Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 478/2507

พ.ศ. 2507 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ยินยอมอนุญาตให้จำเลยขายฝากเรือนพิพาท แต่เอกสารยินยอมอนุญาตให้ขายฝากมิได้ระบุถึงกำหนดระยะเวลาแห่งการขายฝากไว้จำเลยไปทำหนังสือสัญญาขายฝากมีกำหนด 1 ปีจึงมิใช่เป็นการกระทำเกินขอบเขตหนังสือยินยอมอนุญาตและการกำหนดระยะเวลาขายฝากตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 495 ก็อนุญาตให้คู่กรณีตกลงกันได้เป็นแต่ไม่ให้กำหนดระยะเวลาเกินสิบปีหรือสามปีตามประเภทของทรัพย์เท่านั้น ฉะนั้น การกำหนดระยะเวลาขายฝากในกรณีนี้จึงไม่ฝ่าฝืนกฎหมายหรือตกเป็นโมฆะ

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและยื่นคำร้องขอแก้ฟ้องว่า โจทก์เป็นสามีจำเลยที่ 1มาประมาณ 17 ปีแล้ว แต่มิได้จดทะเบียนสมรส เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในเรือน 1 หลังราคา 30,000 บาท เมื่อ พ.ศ. 2501 โจทก์ได้ยินยอมให้จำเลยที่ 1 นำเรือนหลังนี้ไปจำนองกับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 10,000บาท ดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อเดือน ต่อมาเดือนกรกฎาคม 2504 จำเลยที่ 1กับที่ 2 ตกลงทำสัญญาจำนองกันใหม่โดยเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระ 10 เดือน เป็นเงิน 3,000 บาท ทบเข้าเป็นต้นเงินด้วย โจทก์ก็ยินยอมอนุญาตให้จำเลยทั้งสองทำสัญญาจำนองกันได้ ครั้นเมื่อต้นเดือนสิงหาคม 2505 โจทก์ไปขอดูสัญญาที่อำเภอ กลับปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาขายฝากเรือนให้แก่จำเลยที่ 2 หาใช่เป็นการจำนองไม่สัญญาขายฝากจึงตกเป็นโมฆะ หรือหากสัญญาขายฝากผูกพันกรรมสิทธิ์ส่วนของจำเลยที่ 1 ก็ให้แบ่งส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์กึ่งหนึ่งคิดเป็นเงิน 15,000 บาท ให้โจทก์จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ และขาดนัดพิจารณาจำเลยที่ 2 ต่อสู้และฟ้องแย้งว่า

เมื่อ พ.ศ. 2501 โจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ตกลงจำนองบ้านไว้กับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 10,000 บาทดอกเบี้ยชั่งละ 2 บาทต่อเดือน เมื่อจำนองแล้ว โจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ชำระดอกเบี้ยและผ่อนชำระต้นเงินให้บ้าง ยังค้างต้นเงินอยู่ 7,000 บาท โจทก์กับจำเลยที่ 1 ขอกู้เงินจากจำเลยที่ 2 อีก 6,000 บาท และเปลี่ยนทำเป็นสัญญาขายฝากต่อกัน ซึ่งโจทก์ยินยอมมอบอำนาจเป็นหนังสือให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภรรยาให้เป็นคู่สัญญากับจำเลยที่ 2 เป็นจำนวนเงิน 13,000 บาท ทั้งได้จดทะเบียนขายฝากต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2504 ด้วย กำหนดไถ่ถอนภายใน 1ปี แล้วโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ขอเช่าบ้านที่ขายฝากนั้น ในระหว่างระยะเวลาแห่งการฝาก โจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่มีเงินไถ่ถอนการขายฝากบ้านจึงหลุดเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2505 จำเลยที่ 2จึงบอกเลิกสัญญาโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้คืนบ้านให้จำเลยที่ 2 เพียง 1 คูหา

