Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4805/2553

พ.ศ. 2553 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่จำเลยที่ 2 รู้อยู่แล้วว่าอาคารทาวน์เฮาส์ที่ขายให้โจทก์ก่อสร้างผิดไปจากแบบที่ขออนุญาตจากทางราชการ ยังยืนยันต่อโจทก์ว่าอาคารดังกล่าวได้ถูกออกแบบมาอย่างดีถูกต้องตามหลักวิศวกรรมไม่จำต้องมีเสากลางอาคาร จึงเป็นการจงใจปกปิดข้อความจริงเพื่อจูงใจให้โจทก์ซื้ออาคาร เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายเมื่อเข้าอยู่อาศัยในอาคารได้ 1 ปีเศษ อาคารเริ่มแตกร้าว พื้นอาคารชั้นล่างแตกและโก่งงอ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังได้ตรวจสอบแล้วพบว่าฐานรากของอาคารเอียงและบิดตัว ตำแหน่งศูนย์กลางของเข็มและเสาเยื้องกันมากทำให้เกิดการแตกร้าวของโครงสร้าง อาคารดังกล่าวไม่ปลอดภัยในการอยู่อาศัยควรจะทุบและรื้อถอน ซึ่งโจทก์ได้ทุบและรื้อถอนอาคารนั้นแล้ว ความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากการก่อสร้างอาคารดังกล่าวของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งผิดไปจากแบบที่ได้รับอนุญาตจากทางราชการ การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นละเมิดต่อโจทก์จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย จำเลยที่ 4 เป็นฐานะวิศวกรผู้ควบคุมงานก่อสร้างไม่ได้ใช้ความรู้ในวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมการก่อสร้างให้เป็นไปตามแบบเพื่อให้อาคารมีความมั่นคงและปลอดภัยในการอยู่อาศัย ทั้งเข้าควบคุมงานก่อสร้างอาคารและขออนุญาตก่อสร้างจากทางราชการให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยได้รับค่าตอบแทนจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือแม้จะฟังว่าลายมือชื่อวิศวกรและผู้ควบคุมงานก่อสร้างเป็นลายมือชื่อปลอมก็มีเหตุผลให้เชื่อว่าจำเลยที่ 4 เป็นผู้ยินยอมให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ลงลายมือชื่อจำเลยที่ 4 ในช่องวิศวกรและผู้ควบคุมงาน และยินยอมให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมของจำเลยที่ 4 ไปใช้ในการยื่นขออนุญาตก่อสร้างอาคารดังกล่าวต่อสำนักงานเขต โดยได้รับค่าตอบแทนจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 การกระทำของจำเลยที่ 4 ถือได้ว่าเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ค่าเสียหายที่เป็นค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนอาคารและค่าสูญเสียตัวอาคารอันทำให้โจทก์ขาดประโยชน์จากการใช้สอยอาคารหรือนำอาคารออกขายให้แก่ผู้อื่นแม้โจทก์มิได้นำสืบว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงินจำนวนเท่าใด แต่ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายในส่วนนี้เนื่องจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ศาลย่อมมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ได้ตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 438 วรรคหนึ่ง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าเสียหายจำนวน 1,700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 358,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสองและให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดีให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 458,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 และที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด และมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการ เมื่อเดือนสิงหาคม 2531 จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำขออนุญาตก่อสร้างอาคารตึกแถว 4 ชั้น จำนวน 8 ห้อง และตึกแถว 3 ชั้นจำนวน 26 ห้อง กับยื่นคำขออนุญาตจัดสรรที่ดินที่จะทำการก่อสร้างอาคารตึกแถวดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานสำนักงานเขตบางกะปิโดยมีเอกสารหนังสือรับรองของผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม หนังสือแสดงความยินยอมของผู้ควบคุมงาน สำเนาใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมหรือกับแบบแปลนการก่อสร้างแนบท้ายหนังสือรับรองของผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม หนังสือแสดงความยินยอมของผู้ควบคุมงาน และแบบแปลนการก่อสร้างดังกล่าวระบุชื่อจำเลยที่ 4 เป็นวิศวกรและเป็นผู้ควบคุมงาน และเจ้าพนักงานได้ออกใบอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ก่อสร้างได้ และแบบแปลนการก่อสร้างอาคารดังกล่าวแล้วเสร็จในเดือนมีนาคม 2533 ต่อมาวันที่ 3 เมษายน 2533 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจในขณะนั้นได้ทำสัญญาขายอาคารพร้อมที่ดินคือทาวน์เฮาส์ 3 ชั้น

