Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4862/2559

พ.ศ. 2559 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตามบทบัญญัติแห่ง ป.รัษฎากรกำหนดให้ผู้ประกอบการที่มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากการคำนวณภาษีซื้อและภาษีขายตามมาตรา 82/3 ต้องมีสถานะเป็นบุคคลตามมาตรา 77/1 (1) ซึ่งภาษีซื้อและภาษีขายย่อมต้องเกิดขึ้นจากการขายระหว่างผู้ประกอบการกับบุคคลอื่น ที่ไม่ใช่บุคคลเดียวกันกับผู้ประกอบการตามมาตรา 77/1 (17) และ (18) เมื่อสำนักงานใหญ่และสำนักงานสาขาต่างเป็นสถานประกอบกิจการของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม อันอยู่ในฐานะเป็นบุคคลเดียวกัน การโอนน้ำมันจากสำนักงานใหญ่ไปยังสำนักงานสาขาจึงเป็นเพียงการจัดการกิจการภายในของโจทก์เอง ไม่อาจถือได้ว่าเป็นกรณีที่สำนักงานใหญ่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีให้แก่สำนักงานสาขา และไม่อาจถือได้ว่าเป็นการขายตามมาตรา 77/1 (8)

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) เลขที่ ภ.พ.73.1 - 07600110 - 25530819 - 005 - 00053 ถึง 00063 รวม 11 ฉบับ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ.7/นว/0001/5/2554 จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ไม่ยื่นคำให้การ โจทก์ไม่ได้ยื่นคำขอเพื่อให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลภาษีอากรกลางจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกมีว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า แม้สำนักงานใหญ่และสำนักงานสาขาเป็นนิติบุคคลเดียวกัน แต่มีการแยกยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม การโอนน้ำมันจากสำนักงานใหญ่ไปยังสำนักงานสาขาถือเป็นการขายสินค้าตามมาตรา 77/1 (8) แห่งประมวลรัษฎากร สำนักงานใหญ่จึงออกใบกำกับภาษีขายให้แก่สำนักงานสาขาได้ นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1 (1) บัญญัติว่า "บุคคล" หมายความว่า บุคคลธรรมดา คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล หรือนิติบุคคล มาตรา 77/1 (5)

บัญญัติว่า "ผู้ประกอบการ" หมายความว่า บุคคลซึ่งขายสินค้าหรือให้บริการในทางธุรกิจหรือวิชาชีพ ไม่ว่าการกระทำดังกล่าวจะได้รับประโยชน์หรือได้รับค่าตอบแทนหรือไม่ และไม่ว่าจะได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วหรือไม่ มาตรา 77/1 (17) บัญญัติว่า "ภาษีขาย" หมายความว่า ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้เรียกเก็บหรือพึงเรียกเก็บจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ... มาตรา 77/1 (18) บัญญัติว่า "ภาษีซื้อ" หมายความว่า ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนถูกผู้ประกอบการจดทะเบียนอื่นเรียกเก็บตามมาตรา 82/4 วรรคสี่ ... และมาตรา 82/3 บัญญัติว่า "...ให้ผู้ประกอบการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษี..."

ดังนี้ ตามบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร มาตรา 82/3 ประกอบมาตรา 77/1 (5) (17) และ (18) กำหนดให้ผู้ประกอบการที่มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากการคำนวณภาษีซื้อและภาษีขายตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร ต้องมีสถานะเป็นบุคคลตามมาตรา 77/1 (1) ซึ่งภาษีซื้อและภาษีขายย่อมต้องเกิดขึ้นจากการขายระหว่างผู้ประกอบการกับบุคคลอื่น ที่ไม่ใช่บุคคลเดียวกันกับผู้ประกอบการตามมาตรา 77/1 (17) และ (18) เมื่อคดีนี้ ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า สำนักงานใหญ่และสำนักงานสาขาต่างเป็นสถานประกอบกิจการของโจทก์ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม อันอยู่ในฐานะเป็นบุคคลเดียวกัน การโอนน้ำมันจากสำนักงานใหญ่ไปยังสำนักงานสาขาจึงเป็นเพียงการจัดการกิจการภายในของโจทก์เอง

