Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 480/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

มูลนิธิที่เพียงแต่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้ง ยังมิได้จดทะเบียนไม่เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายที่จะรับการให้ได้ขณะรับการให้มูลนิธิไม่เป็นนิติบุคคลกลับอ้างว่าเป็นนิติบุคคลย่อมถือว่า เป็นการให้ที่ผู้ให้สำคัญผิดในสาระสำคัญแห่งนิติกรรมจึงทำให้นิติกรรมเป็นโมฆะเมื่อเป็นโมฆะแล้วผู้ว่าราชการจังหวัด

เนื้อความคำพิพากษา

มูลนิธิที่เพียงแต่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้ง ยังมิได้จดทะเบียนไม่เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายที่จะรับการให้ได้ขณะรับการให้มูลนิธิไม่เป็นนิติบุคคลกลับอ้างว่าเป็นนิติบุคคลย่อมถือว่า เป็นการให้ที่ผู้ให้สำคัญผิดในสาระสำคัญแห่งนิติกรรมจึงทำให้นิติกรรมเป็นโมฆะเมื่อเป็นโมฆะแล้วผู้ว่าราชการจังหวัดจำเลยที่ 1 และรองผู้ว่าราชการจังหวัดที่ 2ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้ได้รับเรื่องราวตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ย่อมเพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมให้ได้โดยไม่จำต้องให้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ให้ไปฟ้องร้องเพื่อเพิกถอนการให้ก่อน เมื่อคำสั่งเพิกถอนการให้ชอบแล้วจำเลยที่ 1 และที่ 2 ย่อมออกใบแทนและจดรายการเพิกถอนการให้ไว้ ในสารบัญโฉนดที่ดินได้โจทก์ฟ้องว่า

โจทก์ที่ 1 เป็นกรรมการมูลนิธิเผยแพร่พระพุทธศาสนา โจทก์ที่ 2 ซึ่งประกอบด้วยนายพวน แสงฮาดนายวิรัตน์ อาจอินทร์ นายสุนทร ไชยรส นายสำรวย แสงรัตน์นายทศพร ชัยเจริญ นายวิเชียร บุตรโยธี และนายไพฑูลย์วงษ์หาริมาตย์ เป็นคณะกรรมการมูลนิธิเผยแพร่พระพุทธศาสนาเป็นกองทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่จัดสรรไว้เพื่อบำเพ็ญทาน การศาสนา และสาธารณประโยชน์อื่นโดยมิได้มุ่งค้ากำไร แม้จะมิได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลก็ถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินได้ เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2518 จำเลยที่ 3ได้ยกที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 975 ให้แก่มูลนิธิเผยแพร่พระพุทธศาสนาโดยเสน่หา โดยมีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ถูกต้องตามระเบียบและกฎหมายแล้ว และมูลนิธิเผยแพร่พระพุทธศาสนาได้เข้าครอบครองใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมาจนถึงปัจจุบัน

เมื่อปี 2532 จำเลยที่ 3 ได้ร่วมกับเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคายซึ่งอยู่ในบังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ดำเนินการเพื่อให้มีการเพิกถอนการให้ที่ดินดังกล่าวโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายโดยเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2532 จำเลยที่ 2 ซึ่งรักษาราชการแทนจำเลยที่ 1 อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายที่ดิน ได้สั่งให้ออกใบแทนโฉนดที่ดินพิพาทดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 3 และออกคำสั่งจังหวัดหนองคายที่ 1924/2532 ลงวันที่ 20 กันยายน 2532เพิกถอนรายการจดทะเบียนที่จำเลยที่ 3 ยกที่ดินพิพาทให้แก่มูลนิธิเผยแพร่พระพุทธศาสนาโดยไม่มีอำนาจ ทั้งนี้ เพราะการถอนคืนการให้เป็นอำนาจตุลาการ มิใช่อำนาจบริหารทั้งประมวลกฎหมายที่ดินก็ไม่ได้ให้อำนาจเพิกถอนกรรมสิทธิ์ในกรณีนี้ได้

การกระทำดังกล่าวเป็นการปฎิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้มูลนิธิเผยแพร่พระพุทธศาสนาได้รับความเสียหายขอให้บังคับจำเลยที่ 1 เพิกถอนคำสั่งจังหวัดหนองคายที่ 1924/2532 ลงวันที่ 20 กันยายน 2532 และสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินจดแจ้งรายการเพิกถอนคำสั่งลงในโฉนดที่ดินฉบับสำนักงานที่ดิน กับเรียกใบแทนโฉนดที่ดินจากจำเลยที่ 3 คืนถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ปฎิบัติหรือไม่สามารถปฎิบัติได้ ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และห้ามจำเลยที่ 3เข้าเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทอีกต่อไปจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า สัญญาให้ที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 3 กับมูลนิธิเผยแพร่พระพุทธศาสนาตกเป็นโมฆะเพราะมูลนิธิเผยแพร่พระพุทธศาสนาไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลการที่จำเลยที่ 2 ในฐานะรองผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งรักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดเพิกถอนรายการจดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทจึงเป็นการใช้อำนาจโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 61 แล้ว

ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ให้การว่า มูลนิธิเผยแพร่พระพุทธศาสนาไม่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งและมิได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลคำสั่งจังหวัดหนองคายที่ 1924/2532 ลงวันที่ 20 กันยายน 2532ชอบด้วยกฎหมายแล้วเพราะขณะรับการให้มูลนิธิเผยแพร่พระพุทธศาสนาไม่ได้เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย สัญญาให้จึงตกเป็นโมฆะ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งจังหวัดหนองคายที่ 1924/2532 ลงวันที่ 20 กันยายน 2532 เรื่อง เพิกถอนรายการจดทะเบียนให้ที่ดิน และใบแทนโฉนดเลขที่ 975 เลขที่ดิน 50ตำบลในเมือง อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย ห้ามจำเลยที่ 3เกี่ยวข้องกับที่ดินโฉนดเลขที่ 975 ดังกล่าว คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกและให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 เสียด้วย

นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 3 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า มูลนิธิเผยแพร่พระพุทธศาสนาได้รับอนุญาตให้ดำเนินการจัดตั้งได้เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2518 ตามใบอนุญาตจัดตั้งเอกสารหมาย จ.4โจทก์ทั้งสองเป็นกรรมการของมูลนิธิดังกล่าว โจทก์ที่ 2มอบอำนาจให้โจทก์ที่ 1 ดำเนินคดีแทน ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.1 ในวันที่โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้มูลนิธิเผยแพร่พระพุทธศาสนายังมิได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2518 จำเลยที่ 3 ได้ยกที่ดินโฉนดเลขที่ 975 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทคดีนี้ให้แก่มูลนิธิเผยแพร่พระพุทธศาสนาโดยเสน่หาโดยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์

ณ สำนักงานที่ดินจังหวัดหนองคายตามสารบัญจดทะเบียนโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.12 และหนังสือสัญญาให้ที่ดินเอกสารหมาย จ.13 ต่อมาในปี 2532 จำเลยที่ 3 ได้ร้องเรียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคายเพื่อให้จำเลยที่ 1 เพิกถอนรายการจดทะเบียนในโฉนดที่ดินพิพาทโดยอ้างว่าการจดทะเบียนให้ที่ดินดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 3 ผู้ให้กับมูลนิธิเผยแพร่พระพุทธศาสนาผู้รับให้ไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากผู้รับให้ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลไม่มีสิทธิรับให้ที่ดินจำเลยที่ 3 จึงขอเรียกที่ดินที่ให้คืนเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคายทำการสอบสวนแล้ว เห็นว่ามูลนิธิเผยแพร่พระพุทธศาสนามิได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลไม่อาจเป็นผู้รับให้ได้ สัญญาให้ที่ดินระหว่างจำเลยที่ 3กับมูลนิธิเผยแพร่พระพุทธศาสนาจึงตกเป็นโมฆะ

ต้องเพิกถอนรายการจดทะเบียน จึงได้เสนอความเห็นต่อจำเลยที่ 1 และแจ้งไปยังนายกำพล กลิ่นสุคนธ์ นายมั่น ไกรราช ผู้ลงชื่อเป็นผู้รับให้ในนามมูลนิธิเผยแพร่พระพุทธศาสนาเพื่อทราบถึงการสอบสวนนี้ ซึ่งไม่มีผู้ใดคัดค้านและได้แจ้งให้นายสุนทร ไชยรส ผู้ถือโฉนดฉบับเจ้าของที่ดินของที่ดินพิพาทส่งมอบโฉนดฉบับเจ้าของที่ดินพิพาทดังกล่าวคืนเพื่อเพิกถอนรายการจดทะเบียน แต่นายสุนทรไม่ส่งโฉนดที่ดินฉบับเจ้าของที่ดินให้ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคายจึงทำความเห็นเสนอต่อจำเลยที่ 1 ให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนและออกใบแทนโฉนดที่ดินฉบับเจ้าของที่ดิน จำเลยที่ 2 ซึ่งรักษาราชการแทนจำเลยที่ 1 อาศัยอำนาจตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ 4)

พ.ศ. 2528 ได้มีคำสั่งที่ 1924/2532 ลงวันที่ 20 กันยายน 2532 ให้ออกใบแทนโฉนดที่ดินพิพาทแล้วให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนประเภทให้ในโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวรวมตลอดทั้งเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมดตามคำสั่งจังหวัดหนองคายเอกสารหมาย ล.14พิเคราะห์แล้ว เห็นสมควรวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ทั้งสองก่อนโจทก์ทั้งสองฎีกาว่า เมื่อมูลนิธิเผยแพร่พระพุทธศาสนาได้รับอนุญาตให้ก่อตั้งขึ้นแล้วคณะกรรมการซึ่งทำหน้าที่ของผู้จัดการมูลนิธิย่อมเป็นผู้รับการให้และยึดถือที่ดินที่รับการให้นั้นได้ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 82 วรรคสามคำสั่งให้ออกใบแทนโฉนดที่ดินและเพิกถอนรายการการจดทะเบียนการให้ตามคำสั่งจังหวัดหนองคายที่ 1924/2532 จึงไม่ชอบเมื่อการให้สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 525แล้ว

จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่มีอำนาจเพิกถอนการให้ได้เพราะการเพิกถอนการให้จะมีได้ต่อเมื่อเป็นตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531 ถึง มาตรา 535 และเป็นเรื่องที่ต้องฟ้องศาลขอเพิกถอนการให้ จำเลยที่ 1 และที่ 2จะใช้สิทธิเพิกถอนการให้ไม่ได้ จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 มาเพิกถอนการให้นี้ไม่ได้ เห็นว่า ในสารบัญจดทะเบียนการให้ที่ดินในโฉนดที่ดินพิพาทเอกสารหมาย จ.12 ระบุว่าผู้รับโอนคือมูลนิธิเผยแพร่พระพุทธศาสนา ไม่ใช่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นเพียงกรรมการของมูลนิธิ เมื่อขณะรับการให้มูลนิธิดังกล่าวมีฐานะเพียงแต่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้ง ยังมิได้จดทะเบียน จึงถือว่ามูลนิธิดังกล่าวยังไม่เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายที่จะรับการให้ได้เพราะนิติบุคคลจะมีขึ้นได้ก็แต่ด้วยอาศัยอำนาจแห่งกฎหมายเมื่อขณะได้รับอนุญาตจัดตั้งมูลนิธิ

เมื่อปี 2518 นั้นมูลนิธิดังกล่าวเพียงแต่ยื่นขอจดทะเบียนเท่านั้น แต่นายทะเบียนยังมิได้รับจดทะเบียนและออกใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนให้แก่มูลนิธิและประกาศการจัดตั้งมูลนิธิดังกล่าวในราชกิจจานุเบกษาเลยเมื่อนายทะเบียนยังมิได้รับจดทะเบียนเช่นนี้แล้ว มูลนิธิดังกล่าวจึงยังไม่เป็นนิติบุคคลเพราะมูลนิธิที่จะเป็นนิติบุคคลได้ต้องเป็นมูลนิธิที่ได้รับจดทะเบียนแล้ว ดังนั้นเมื่อขณะรับการให้มูลนิธิดังกล่าวไม่เป็นนิติบุคคลแล้วกลับอ้างว่ามูลนิธิเป็นนิติบุคคลเช่นนี้ย่อมถือว่าการให้นั้นเป็นโมฆะเพราะเมื่อผู้ให้ระบุว่าขอยกที่ดินพิพาทให้แก่มูลนิธิเผยแพร่พระพุทธศาสนานั้น ย่อมหมายถึงว่ามูลนิธิดังกล่าวเป็นนิติบุคคลแล้วย่อมถือว่าเป็นการให้ที่สำคัญผิดในสาระสำคัญแห่งนิติกรรมจึงทำให้นิติกรรมการให้เป็นโมฆะ

เมื่อเป็นโมฆะแล้วจำเลยที่ 1และที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้ได้รับเรื่องราวตามมาตรา 61แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ย่อมเพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมการให้ได้ การเพิกถอนการให้นี้หาจำต้องให้จำเลยที่ 3 ไปฟ้องร้องเพื่อเพิกถอนการให้ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยการเพิกถอนการให้ก่อนไม่ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งมีอำนาจตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินอยู่แล้วย่อมเพิกถอนการให้ได้เลย คำสั่งเพิกถอนการให้ที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงชอบแล้วเมื่อคำสั่งเพิกถอนการให้ชอบแล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ย่อมออกใบแทนและจดรายการเพิกถอนการให้ไว้ในสารบัญโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.12 ได้ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ประการแรกจำเลยที่ 3 ฎีกาว่า

โจทก์ที่ 1 และที่ 2 มิได้เป็นผู้จัดการมูลนิธิดังกล่าวและมูลนิธิดังกล่าวยังไม่เป็นนิติบุคคลจึงถือว่าโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเพียงกรรมการของมูลนิธิไม่เป็นบุคคลที่จะฟ้องหรือถูกฟ้องได้เห็นว่า สำหรับโจทก์ที่ 1 นั้นฟ้องคดีในฐานที่เป็นกรรมการคนหนึ่งและเป็นผู้รับมอบอำนาจจากกรรมการอื่น อันเป็นสิทธิเฉพาะตัวของโจทก์ที่ 1 เมื่อโจทก์ที่ 1ถึงแก่ความตายจึงไม่อาจให้บุคคลใดเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ได้ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้มีการเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ที่ 1จึงเป็นการมิชอบ ให้จำหน่ายคดีสำหรับโจทก์ที่ 1 เสียจากสารบบความส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ 2 นั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1พิพากษาให้ยกฟ้องและศาลฎีกาได้วินิจฉัยฎีกาของโจทก์ที่ 2แล้วว่าคำสั่งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชอบแล้ว ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ที่ว่า โจทก์ที่ 2 มีอำนาจฟ้องหรือไม่จึงไม่เป็นสาระแก่คดี การจะวินิจฉัยไปอย่างไรก็ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 3 ในปัญหานี้"

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อธิราช มณีภาค · มงคล สระฏัน · วุฒิ คราวุฒิ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้