Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4775/2536

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ จำเลยที่ 1 และบุตรคนอื่น ๆ ปลูกบ้านลงในที่ดินมีโฉนดของบิดามารดาตามที่บิดามารดาอนุญาตและชี้ให้ปลูก โดยบิดามารดามีเจตนายกให้ตั้งแต่วันที่อนุญาตนั้น และต่างได้ครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัดตลอดมาเป็นเวลาเกิน 10 ปีแล้ว ดังนี้ แต่ละคนย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ตนปลูกบ้านโดยการครอบครองปรปักษ์ ทางพิพาทอยู่ในที่ดินส่วนของจำเลยที่ 1 โจทก์และบริวารใช้เดินผ่านเข้าออกสู่ทางสาธารณะตั้งแต่แรกโดยสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาจะให้เป็นทางภารจำยอมติดต่อกันเป็นเวลาเกิน 10 ปีแล้ว ทางพิพาทย่อมตกเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินส่วนของโจทก์โดยอายุความ

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 1826 เป็นของนายขีดและนางเชยบิดามารดาของโจทก์ และจำเลยที่ 1 เมื่อปี 2507มีทางเดินกว้างประมาณ 2 เมตร ติดต่อตลอดแนวทั้งสี่ด้าน นายขีดนางเชย โจทก์จำเลยที่ 1 และพี่น้องโจทก์ได้ใช้ทางเดินดังกล่าวออกสู่ทางสาธารณะ ต่อมาปี 2508 โจทก์ปลูกบ้านเลขที่ 213/1ในที่ดินทางด้านทิศเหนือ โจทก์และบริวารก็ใช้ทางเดินนั้นตลอดมาในปี 2513 จำเลยที่ 1 ปลูกบ้านเลขที่ 213/2 ลงในที่ดินดังกล่าวเมื่อปี 2524 นางขีดและนางเชยได้ยกที่ดินแปลงดังกล่าวให้โจทก์จำเลยที่ 1 และบุตรคนอื่น ๆ รวม 6 คน ปี 2525 บุตรทั้ง 6 คนตกลงแบ่งกรรมสิทธิ์ออกเป็น 6 โฉนด โดยโจทก์ได้โฉนดเลขที่ 28446ส่วนจำเลยที่ 1 ได้โฉนดเลขที่ 1826 ทางเดินดังกล่าวที่อยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 1826 ของจำเลยที่ 1 จึงตกอยู่ในภารจำยอมของที่ดินของโจทก์

เพราะโจทก์และบริวารได้ใช้เพื่อออกสู่ถนนสาธารณะติดต่อกันมาเป็นเวลา 18 ปี โดยสงบเปิดเผย ก่อนที่ดินจะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 หลังจากที่ดินแปลงนั้นตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1แล้วโจทก์และบริวารก็ยังคงใช้ทางเดินในที่ดินของจำเลยที่ 1 อยู่ต่อมาเมื่อวันที่ 21 ถึง 25 ตุลาคม 2529 จำเลยที่ 1 ได้สร้างรั้วคอนกรีต โดยจำเลยที่ 2 รู้เห็นยินยอมลงในเขตที่ดินโฉนดที่ 1826ของจำเลยที่ 1 กับที่ดินโฉนดที่ 28446 ของโจทก์จากทิศเหนือลงมาสู่ทางทิศใต้และสร้างรั้วสังกะสีต่อจากรั้วคอนกรีตเข้าไปยังลำกระโดงสาธารณะ และจำเลยทั้งสองห้ามมิให้โจทก์และบริวารของโจทก์ใช้ทางเดินผ่านที่ดินของจำเลยดังกล่าว ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อรั้วคอนกรีตของจำเลยทั้งสองตรงที่ผ่านทางเดินอันเป็นภารจำยอมระหว่างแนวเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 28446 ของโจทก์กับโฉนดที่ดินเลขที่ 1826 ของจำเลยที่ 1 ออกไปให้หมดซึ่งต้องมีความกว้างไม่น้อยกว่า 2 เมตร ให้โจทก์และบริวารของโจทก์มีสิทธิเดินผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 1826 ของจำเลยที่ 1 ตามทางเดินด้านติดแนวเขตทิศเหนือและด้านติดแนวเขตทิศตะวันออกตลอดแนวเขตที่ดินซึ่งต้องมีความกว้างไม่น้อยกว่า 2 เมตร

