Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 477/2513

พ.ศ. 2513 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยเช่าที่ดินส่วนที่เป็นของ ร. ทั้งแปลงเพื่อปลูกสร้างอาคารจำเลยปลูกห้องแถวขึ้น 2 ห้องครึ่ง แม้จะมีเรือนเก่าปลูกอยู่แล้วครึ่งหลังเมื่อจำเลยใช้ที่แปลงนี้ปลูกสร้างอาคารเพิ่มเติมตามสัญญาเช่าแล้วหาประโยชน์โดยให้ผู้อื่นเช่าทำการค้า การเช่าที่ทั้งแปลงของจำเลยจึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมการเช่าเคหะและที่ดินพ.ศ. 2504 จะแยกออกเป็นส่วน ๆ ไม่ได้ เดิมบ้านปลูกอยู่กลางที่ดินของ ส. ส. ทำพินัยกรรมยกที่ดินให้ ร.และจำเลยคนละครึ่ง ส่วนบ้านยกให้จำเลย เมื่อ ส. ตายเกิดสภาพความเป็นเจ้าของที่ดินแยกกันส่วนหนึ่งของตัวบ้านรุกล้ำเข้าไปในเขตที่ดินของ ร. พินัยกรรมกำหนดให้ ร. ยอมให้จำเลยเช่าที่ส่วนของ ร.5 ปี ถ้าจำเลยยังรื้อบ้านออกไปไม่ได้ ก็ให้เช่าอีก 6 ปี เมื่อจำเลยและ ร. รับมรดกตามพินัยกรรมทั้งสองฝ่ายยังได้ทำหนังสือสัญญาประนีประนอมยอมความว่าต่างฝ่ายยินยอมปฏิบัติ หน้าที่ตามพินัยกรรม และได้มีการจดทะเบียนการเช่าว่า จำเลยเช่าที่ดินเฉพาะส่วนของ ร. เมื่อครบกำหนดสัญญาแล้ว ร. ให้จำเลยเช่าต่อตามสัญญาเดิม ดังนี้ กรณีไม่อยู่ภายใต้บังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1310 เพราะตามพินัยกรรมหรือสัญญาประนีประนอมยอมความตลอดจนการทำสัญญาเช่าและจดทะเบียนการเช่าแสดงว่าจำเลยอยู่และปลูกสร้างห้องแถวในที่ดินของ ร. โดยอาศัยสิทธิการเช่าที่ดินจาก ร. มิใช่ ร. ยินยอมให้จำเลยปลูกหรือด้วยความประมาทเลินเล่อของ ร. ที่ปล่อยปละละเลยให้จำเลยปลูก จึงไม่อาจยกเอาประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1310 มาขอให้บังคับเพื่อประโยชน์ของจำเลยได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ทำสัญญาเช่าที่ดินของนางสาวรัตนาเพื่อปลูกสร้างอาคารมีกำหนด ๕ ปี และได้ต่ออายุสัญญาเช่าอีก ๖ ปีโดยนางสาวรัตนาปฏิบัติให้เป็นไปตามพินัยกรรมของนายสายเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินเดิม นางสาวรัตนาโอนกรรมสิทธิ์ที่แปลงนี้ให้โจทก์เมื่อปี ๒๕๐๐ โจทก์ยอมให้จำเลยเช่าต่อไปตามความประสงค์ของนางสาวรัตนาเมื่อที่ดินตกเป็นของโจทก์ก็ไม่เคยเก็บค่าเช่า จำเลยได้ปลูกสร้างอาคารลงบนที่ดินที่เช่า ๒ ห้องครึ่ง แล้วให้เช่า ผู้เช่าช่วงได้เช่าใช้ประกอบธุรกิจการค้า สัญญาเช่าสิ้นอายุในวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๐๖ขอให้พิพากษาให้จำเลยรื้อถอนอาคารและออกไปจากที่ดินโจทก์หากขัดขืนก็ขอให้โจทก์มีสิทธิรื้อถอนเองโดยคิดค่าใช้จ่ายจากจำเลยให้จำเลยใช้ค่าเสียหายจากวันละเมิดถึงวันฟ้อง และค่าเสียหายถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะออกไปและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ของโจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยได้ทำสัญญาเช่าที่ดินเฉพาะส่วนของนางสาวรัตนาจริง เพื่อปลูกห้องแถว ๒ ห้องครึ่งทำการค้าและอยู่อาศัยที่ดินที่ให้เช่าส่วนหนึ่งเป็นที่ปลูกบ้านเลขที่ ๔๓๐ ใช้อยู่อาศัยมาแต่เดิมเฉพาะบริเวณที่ปลูกบ้านอยู่อาศัยจึงได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมการเช่าต่อมานางสาวรัตนาสมคบกับโจทก์โอนที่ดินให้โจทก์เพื่อหลีกเลี่ยงสัญญาประนีประนอมยอมรับสิทธิและหน้าที่ตามพินัยกรรม เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เนื่องจากบ้านหลังนี้ได้ปลูกขึ้นก่อนที่ดินจะตกเป็นของนางสาวรัตนาและจำเลยคนละครึ่งตามพินัยกรรม ตัวบ้านครึ่งหนึ่งอยู่ในที่ดินนางสาวรัตนาซึ่งโอนให้โจทก์กินเนื้อที่ประมาณ ๕๐ ตารางวา บ้านครึ่งหนึ่งในที่ของโจทก์

