติให้จำเลยที่ 1 ยุบเลิกสิ้นสภาพความเป็นนิติบุคคลเมื่อสิ้นปีที่สิบ คือ ภายในวันที่ 8 มิถุนายน 2554 โดยต้องชำระบัญชีให้แล้วเสร็จภายในเวลาไม่ช้ากว่า 12 ปี นับแต่วันที่พระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ใช้บังคับ

คือภายในวันที่ 8 มิถุนายน 2556 ดังนั้น เมื่อโจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยที่ 1 ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2557 บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยจึงสิ้นสภาพบุคคลไม่อยู่ในฐานะที่จะเป็นคู่ความในคดีนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ขอให้ศาลยกปัญหาข้อกฎหมายขึ้นวินิจฉัยก่อนดำเนินกระบวนพิจารณาคดีต่อไปว่า โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่มีสภาพบุคคลแล้วเป็นคดีนี้หรือไม่ โจทก์ทั้งสองยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง วันนัดชี้สองสถาน

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งว่า แม้พระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 95 บัญญัติให้พระราชกำหนดดังกล่าวเป็นอันยกเลิกเมื่อครบกำหนด 12 ปี นับแต่วันที่พระราชกำหนดใช้บังคับ แต่ปรากฏจากคำแถลงของกระทรวงการคลังว่าคณะกรรมการชำระบัญชียังชำระบัญชีไม่เสร็จสิ้นภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว ดังนั้น บรรษัทบริหารสินทรัพย์จึงยังมีสภาพนิติบุคคลอยู่ตามมาตรา 94 แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 โดยผู้ชำระบัญชีได้ กระทรวงการคลังไม่สามารถดำเนินกระบวนพิจารณาแทนจำเลยที่ 1 เนื่องจากเป็นคนละบุคคลกัน การที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นคำให้การ และคำสั่งรับคำให้การของจำเลยที่ 1 ซึ่งกระทรวงการคลังยื่นไว้นั้น จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ

สมควรให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ยื่นคำให้การภายในกำหนดจึงถือว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ ให้สืบพยานโจทก์ทั้งสองในส่วนของจำเลยที่ 1 ไปฝ่ายเดียว งดชี้สองสถาน ให้นัดสืบพยานโจทก์ทั้งสองและพยานจำเลยที่ 2 ตามที่นัดไว้เดิม จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า คำสั่งของศาลภาษีอากรกลางที่ให้เพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นคำให้การ และให้เพิกถอนคำสั่งรับคำให้การของจำเลยที่ 1 พร้อมกับให้ถือว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น เห็นว่า ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 94 วรรคสอง บัญญัติว่า "บรรดาทรัพย์สินของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยที่ยังคงเหลืออยู่ ให้จัดโอนแก่กระทรวงการคลังภายในเวลาหกสิบวันนับแต่วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี" ซึ่งสอดคล้องกับพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2554 มาตรา 19 ที่บัญญัติว่า "เมื่อเสร็จการชำระบัญชีแล้วให้คณะกรรมการชำระบัญชีดำเนินการ

ดังต่อไปนี้... (2) ให้โอนทรัพย์สินที่คงเหลือให้แก่กระทรวงการคลังภายในหกสิบวันนับแต่วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี" เมื่อโจทก์ทั้งสองอ้างว่าจำเลยที่ 1 ยังมีหน้าที่ทำหนังสือรับรองการโอนอสังหาริมทรัพย์ของลูกหนี้ของสถาบันการเงินให้แก่โจทก์ทั้งสอง กระทรวงการคลังจึงมีหน้าที่ในภารกิจที่ยังค้างอยู่ของจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดีนี้แทนจำเลยที่ 1 ได้ เห็นควรให้รับคำให้การฉบับลงวันที่ 18 สิงหาคม 2557 เป็นคำให้การของกระทรวงการคลังในนามของจำเลยที่ 1 ดังนั้น ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งรับคำให้การที่กระทรวงการคลังยื่นในนามจำเลยที่ 1 และสั่งให้จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การจึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 อันจำเป็นต้องเพิกถอนกระบวนพิจารณา เพื่อให้มีการดำเนินกระบวนพิจารณาให้ถูกต้อง เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นอื่นอีกต่อไป

ผลคำพิพากษา

พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของศาลภาษีอากรกลางที่ให้เพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นคำให้การและคำสั่งรับคำให้การของจำเลยที่ 1 และเพิกถอนคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ โดยให้สั่งรับคำให้การฉบับลงวันที่ 18 สิงหาคม 2557 เป็นคำให้การของกระทรวงการคลังในนามของจำเลยที่ 1 แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประสิทธิ์ สนามชวด · ไสลเกษ วัฒนพันธุ์ · นิพันธ์ ช่วยสกุล
ศาลล่าง
ศาลภาษีอากรกลาง - นายประมุข ทัศนปริชญานนท์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ภษ.87/2558
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ102/2557
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกภาษีอากร
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้