เลขที่ 310/233 ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 204747 ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ทั้งสองในราคา 1,000,000 บาท และได้มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในวันเดียวกันตามหนังสือสัญญาขายที่ดินและโฉนดที่ดิน อาคารและที่ดินที่โจทก์ทั้งสองซื้อมาดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของอาคารตึกแถวและที่ดินที่จำเลยที่ 1 ขออนุญาตก่อสร้างและจัดสรรที่ดินตาม โจทก์ทั้งสองเข้าพักอาศัยในอาคารนั้นได้ 1 ปีเศษ อาคารที่โจทก์ทั้งสองซื้อเริ่มแตกร้าว พื้นอาคารชั้นล่างแตกและโก่งงอ เมื่อต้นปี 2542 เจ้าพนักงานสำนักงานเขตบางกะปิตรวจสอบอาคารดังกล่าวและอาคารข้างเคียงรวมจำนวน 15 หลัง พบว่าอาคารมีการทรุดและเอียงตัวตลอดแนวทั้งด้านหน้าและด้านข้างเนื่องจากอาคารนั้นมีการทรุดตัวไม่เท่ากันของฐานรากจนมีสภาพหรือการใช้งานที่อาจเป็นอันตราย

เจ้าพนักงานสำนักงานเขตบางกะปิจึงมีคำสั่งให้โจทก์ที่ 1 และเจ้าของอาคารข้างเคียงจำนวนทั้ง 15 หลัง แก้ไขอาคารให้มีสภาพมั่นคงแข็งแรงให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน โจทก์ที่ 1 กับเพื่อนบ้านติดต่อคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ขอให้ส่งวิศวกรมาตรวจสอบ ผลการตรวจสอบพบว่าฐานรากของอาคารดังกล่าวเอียงและบิดตัวตำแหน่งศูนย์กลางของเข็มและเสาเยื้องกันมากทำให้เกิดการแตกร้าวของโครงสร้างโดยเฉพาะอาคารที่โจทก์ทั้งสองซื้อไม่ปลอดภัยในการอยู่อาศัยควรจะทุบและรื้อถอนโจทก์ทั้งสองได้ทุบและรื้อถอนอาคารนั้นแล้ว และต่อมาได้ขายที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของอาคารดังกล่าวไปในราคา 4,000,000 ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า

จำเลยที่ 2 ได้อธิบายให้โจทก์ทั้งสองฟังแล้วว่าผู้ซื้อเดิมขอให้ตัดเสากลางของอาคารออก โจทก์ทั้งสองจึงทราบดีอยู่แล้วในขณะซื้อบ้านนั้นว่าบ้านดังกล่าวไม่มีเสากลางแต่โจทก์ทั้งสองก็ตกลงซื้อนั้น ในปัญหานี้โจทก์ทั้งสองมีโจทก์ที่ 1 มาเบิกความยืนยันว่าโจทก์ที่ 1 ได้ถามจำเลยที่ 2 ในขณะไปดูการก่อสร้างอาคารที่โจทก์ทั้งสองซื้อตามคำฟ้องว่า อาคารพื้นที่ขนาดใหญ่อย่างนี้ทำไมไม่มีเสากลางบ้าน จำเลยที่ 2 บอกว่าอาคารนี้ได้ถูกออกแบบมาอย่างดีและถูกต้องตามหลักวิศวกรรม ไม่จำเป็นต้องมีเสากลางของอาคารก็ได้ โจทก์ทั้งสองจึงตกลงซื้ออาคารหลังดังกล่าว หลังจากโจทก์ทั้งสองเข้าพักอาศัยในอาคารหลังนั้นได้ 1 ปีเศษ อาคารดังกล่าวเริ่มแตกร้าว

พื้นอาคารชั้นล่างแตกและโก่งงอ ส่วนจำเลยที่ 2 นำสืบโดยมีจำเลยที่ 2 มาเบิกความเป็นพยานจากคำเบิกความของจำเลยที่ 2 แสดงว่าจำเลยที่ 2 ก็ยอมรับว่า การก่อสร้างอาคารทาวน์เฮาส์หลังที่โจทก์ทั้งสองซื้อเป็นการก่อสร้างผิดไปจากแบบที่ได้ขออนุญาตจากทางราชการไว้ ซึ่งจำเลยที่ 2 ทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวดีอยู่แล้วในขณะที่ขายอาคารทาวน์เฮาส์หลังนั้นให้แก่โจทก์ทั้งสอง กรณีจึงมีเหตุผลให้เชื่อตามที่โจทก์ทั้งสองนำสืบว่า เหตุที่โจทก์ทั้งสองซื้ออาคารทาวน์เฮาส์หลังดังกล่าวเป็นเพราะจำเลยที่ 2 ยืนยันต่อโจทก์ที่ 1 ว่าอาคารทาวน์เฮาส์นั้นได้ถูกออกแบบมาอย่างดีและถูกต้องตามหลักวิศวกรรม ไม่จำเป็นต้องมีเสากลางของอาคารก็ได้ ซึ่งขณะนั้นยังไม่ปรากฏการแตกร้าวของอาคารทาวน์เฮาส์หลังนั้นให้เห็นกรณีไม่มีเหตุผลพอให้เชื่อตามที่จำเลยที่ 2 นำสืบและฎีกาว่า

