Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4861/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา378(1)มัดจำนั้นถ้ามิได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นเงินมัดจำที่ริบจะจัดเอาเป็นการใช้เงินบางส่วนได้ต่อเมื่อมีการปฏิบัติการชำระหนี้ถูกต้องกันตามสัญญาเมื่อจำเลยที่1เป็นฝ่ายผิดสัญญาและมีการเลิกสัญญาแสดงว่าจำเลยที่1มิได้ปฏิบัติการชำระหนี้ให้ถูกต้องตามสัญญาเงินมัดจำที่ริบจึงไม่อาจจัดเอาเป็นการใช้เงินบางส่วนสำหรับหนี้ค่าจ้างก่อสร้างที่จำเลยที่1ค้างชำระแก่โจทก์ได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารตึก 2 ชั้น จำนวน 16 ห้อง ในที่ดินของจำเลยทั้งสองในราคา1,500,000 บาท จำเลยทั้งสองวางเงินมัดจำในวันทำสัญญาจำนวน200,000 บาท ตกลงว่าหากจำเลยทั้งสองผิดสัญญาไม่จ่ายค่าจ้างตามงวดไม่ว่าด้วยกรณีใด จำเลยทั้งสองยอมให้โจทก์ริบเงินมัดจำเงินค่าจ้างส่วนที่เหลือจะชำระให้โจทก์รวม 6 งวด ตามกำหนดเวลาและผลงานที่โจทก์ได้ทำ โจทก์ได้จัดหาและซื้อวัสดุ อุปกรณ์เครื่องมือ และทำงานงวดแรกคือตอกเสาเข็มแล้วเสร็จภายในวันที่15 กุมภาพันธ์ 2535 ตามสัญญา แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าจ้างงวดแรกจำนวน 300,000 บาท แก่โจทก์ โจทก์เริ่มทำงานงวดที่ 2โดยขุดหลุมเพื่อทำฐานราก ผูกเหล็กเตรียมตั้งเสา

เตรียมเหล็กคานคอดินชั้นล่าง ตีไม้แบบ ใช้วัสดุก่อสร้าง เช่น ปูน ทรายหิน เหล็กเส้น คิดเป็นเงินประมาณ 70,000 บาท แต่จำเลยทั้งสองแจ้งให้โจทก์ระงับโจทก์ระงับการก่อสร้างและบอกเลิกสัญญาโจทก์จึงหยุดทำการก่อสร้าง การบอกเลิกสัญญาของจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิริบเงินมัดจำจำนวน200,000 บาท เพราะเป็นเงินที่เป็นหลักประกันว่า ถ้าผู้จ้างไม่ยอมชำระค่าจ้างตามผลงาน ผู้รับจ้างสามารถหักเงินมัดจำนั้นเป็นค่าจ้างตามผลงานที่ทำไปแล้วโจทก์ขนย้ายเครื่องมือเครื่องใช้เพราะทำงานงวดแรกเสร็จแล้ว จึงต้องขนย้ายเครื่องมือเครื่องใช้ออกไปเอง

โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายที่คาดว่าจะได้กำไร600,000 บาท เพราะโจทก์ไม่ได้ทำการก่อสร้างตามสัญญาจนแล้วเสร็จโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหาย เนื่องจากโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา ไม่ก่อสร้างอาคารให้ถูกต้องตามแบบแปลนอันเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา ก่อสร้างผิดหลักวิชาการทั่วไปรวมทั้งใช้วัสดุไม่ตรงตามลักษณะของงานแต่ละส่วนอันผิดจากแบบแปลนที่โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงกันไว้ หากยินยอมให้โจทก์ก่อสร้างอาคารต่อไป อาจเกิดความเสียหายมากกว่าที่เป็นอยู่ จำเลยที่ 1 จึงบอกเลิกสัญญาโดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้องจำเลย ที่ 2 ขาดนัด ยื่นคำให้การศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 300,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้อง(11 พฤษภาคม 2535) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยกและให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2จำเลย ที่ 1 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 11 พฤษภาคม 2535) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า เงินมัดจำจำนวน 200,000 บาท ที่โจทก์ริบตามหนังสือสัญญาทำการก่อสร้างจะจัดเอาเป็นการชำระหนี้บางส่วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 378 (1) ได้หรือไม่ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมา ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยข้อเท็จจริงแล้วฟังว่า จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาทำการก่อสร้างและมีการเลิกสัญญา จำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าจ้างก่อสร้างงวดแรกจำนวน 300,000 บาท ให้แก่โจทก์ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 378(1) มัดจำนั้น ถ้ามิได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นเงินมัดจำที่ริบจะจัดเอาเป็นการใช้เงินบางส่วนได้ต่อเมื่อมีการปฏิบัติการชำระหนี้ถูกต้องกันตามสัญญา เมื่อจำเลยที่ 1เป็นฝ่ายผิดสัญญา และมีการเลิกสัญญาแสดงว่าจำเลยที่ 1 มิได้ปฏิบัติการชำระหนี้ให้ถูกต้องตามสัญญา เงินมัดจำที่ริบจึงไม่อาจจัดเอาเป็นการใช้เงินบางส่วนสำหรับหนี้ค่าจ้างก่อสร้างที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระแก่โจทก์ได้ จำเลยที่ 1 จึงต้องชำระหนี้ค่าจ้างก่อสร้างงวดแรกให้แก่โจทก์เต็มจำนวน 300,000 บาทพิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ดุสิต เพชรปลูก · ดำรุพงศ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา · ทวีชัย เจริญบัณฑิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 335/2563

เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2552 จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องและได้นำเงินจำนวน 529,846.58 บาท มาวางที่ศาลชั้นต้นเพื่อเป็นการชำระหนี้ตามคำพิพากษา แต่ขอให้ศาลระงับการจ่ายเงินให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ไว้ก่อนจนกว่าจะมีคำ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 308/2563

คู่ความตกลงท้ากันให้ถือเอาผลของคำพิพากษาในคดีที่ ส. สามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย ฟ้องบรรษัทบริหารสินทรัพย์ ท. บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. และโจทก์ทั้งสองเป็นจำเลยร่วมกันขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 301/2563

บทบัญญัติมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 เป็นกฎหมายที่ประสงค์จะให้ความเป็นธรรมแก่ผู้วางมัดจำ ศาลจึงสามารถนำบทบัญญัติมาตรานี้มาปรับใช้กับสัญญาทั่ว ๆ ไปที่มีการให้สิ่งใดเป็นมัด…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5602/2558

โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาจาก อ. และ อ. ส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์แล้ว ถึงแม้การซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์และ อ. จะไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ อันมีผลให้การซื้อขา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5941/2552

โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนจากองค์การรถไฟฟ้ามหานครอันเป็นรายรับจากการขายที่ดินที่โจทก์มีไว้ในการประกอบกิจการ เข้าลักษณะเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2 (6) แห่ง…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้