ไม่อาจถือได้ว่าเป็นกรณีที่สำนักงานใหญ่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีให้แก่สำนักงานสาขา และไม่อาจถือได้ว่าเป็นการขายตามมาตรา 77/1 (8) แห่งประมวลรัษฎากรที่เจ้าพนักงานประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่า สำนักงานใหญ่ออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิออกตามมาตรา 86 แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อสำนักงานสาขานำใบกำกับภาษีที่สำนักงานใหญ่ออกให้ไปถือเป็นภาษีซื้อในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร จึงถือเป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5 (5) แห่งประมวลรัษฎากร มานั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว ส่วนประเด็นหักกลบลบหนี้นั้น เห็นว่า โจทก์มีนางสาวนพวรรณ ผู้จัดทำบัญชีให้แก่โจทก์ และนายประมวญ หุ้นส่วนผู้จัดการโจทก์

เบิกความว่า เจ้าพนักงานประเมินมีสิทธินำภาษีที่โจทก์ชำระไว้เกินไปหักกลบจากภาษีที่โจทก์ชำระไว้ขาดได้ ไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร แต่โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าโจทก์มีภาษีที่โจทก์ชำระไว้เกินอย่างไร จึงเป็นการเบิกความลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง สำหรับที่โจทก์อุทธรณ์ต่อไปว่า กรณีน่าจะอนุโลมได้ว่า การยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ฉบับปกติที่โจทก์ยื่นไว้แล้ว เป็นการยื่นแบบที่ชอบด้วยกฎหมาย นั้น ทางพิจารณาได้ความว่า โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์โดยอ้างว่า จำเลยที่ 1 เคยมีแนวปฏิบัติผ่อนปรนให้แก่ผู้มีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ยื่นแบบแสดงรายการเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (2) โดยอนุโลมถือว่าเป็นการยื่นโดยชอบด้วยกฎหมาย และโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยบรรยายฟ้องอ้างว่า

คดีนี้ภาษีซื้อเป็นภาษีซื้อจริง ไม่ใช่เป็นของปลอม ดังนั้น ภาษีซึ่งออกโดยผู้ไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีตามมาตรา 82/5 (5) แห่งประมวลรัษฎากร จึงน่าจะอนุโลมว่าการยื่นแบบของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว แต่ชั้นนี้โจทก์กลับอุทธรณ์ว่า เนื่องจากโจทก์โอนเปลี่ยนมือสินค้าไปยังสำนักงานสาขาโดยไม่มีค่าตอบแทน โดยมาตรา 77/1 (8) ไม่ได้ห้ามให้นิติบุคคลเดียวกันขาย โอน หรือเปลี่ยนมือ ระหว่างสำนักงานใหญ่และสำนักงานสาขา ถือว่ากฎหมายเปิดช่องให้กระทำได้ จึงน่าจะอนุโลมว่าการยื่นแบบของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในชั้นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และในศาลภาษีอากรกลางตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัย ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปมีว่า กรณีมีเหตุให้งดเงินเพิ่มหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์มิได้มีเจตนากระทำผิดแต่ได้กระทำไปโดยสำคัญผิดในข้อกฎหมายและโจทก์ได้นำส่งภาษีครบถ้วนแล้วจึงไม่ควรต้องรับผิดในเงินเพิ่มอีก