ห้ามจำเลยทั้งสองกระทำการใด ๆอันเป็นการขัดขวางในการที่โจทก์และบริวารของโจทก์จะใช้สิทธิในการเดินผ่านที่ดินดังกล่าว และขอให้ศาลมีคำสั่งว่าที่ดินกว้าง2 เมตร ยาวตลอดติดแนวเขตที่ดินด้านทิศเหนือและยาวตลอดติดแนวเขตที่ดินด้านทิศตะวันออกของที่ดินโฉนดเลขที่ 1826 ตกอยู่ในภารจำยอม(ทางเดิน) ของที่ดินโฉนดเลขที่ 28446 กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันไปจดทะเบียนภารจำยอม (ทางเดิน) ให้แก่โจทก์ โดยโจทก์ยินยอมเสียค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองจำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2เฉพาะจำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นเจ้าของหรือมีกรรมสิทธิ์ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในโฉนดที่ดินเลขที่ 1826 แต่จำเลยที่ 1 ได้รับโอนกรรมสิทธิ์โดยการยกให้โดยเสน่หาจากนายขีด และนางเชยซึ่งเป็นบิดามารดาของจำเลยที่ 1 และมิได้ยกให้เป็นสินสมรสระหว่างจำเลยทั้งสอง

จำเลยที่ 2 มิได้รู้เห็นในการที่จำเลยที่ 1 ก่อสร้างรั้วคอนกรีต เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 1826 ดังกล่าวเป็นของนายขีดและนางเชย เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2524 นายขีดและนางเชยได้ยกที่ดินดังกล่าวให้แก่บุตรทั้งหกคนถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน ต่อมาวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2525 ทั้งหกคนได้ตกลงแบ่งแยกที่ดินออกเป็น6 โฉนด และแยกกันครอบครองเป็นสัดส่วน ตอนที่ที่ดินยังเป็นกรรมสิทธิ์ของนายขีดและนางเชยอยู่นั้น นายขีดและนางเชยได้ปลูกบ้านเลขที่ 213 เพื่ออยู่อาศัยทางทิศเหนือมุมตะวันตก เมื่อจะออกสู่ถนนสาธารณะต้องเดินไปทางทิศตะวันตกที่ดินแปลงดังกล่าวมิได้มีทางเดินเพื่อเดินออกถนนสาธารณะทางด้านทิศตะวันออกผ่านที่ดินของจำเลยที่ 1เมื่อปี 2508 โจทก์ได้ปลูกบ้านเลขที่ 213/1 ลงในที่ดินดังกล่าวทางด้านทิศเหนือโดยอาศัยสิทธิของนายขีดและนางเชยเจ้าของที่ดินการเดินเข้าออกของโจทก์และบริวารก็อาศัยสิทธิของนายขีดและนางเชย

แม้จะเดินผ่านเกิน 10 ปี โจทก์ก็ไม่ได้สิทธิเป็นทางภารจำยอม และนับแต่โจทก์ได้เข้าครอบครองที่ดินเป็นสัดส่วนเมื่อปี 2525 โจทก์และบริวารเดินเข้าออกถนนสาธารณะก็อาศัยเดินทางทิศตะวันตก มิได้เดินทางทิศเหนือและทางทิศตะวันออกผ่านที่ดินของจำเลยที่ 1 หรือหากโจทก์และบริวารเดินผ่านที่ดินของจำเลยที่ 1 ก็ตามแต่ก็เดินโดยอาศัยและถือวิสาสะ ทั้งยังเดินผ่านไม่ถึง 10 ปีนับแต่แบ่งแยกครอบครองเป็นสัดส่วน ทางเดินจึงไม่ตกเป็นภารจำยอมจำเลยที่ 1 ได้สร้างรั้วคอนกรีตในที่ดินของจำเลยที่ 1 แต่โจทก์และบริวารก็มีทางเดินออกถนนสาธารณะได้ไม่ได้รับความเสียหายขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้ที่ดินกว้าง 2 เมตร ยาวตลอดติดแนวเขตที่ดินด้านทิศเหนือและยาวตลอดติดแนวเขตที่ดินด้านทิศตะวันออกของที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 1826 ตำบลบางขุนศรี (บางเสาธง)อำเภอบางกอกน้อย

