Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 483/2552

พ.ศ. 2552 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์เป็นหน่วยงานของรัฐ และสัญญาจ้างเหมาเป็นสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างทางลาดยางถนนบนคันกั้นน้ำเค็มเบอร์ 1 ในเขตโครงการก่อสร้างทางชลประทานที่ 5 ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์สาธารณะตามภารกิจหลักของโจทก์ที่เป็นหน่วยงานของรัฐ แต่ข้อตกลงตามสัญญาจ้างเหมาะระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ก็เป็นความผูกพันตามหลักกฎหมายแพ่งว่าด้วยนิติกรรมสัญญาทั่วไป หาได้ก่อให้เกิดสิทธิพิเศษใดๆ แก่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐเพิ่มเติมขึ้นแต่อย่างใดไม่ และต้องอยู่ภายใต้บังคับตามหลักเกณฑ์การพิจารณาปรับลดเบี้ยปรับลงเป็นจำนวนพอสมควรตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกับชำระเงินค่าปรับเนื่องจากการผิดสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง 9,355,179.60 บาท หักด้วยเงินที่ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด ชำระแล้ว 1,344,136 บาท เป็นเงิน 8,011,043.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การแก้คดีและขาดนัดพิจารณา

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,075,244 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 28 มีนาคม 2545) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 2,688,269 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 28 มีนาคม 2545) จนกว่าชำระเสร็จกับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่าเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2533 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 หุ้นส่วนผู้จัดการทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างทางลาดยาวถนนบนคันกั้นน้ำเค็มเบอร์ 1 ในเขตโครงการก่อสร้างทางชลประทานที่ 5 จังหวัดเพชรบุรี กับโจทก์ในราคาค่าก่อสร้างเป็นเงิน 26,305.93 บาท กำหนดระยะเวลาการทำงานแล้วเสร็จภายใน 150 วัน นับจากวันที่คณะกรรมการตรวจการจ้างแจ้งให้ผู้รับจ้างเข้าปฏิบัติงาน จำเลยที่ 1 ตกลงว่าหากส่งมอบงานล่าช้ากว่าวันแล้วเสร็จตามสัญญา แต่โจทก์ยังมิได้บอกเลิกสัญญา จำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์ปรับเป็นรายวัน วันละ 26,882.70 บาท นับแต่วันที่ล่วงเลยกำหนดเวลาแล้วเสร็จจนถึงวันที่งานเสร็จบริบูรณ์ เพื่อเป็นหลักประกันในการดำเนินงาน

จำเลยที่ 1 นำหนังสือค้ำประกันความรับผิดตามสัญญาของธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด สาขาเพชรบุรีมาค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาของจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 1,344,136 บาท ตามสัญญาจ้างเหมา จำเลยที่ 1 ได้เข้าปฏิบัติงานตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2533 ซึ่งจะครบกำหนดอายุสัญญาในวันที่ 3 มีนาคม 2534 แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ส่งมอบงานเพียง 1 ครั้ง และได้รับค่าจ้างไปแล้วเป็นเงิน 16,910,927.94 บาท คิดเป็นผลงานประมาณร้อยละ 62.906 ตามบันทึกข้อความของกองพัสดุ แผ่นที่ 2 จากนั้นจำเลยที่ 1 หยุดทำงานตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2534 ต่อมาวันที่ 26 มีนาคม 2535 โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาโดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2535 พร้อมทั้งให้ชำระค่าปรับกับริบหลักประกันสัญญา

คดีมีประเด็นพิพาทตามที่โจทก์ฎีกาขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเพียงว่า โจทก์มีสิทธิเรียกเบี้ยปรับในกรณีทำงานไม่เสร็จตามกำหนดเวลาในสัญญาจากจำเลยทั้งสองได้เพียงใด เห็นว่า ตามสัญญาจ้างเหมาที่ กจ.6/2533 มีข้อความระบุว่า จำเลยที่ 1 ผู้รับจ้างสัญญาว่าจะทำงานจ้างให้แล้วเสร็จสมบูรณ์ภายใน 150 วัน นับจากวันที่ผู้ว่าจ้างหรือคณะกรรมการตรวจการจ้างแจ้งให้จำเลยที่ 1 เข้าปฏิบัติงาน เป็นต้นไป และข้อ 20 (1) ระบุข้อตกลงว่าถ้าจำเลยที่ 1 ส่งมอบงานล่าช้ากว่าวันแล้วเสร็จตามสัญญา แต่โจทก์ผู้ว่าจ้างยังมิได้บอกเลิกสัญญา จำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์ปรับจำเลยที่ 1 เป็นรายวัน วันละ 26,882.70 บาท นับแต่วันที่ล่วงเลยกำหนดวันแล้วเสร็จตามสัญญาจนถึงวันที่งานแล้วเสร็จบริบูรณ์ ข้อตกลงตามข้อสัญญาข้อ 20 (1)