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า การประเมินภาษีคดีนี้ สืบเนื่องจากโจทก์ดำเนินการจัดให้มีการส่งมอบน้ำมันจากสำนักงานใหญ่ไปยังสำนักงานสาขา อันเป็นการชัดแจ้งว่าเป็นเพียงการดำเนินกิจการภายในของนิติบุคคลเดียวกัน แต่โจทก์กลับถือเอาการดำเนินการดังกล่าวเป็นการขายสินค้าระหว่างสำนักงานใหญ่กับสำนักงานสาขา ทั้งยังเป็นเหตุในการออกใบกำกับภาษีระหว่างหน่วยงานของนิติบุคคลเดียวกันให้แก่กันเอง พฤติการณ์ดังกล่าวยังไม่เพียงพอให้ฟังได้ว่า โจทก์สำคัญผิดในข้อกฎหมายที่จะเป็นเหตุให้งดหรือลดเงินเพิ่ม ที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้งดเบี้ยปรับให้โจทก์เสียทั้งสิ้น อันเป็นผลให้มีการปรับปรุงค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์ต้องชำระลดลงเป็นเงิน 2,847,645.75 บาท

นั้นเป็นคุณแก่โจทก์แล้ว กรณียังไม่มีเหตุสมควรให้งดเงินเพิ่ม อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ประมวลรัษฎากร มาตรา 3 อัฏฐ บัญญัติว่า "กำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการ... ตามที่ได้กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากรนี้... ถ้าผู้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกำหนดเวลาดังกล่าวมิได้อยู่ในประเทศไทย หรือมีเหตุจำเป็นจนไม่สามารถจะปฏิบัติตามกำหนดเวลาได้ เมื่ออธิบดีพิจารณาเห็นเป็นการสมควรจะให้ขยายหรือให้เลื่อนกำหนดเวลาออกไปอีกตามความจำเป็นแก่กรณีก็ได้..." มาตรา 83 บัญญัติว่า "...ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนยื่นแบบแสดงรายการภาษีตามแบบที่อธิบดีกำหนด โดยให้ยื่นเป็นรายเดือนภาษีพร้อมกับชำระภาษีถ้ามี... การยื่นแบบแสดงรายการภาษีและการชำระภาษีสำหรับเดือนภาษีใด ให้ยื่นภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป

เว้นแต่อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่น..." และมาตรา 83/4 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับส่วน 13 และส่วน 14 ในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนยื่นแบบแสดงรายการภาษีไว้ไม่ถูกต้องครบถ้วน ไม่ว่าการคลาดเคลื่อนนั้นจะเป็นเหตุให้จำนวนภาษีในเดือนภาษีเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ก็ตาม ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับชำระภาษีถ้ามี ให้ถูกต้องครบถ้วน..." จะเห็นได้ว่า ตามบทบัญญัติมาตรา 83 แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ ซึ่งข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า สำหรับเดือนภาษีตุลาคม 2548 ถึงเดือนภาษีสิงหาคม 2549 สำนักงานสาขาโจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายแล้ว

ส่วนที่โจทก์ประสงค์จะยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมเนื่องจากโจทก์ได้เคยยื่นแบบแสดงรายการภาษีไว้แล้วแต่ไม่ถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนนั้น โจทก์มีสิทธิยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมอีกครั้งตามบทบัญญัติมาตรา 83/4 แห่งประมวลรัษฎากร แต่การยื่นแบบแสดงรายการภาษีที่ได้มีการยื่นภายในกำหนดเวลาแล้วแม้จะไม่ถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนด้วยเหตุที่โจทก์อ้างว่าเพราะสำคัญผิดในข้อกฎหมาย ย่อมไม่อาจถือเป็นเหตุจำเป็นจนไม่สามารถจะปฏิบัติตามกำหนดเวลาได้ตามมาตรา 3 อัฏฐ แห่งประมวลรัษฎากร ที่จำเลยที่ 1 มีคำสั่งไม่อนุมัติให้ขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 3 อัฏฐ ชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
โสฬส สุวรรณเนตร์ · ไสลเกษ วัฒนพันธุ์ · นิพันธ์ ช่วยสกุล
ศาลล่าง
ศาลภาษีอากรกลาง - นายสุรัฐพล ฤทธิ์รักษา
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ภษ.68/2555
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ189/2554
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ150/2555
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกภาษีอากร
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้