หากจำเลยรื้อถอนไปจะเสียหายมาก จำเลยได้รับบ้านหลังนี้มาโดยสุจริต หากไม่ยอมให้จำเลยเช่าที่ดินก็ต้องซื้อบ้านหลังนี้ไว้ในราคา ๒๐๐,๐๐๐ บาท อันเป็นราคาที่ทำให้ที่ดินมีราคาเพิ่มขึ้น หรือมิฉะนั้นโจทก์จะต้องขายที่ดินเฉพาะส่วนที่ปลูกบ้านและบริเวณให้จำเลยในราคา ๑๐,๐๐๐ บาทจึงจะชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๑๐ สำหรับห้องแถว ๒ ห้องครึ่งซึ่งเป็นร้านค้า จำเลยได้ปลูกสร้างขึ้นโดยสุจริต ทำให้ที่ดินโจทก์มีราคาเพิ่มขึ้น โจทก์ได้รับโอนที่ดินจากนางสาวรัตนาโดยไม่สุจริต หากจำเลยต้องรื้อถอนห้องที่ปลูกซึ่งให้เช่าได้ค่าเช่าเดือนละ ๑๕๐ บาท จะทำให้จำเลยผู้สุจริตเสียหาย โจทก์ต้องรับซื้อห้องแถวของจำเลยตามราคาที่ทำให้ที่ดินเพิ่มราคาขึ้น หรือจะขายที่ดินของโจทก์ให้จำเลยในราคาตลาดดังกล่าวก็ได้

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนอาคารออกไปจากที่ดินโจทก์หากขัดขืนก็ให้โจทก์รื้อโดยคิดค่าใช้จ่ายจากจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละ ๑๕๐ บาท นับแต่วันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๐๖ จนกว่าจะออกไปจากที่พิพาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ เป็นให้คำนวณค่าเสียหายตั้งแต่วันที่ ๕ตุลาคม ๒๕๐๖ เป็นต้นไป นอกจากที่แก้ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาเห็นว่า ปรากฏตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.๑ ว่าจำเลยเช่าที่ดินส่วนที่เป็นของนางสาวรัตนาทั้งแปลงเพื่อปลูกสร้างอาคารจำเลยได้ปลูกห้องแถวขึ้น ๒ ห้องครึ่ง ในที่แปลงนี้แล้วให้ผู้อื่นเช่าทำการค้าแม้จะมีเรือนเก่าปลูกอยู่แล้วครึ่งหนึ่ง เมื่อจำเลยใช้ที่แปลงนี้ปลูกสร้างอาคารเพิ่มเติมตามสัญญาเช่า แล้วหาประโยชน์โดยให้ผู้อื่นเช่าทำการค้า การเช่าที่ทั้งแปลงของจำเลยจึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมการเช่าเคหะและที่ดิน พ.ศ. ๒๕๐๔ จะแยกออกเป็นส่วน ๆ ดังจำเลยฎีกาไม่ได้ นอกจากนี้ศาลฎีกาเห็นว่า เดิมบ้านปลูกอยู่กลางที่ดินของนายสายนายสายทำพินัยกรรมยกที่ดินให้นางสาวรัตนาและจำเลยคนละครึ่งส่วนบ้านยกให้จำเลย

เมื่อนายสายตาย เกิดสภาพความเป็นเจ้าของที่ดินแยกกัน ส่วนหนึ่งของตัวบ้านรุกล้ำเข้าไปในเขตที่ดินของนางสาวรัตนาพินัยกรรมได้กำหนดให้นางสาวรัตนายอมให้จำเลยเช่าที่ส่วนของนางสาวรัตนา ๕ ปี ถ้าจำเลยยังรื้อบ้านออกไปไม่ได้ ก็ให้เช่าอีก ๖ ปี ครั้นเมื่อจำเลยและนางสาวรัตนาได้รับมรดกตามพินัยกรรม ทั้งสองฝ่ายยังได้ทำหนังสือสัญญาประนีประนอมตามเอกสารหมาย จ.๒ ว่า ต่างฝ่ายยินยอมปฏิบัติหน้าที่ตามพินัยกรรม และได้มีการจดทะเบียนการเช่าว่าจำเลยเช่าที่ดินเฉพาะส่วนของนางสาวรัตนา เมื่อครบกำหนดสัญญาแล้ว นางสาวรัตนาให้จำเลยเช่าต่อตามสัญญาเดิม ดังนี้ กรณีจึงไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๑๐ เพราะตามพินัยกรรมก็ดีตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างนางสาวรัตนาและจำเลยตามเอกสารหมาย

จ.๒ ก็ดี ตลอดจนได้มีการทำสัญญาเช่าและจดทะเบียนการเช่าระหว่างนางสาวรัตนากับจำเลยนั้น เป็นหลักฐานที่แสดงว่าจำเลยอยู่ในที่ดินของนางสาวรัตนาโดยอาศัยสิทธิการเช่า ไม่ใช่นางสาวรัตนาจำต้องยอมให้จำเลยอยู่เพราะเหตุบ้านปลูกไว้เดิมก่อนสภาพความเป็นเจ้าของที่ดินจะแยกกัน และการที่จำเลยปลูกสร้างห้องแถวได้ก็โดยอาศัยสิทธิการเช่าที่ดินที่จำเลยเช่าจากนางสาวรัตนา มิใช่นางสาวรัตนายินยอมให้จำเลยปลูกหรือด้วยความประมาทเลินเล่อของนางสาวรัตนาที่ปล่อยปละละเลยให้จำเลยปลูก จำเลยจึงไม่อาจยกเอามาตรา ๑๓๑๐แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาขอให้บังคับเพื่อประโยชน์ของจำเลยได้

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เสลา หัมพานนท์ · ศริ มลิลา · เฉลิม ทัตภิรมย์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร - นายมณี พิมพ์ประสิทธิ์
ศาลอุทธรณ์ - นายมานิต มานะทัต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้