กรุงเทพมหานคร ตกอยู่ในภารจำยอมของที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 28446 ตำบลบางขุนศรี (บางเสาธง) อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันไปจดทะเบียนเป็นภารจำยอมดังกล่าวให้แก่โจทก์ โดยให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายตามกฎหมายหรือตามระเบียบของทางราชการหากมี หากจำเลยทั้งสองฝ่าฝืนให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาจดทะเบียนภารจำยอมดังกล่าวแทนต่อไป ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อรั้วคอนกรีตตรงที่ผ่านทางเดินซึ่งเป็นภารจำยอมระหว่างแนวเขตที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 28446 ของโจทก์ กับที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 1826 ของจำเลยที่ 1 ออกไปให้มีความกว้างไม่น้อยกว่า 2 เมตร และให้โจทก์และบริวารมีสิทธิเดินผ่านที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 1826 ของจำเลยตามที่ 1 ตามทางเดินด้านติดแนวเขตทิศเหนือและด้านติดแนวเขตทิศตะวันออก

ตลอดแนวเขตที่ดินซึ่งมีความกว้างไม่น้อยกว่า 2 เมตรจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์โจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่าทางเดินพิพาทเป็นทางภารจำยอมหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์ปลูกบ้านเลขที่ 213/1 ลงในที่ดินโฉนดเลขที่ 1826 เมื่อปี 2508 โจทก์และครอบครัวเข้าไปอยู่ในบ้านหลังดังกล่าวตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาจำเลยที่ 1 ปลูกบ้านเลขที่ 213/2 ลงในที่ดินโฉนดเลขที่ 1826เมื่อปี 2513 จำเลยทั้งสองได้เข้าไปอยู่ในบ้านหลังดังกล่าวตั้งแต่ปี 2522 เป็นต้นมา หลังจากนายขีดและนางเชยอนุญาตให้โจทก์จำเลยที่ 1 และลูกอีก 4 คนปลูกบ้านแล้ว นายขีดและนางเชยกับลูกแต่ละคนไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกันเลย

ลักษณะดังกล่าวนี้ถือได้ว่านายขีดและนางเชยมีเจตนาจะยกที่ดินตรงที่โจทก์ จำเลยที่ 1และลูกอีก 4 คนปลูกบ้านให้มาตั้งแต่วันที่อนุญาตให้ปลูกบ้านแล้วดังจะเห็นได้ว่าหลังจากมีการแบ่งแยกโฉนดให้ลูกทั้ง 6 คน ก็รังวัดแบ่งแยกโฉนดตามบริเวณบ้านที่ลูกแต่ละคนปลูกบ้านนั่นเอง การที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ครอบครองที่ดินที่ปลูกบ้านของตนตลอดมาจนกระทั่งถึงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2524 ซึ่งเป็นวันที่นายขีดและนางเชยยกที่ดินให้จึงเป็นการครอบครองโดยความสงบ และเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลาเกิน 10 ปีแล้ว โจทก์และจำเลยที่ 1 ย่อมมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 1826 บริเวณที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ปลูกบ้านอยู่อาศัยโดยการครอบครองปรปักษ์ถึงแม้ว่าที่ดินส่วนของโจทก์กับส่วนของจำเลยที่ 1 จะยังอยู่ในโฉนดเดียวกัน แต่ก็ฟังได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 แยกครอบครองคนละแปลงเป็นส่วนสัด

ทางพิพาทอยู่ในที่ดินส่วนของจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์และบริวารใช้เดินผ่านเข้าออกตั้งแต่ปี 2508 จนกระทั่งวันที่ 21ตุลาคม 2529 โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาจะให้เป็นทางภารจำยอมติดต่อกันเป็นเวลากว่า 10 ปี แล้ว ย่อมตกเป็นทางภารจำยอมแก่ที่ดินส่วนของโจทก์โดยอายุความตามกฎหมายแล้ว จำเลยทั้งสองจึงไม่มีสิทธิปิดกั้น ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นพิพากษากลับ ให้บังคับตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
บรรเทิง มุลพรม · ไมตรี กลั่นนุรักษ์ · สุรินทร์ นาควิเชียร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้