จำเลยที่ 2 ได้อธิบายให้โจทก์ทั้งสองฟังแล้วว่าผู้ซื้ออาคารทาวน์เฮาส์ดังกล่าวเดิมขอให้ตัดเสากลางออกซึ่งโจทก์ทั้งสองทราบดีว่าการก่อสร้างอาคารนั้นเป็นการก่อสร้างผิดแบบ แต่โจทก์ทั้งสองก็ยังตกลงซื้อในราคา 1,000,000 บาท ดังนี้ การที่จำเลยที่ 2 รู้อยู่แล้วว่าอาคารทาวน์เฮาส์หลังที่ขายให้แก่โจทก์ทั้งสองได้ก่อสร้างผิดไปจากแบบที่ได้ขออนุญาตจากทางราชการไว้ยังยืนยันต่อโจทก์ที่ 1 ว่า อาคารทาวน์เฮาส์นั้นได้ถูกออกแบบมาอย่างดีและถูกต้องตามหลักวิศวกรรม โดยไม่จำเป็นต้องมีเสากลางของอาคาร จึงเป็นการจงใจปกปิดข้อความจริงดังกล่าวเพื่อจูงใจให้โจทก์ทั้งสองซื้ออาคารทาวน์เฮาส์หลังนั้นเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายเนื่องจากเมื่อโจทก์ทั้งสองเข้าไปอยู่อาศัยในอาคารทาวน์เฮาส์ดังกล่าวได้เพียง 1 ปีเศษ

อาคารนั้นก็เริ่มแตกร้าว พื้นอาคารชั้นล่างแตกและโก่งงอ ในข้อนี้วิศวกรคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังได้ตรวจสอบแล้วพบว่า ฐานรากของอาคารดังกล่าวเอียงและบิดตัว ตำแหน่งศูนย์กลางของเข็มและเสาเยื้องกันมาก ทำให้เกิดการแตกร้าวของโครงสร้างโดยเฉพาะอาคารที่โจทก์ทั้งสองซื้อไม่ปลอดภัยในการอยู่อาศัย ควรจะทุบและรื้อถอน ซึ่งโจทก์ทั้งสองได้ทุบและรื้อถอนอาคารนั้นแล้ว ความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ทั้งสองดังกล่าวมีเหตุผลให้เชื่อว่าเป็นผลมาจากการก่อสร้างอาคารทาวน์เฮาส์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผิดไปจากแบบที่ได้รับอนุญาตจากทางราชการ การกระทำของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวจึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง

จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง ปัญหาว่าจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นวิศวกรต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วยหรือไม่ หากจำเลยที่ 4 มิได้เป็นวิศวกรผู้ควบคุมงานก่อสร้างอาคารดังกล่าวให้แก่บริษัทจำเลยที่ 1 และที่ 2 และจำเลยที่ 4 มิได้ลงลายมือชื่อในช่องวิศวกรและผู้ควบคุมงานในหนังสือรับรองของผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมและในหนังสือแสดงความยินยอมของผู้ควบคุมงาน แต่ลายมือชื่อดังกล่าวเป็นลายมือชื่อปลอมจริงดังที่จำเลยที่ 4 ได้ยื่นคำให้การต่อสู้ เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2543 จำเลยที่ 4 ก็ควรอย่างยิ่งที่จะต้องแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อหาความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมเพราะการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นการดำเนินการก่อสร้างผิดแบบที่ได้ขออนุญาตไว้ต่อทางราชการจนเป็นเหตุให้ต้องมีการรื้อถอนอาคารที่ก่อสร้างซึ่งโจทก์ทั้งสองได้ซื้อไปเนื่องจากอาคารนั้นแตกร้าวและไม่ปลอดภัยในการอยู่อาศัยอันจะมีผลมาถึงจำเลยที่ 4 ในฐานะวิศวกรผู้ควบคุมงานก่อสร้างนั้นว่าจำเลยที่ 4 ไม่ได้ใช้ความรู้ในวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมการก่อสร้างให้เป็นไปตามแบบเพื่อให้อาคารนั้นมีความมั่นคงและปลอดภัยในการอยู่อาศัยจนจำเลยที่ 4 อาจถูกเพิกถอนใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมได้ แต่จำเลยที่ 4 ก็มิได้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อหาความผิดดังกล่าวตลอดมาจนบัดนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดปกติวิสัยของผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมเช่นจำเลยที่ 4 อย่างยิ่ง กรณีมีเหตุผลให้เชื่อว่าที่จำเลยที่ 4 ไม่ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้ง ๆ ที่จำเลยที่ 4 ได้รับความเสียหายดังกล่าวและรู้ตัวผู้ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยที่ 4 แล้วว่าคือจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้นเป็นเพราะจำเลยที่ 4 ได้เข้าควบคุมงานการก่อสร้างอาคารที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขออนุญาตก่อสร้างจากทางราชการ ซึ่งรวมทั้งอาคารทาวน์เฮาส์ที่โจทก์ทั้งสองซื้อให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยจำเลยที่ 4 ได้รับค่าตอบแทนจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือแม้จะฟังข้อเท็จจริงว่าลายมือชื่อวิศวกรและผู้ควบคุมงานเป็นลายมือชื่อจำเลยที่ 4 ปลอมดังที่จำเลยที่ 4 ฎีกา ก็มีเหตุผลให้เชื่อว่าจำเลยที่ 4 เป็นผู้ยินยอมให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ลงลายมือชื่อจำเลยที่ 4 ในช่องวิศวกรและผู้ควบคุมงานในและจำเลยที่ 4 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมของจำเลยที่ 4 ไปใช้ในการยื่นขออนุญาตก่อสร้างอาคารดังกล่าวต่อสำนักงานเขตบางกะปิ โดยจำเลยที่ 4 ได้รับค่าตอบแทนจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 การกระทำของจำเลยที่ 4 ดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองจนเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 4 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง ดังนี้ ที่จำเลยที่ 4 ฎีกาว่า จำเลยที่ 4 ยังไม่ได้ดำเนินคดีแก่ผู้เกี่ยวข้องเป็นเพราะจำเลยที่ 4 ได้ปรึกษากับทนายความแล้วเห็นว่ายังมีเวลาและอายุความในการดำเนินคดีอาญาแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการนำเอกสารที่มีลายมือชื่อปลอมของจำเลยที่ 4 ไปใช้โดยทุจริตมีอายุความถึง 10 ปีในช่วงแรกจำเลยที่ 4 ยังไม่ทราบว่าบุคคลใดมีส่วนเกี่ยวข้องบ้างนั้น จึงไม่มีเหตุผลให้รับฟังได้ ส่วนปัญหาว่าจำเลยที่ 2 และที่ 4 ต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองจำนวน 450,000 บาท ดังที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือไม่นั้นเห็นว่าค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวเป็นค่าเสียหายที่เป็นค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนอาคารที่โจทก์ทั้งสองซื้อและค่าสูญเสียตัวอาคารนั้นอันทำให้โจทก์ทั้งสองขาดประโยชน์จากการใช้สอยอาคารนั้นเองหรือนำออกขายให้แก่ผู้อื่น แม้โจทก์ทั้งสองมิได้นำสืบว่าโจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายในส่วนนี้เป็นเงินจำนวนเท่าใด แต่ข้อเท็จจริงดังที่ได้วินิจฉัยมารับฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายในส่วนนี้เนื่องจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ศาลย่อมมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสองได้ตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 438 วรรคหนึ่ง บ้านแบบทาวน์เฮาส์ที่โจทก์ทั้งสองซื้อเป็นบ้านหลังริมสุดมีเนื้อที่กว้างกว่าบ้านหลังอื่น บ้านที่โจทก์ทั้งสองซื้อมีขนาดใหญ่เท่าบ้านจำนวน 2 หลัง และมีราคาสูงกว่าบ้านหลังอื่น ดังนี้ การรื้อถอนบ้านที่โจทก์ทั้งสองซื้อซึ่งมีขนาดใหญ่เท่าบ้านจำนวน 2 หลัง จึงต้องเสียค่าใช้จ่ายมากกว่าการรื้อถอนบ้านทาวน์เฮาส์ 1 หลัง ซึ่งมีขนาดปกติทั่วไป และค่าสูญเสียตัวอาคารนั้นให้แก่โจทก์ทั้งสองเพิ่มขึ้นจากที่ศาลชั้นต้นกำหนดจำนวน 100,000 บาท เป็นจำนวน 450,000 บาทและเมื่อรวมกับค่าเสียหายที่เป็นค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างผู้มีความรู้ความชำนาญมาตรวจสอบอาคารหลังที่โจทก์ทั้งสองซื้อซึ่งศาลชั้นต้นกำหนดให้จำนวน 8,000 บาท โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์โต้แย้งแล้วเป็นจำนวน 458,000 บาทนั้นเห็นว่าเป็นจำนวนค่าเสียหายที่เหมาะสมแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ก่อให้เกิดขึ้นแก่โจทก์ทั้งสองแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ปริญญา ดีผดุง · สมชาย สินเกษม · สู่บุญ วุฒิวงศ์
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นางกาญจนา ฤทธิทิศ
ศาลอุทธรณ์ - นางเสมอดาว เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.2345/2549
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ1974/2543
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ6331/2545
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้