ดังกล่าว จึงมีลักษณะเป็นการกำหนดให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 โดยกำหนดค่าเสียหายเป็นรายวันไว้ล่วงหน้า อันเข้าลักษณะเป็นเบี้ยปรับเพื่อการไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 381 วรรคหนึ่ง ซึ่งหากศาลเห็นว่าเบี้ยปรับที่ริบนั้นสูงเกินส่วน ศาลย่อมมีอำนาจปรับลดเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามมาตรา 383 วรรคหนึ่ง ซึ่งกฎหมายวางหลักเกณฑ์การปรับลดจำนวนเบี้ยปรับลงเป็นจำนวนพอสมควรว่า "...ในการที่จะวินิจฉัยว่าสมควรเพียงใดนั้นท่านให้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สิน..." ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยลดค่าปรับตามฟ้องลงเป็นจำนวนพอสมควรว่า

หลังจากล่วงเลยกำหนดจากสัญญา แต่จำเลยที่ 1 ยังทำงานไม่เสร็จ โจทก์ได้มีหนังสือแจ้งเตือน 4 ครั้ง ให้จำเลยที่ 1 เร่งรัดการปฏิบัติงานตามหนังสือลงวันที่ 7 มีนาคม 2534 วันที่ 3 พฤษภาคม 2534 วันที่ 5 สิงหาคม 2534 และวันที่ 31 ตุลาคม 2534 การแจ้งเตือนดังกล่าวโดยยังไม่บอกเลิกสัญญานั้นเป็นเรื่องที่มีเหตุผล เพราะเป็นการให้โอกาสจำเลยที่ 1 ได้ทำงานตามสัญญาให้เสร็จแทนที่โจทก์จะต้องคัดเลือกผู้ประมูลโครงการรายใหม่ อันอาจทำให้โครงการตามสัญญาล่าช้าและเสียหายมากว่าเดิมซึ่งจำเลยที่ 1 ก็ได้มีหนังสือตอบมาเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2534 ยืนยันขอเข้าทำงานต่อในวันที่ 1 สิงหาคม 2534 ตามหลักฐานในบันทึกข้อความของคณะกรรมการตรวจการจ้าง แต่เมื่อถึงกำหนดจำเลยที่ 1 ผิดข้อตกลง

แสดงว่าจำเลยที่ 1 ละทิ้งงานอย่างแน่นอน โดยเหตุนี้ การที่โจทก์ไม่บอกเลิกสัญญาตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2534 โดยยังเตือนให้จำเลยที่ 1 ทำงานต่อไปอีกแล้วเลิกสัญญาในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2535 นั้นเป็นการให้โอกาสแก่จำเลยที่ 1 โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ดังนั้น ที่โจทก์เรียกเบี้ยปรับนับถัดจากวันครบกำหนดตามสัญญาจนถึงวันเลิกสัญญา จึงมีผลให้เบี้ยปรับสูงเกินส่วน เห็นสมควรลดเบี้ยปรับให้เหมาะสม โดยให้คิดเบี้ยปรับตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2534 ถึงวันที่ 1 สิงหาคม 2534 เป็นเวลา 150 วัน ในอัตราวันละ 26,882.70 บาท เป็นเงิน 4,032,405 บาท นั้นเป็นการวินิจฉัยกำหนดจำนวนค่าปรับให้แก่โจทก์ถูกต้องเหมาะสมสอดคล้องตามหลักเกณฑ์ที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้นแล้ว

ที่โจทก์ฎีกาว่า สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองเป็นสัญญาที่รัฐทำกับเอกชนโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์สาธารณะ โจทก์ในฐานะหน่วยงานของรัฐไม่ได้มีจุดประสงค์ที่จะมุ่งค้ากำไร การที่จำเลยทั้งสองผิดสัญญา ทำให้โครงการของโจทก์เสียหายส่งผลกระทบต่อประโยชน์ส่วนรวม ก่อให้เกิดความเสียหายมากกว่าสัญญาระหว่างเอกชนกับเอกชน ควรใช้บทลงโทษผู้กระทำผิดสัญญาอย่างเคร่งครัดเพื่อมิให้เอกชนอื่นเอาเยี่ยงอย่าง นั้น เห็นว่า แม้โจทก์เป็นหน่วยงานของรัฐ และสัญญาจ้างเหมาเป็นสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างทางราดยางถนนคันกั้นน้ำเค็มเบอร์ 1 ในเขตโครงการก่อสร้างทางชลประทานที่ 5 ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์สาธารณะตามภารกิจหลักของโจทก์ที่เป็นหน่วยงานของรัฐก็ตาม แต่ข้อตกลงตามสัญญาจ้างเหมาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ก็เป็นความผูกพันตามหลักกฎหมายแพ่งว่าด้วยนิติกรรมสัญญาทั่วไป

หาได้ก่อให้เกิดสิทธิพิเศษใดๆ แก่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐเพิ่มเติมขึ้นแต่อย่างใดไม่ และต้องอยู่ภายใต้บังคับตามหลักเกณฑ์การพิจารณาปรับลดเบี้ยปรับลงเป็นจำนวนพอสมควรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้วินิจฉัยมาแล้วเช่นกันฎีกาข้อนี้ของโจทก์จึงฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ธานิศ เกศวพิทักษ์ · บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย · สิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้