ส่วนอีก 2 คูหามีผู้เช่าอยู่ โจทก์กับจำเลยที่ 1 ขัดขวางไม่ให้ผู้เช่าชำระค่าเช่าแก่จำเลยที่ 2 จึงฟ้องแย้งขอแสดงว่าบ้านเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 ห้ามโจทก์กับบริวารมิให้เกี่ยวข้อง กับให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายที่จำเลยที่ 2 ไม่ได้เก็บค่าเช่าบ้าน 2 คูหาในอัตราเดือนละ 160 บาท นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2505 เป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะคืน 2 คูหาให้แก่จำเลยที่ 2โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ลงชื่อในหนังสือยินยอมโดยเชื่อว่าจำเลยที่ 1 จะทำการจำนองเท่านั้น ตามหนังสือยินยอมที่โจทก์หลงลงชื่อให้จำเลยที่ 1 ไปนั้นมีข้อความว่า "อนุญาตให้ขายฝาก" หาได้อนุญาตให้ขายฝากเพียงกำหนด 1 ปี ตามสัญญาขายฝากท้ายฟ้องไม่ แม้จะฟังว่าจำเลยที่ 1 ได้รับความยินยอมให้ทำนิติกรรมขายฝาก

นิติกรรมนั้นไม่ตรงกับที่อนุญาตไว้ เพราะทำไปโดยขัดต่อเจตนาของโจทก์ นิติกรรมขายฝากจึงตกเป็นโมฆะ โจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้เช่าเรือนพิพาทจากจำเลยที่ 2 ก็ไม่เป็นความจริงชั้นพิจารณา โจทก์และจำเลยที่ 2 ต่างไม่ติดใจสืบพยานบุคคลศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยไปตามประเด็นที่ตั้งไว้ว่า (1) โจทก์กับจำเลยที่ 1 มิใช่สามีภรรยากันตามกฎหมาย และโจทก์มิได้นำสืบว่ามีส่วนเป็นเจ้าของในฐานะเป็นหุ้นส่วน จึงรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์มีส่วนเป็นเจ้าของอยู่ด้วยกึ่งหนึ่ง (2) จำเลยที่ 2 ทำนิติกรรมขายฝากกับจำเลยที่ 1 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน โจทก์จะขอเพิกถอนไม่ได้ (3) โจทก์ไม่ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 2 ตามฟ้องแย้ง

ผลคำพิพากษา

พิพากษายกฟ้อง ส่วนเรือนพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 ห้ามโจทก์กับบริวารไม่ให้เข้าเกี่ยวข้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เรือนพิพาทโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมอยู่กึ่งหนึ่ง โจทก์รับว่าได้ลงชื่อในหนังสือยินยอมอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ขายฝากเรือนที่พิพาท สัญญาขายฝากรายนี้หาเป็นโมฆะไม่ คงพิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาพิพากษายืน โดยวินิจฉัยว่า เอกสารหมาย จ.7 มีข้อความว่า "โจทก์ยินยอมอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ขายฝากเรือนพิพาท" แต่เอกสารนี้มิได้ระบุถึงกำหนดระยะเวลาแห่งการขายฝากไว้ จำเลยที่ 1 ไปทำหนังสือสัญญาขายฝากมีกำหนด 1 ปี จึงมิใช่เป็นการกระทำเกินขอบเขตหนังสือยินยอมอนุญาต และการกำหนดระยะเวลาขายฝากตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 495 ก็อนุญาตให้คู่กรณีตกลงกันได้ เป็นแต่ไม่ให้กำหนดระยะเวลาเกินสิบปีหรือสามปีตามประเภทของทรัพย์เท่านั้น ฉะนั้น การกำหนดระยะเวลาขายฝากในกรณีนี้จึงไม่ฝ่าฝืนกฎหมายหรือตกเป็นโมฆะ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เจน เวชศิลป์ · สอาด นาวีเจริญ · สวิง ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้