Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4758/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เมื่อ จ. ซึ่งเป็นผู้ดูแลที่ดินแทนโจทก์ได้ไปล้อมรั้วรุกล้ำเข้าไปในที่ดินพิพาทที่จำเลยทั้งสองปลูกบ้าน จำเลยที่ 1 และ ส.ซึ่งเป็นบุตรสาวจำเลยที่ 2 ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่า จ.ได้ขุดดินเพื่อฝังเสาจะทำรั้วรุกล้ำเข้ามาในที่ดินจำเลยทั้งสองครอบครองอยู่ และเจ้าพนักงานตำรวจได้เรียก จ. มาสอบถามแล้วเห็นว่าเป็นเรื่องแย่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินทางแพ่ง จึงแนะนำให้ทั้งสองฝ่ายไปดำเนินคดีแพ่งเกี่ยวกับเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดินก่อน และให้ทั้งสองฝ่ายลงลายมือชื่อไว้ในการไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าว ถือได้ว่าจำเลยทั้งสองได้แสดงเจตนาครอบครองที่ดินพิพาทเพื่อตนเองอันเป็นการรบกวนและแย่งการครอบครองที่ดินของโจทก์ โจทก์ทราบการแสดงเจตนาดังกล่าวตั้งแต่วันที่ฝ่ายจำเลยไปแจ้งความเสียหาย และโจทก์ชอบที่จะฟ้องคดีเพื่อปลดเปลื้องการรบกวนและเอาคืนซึ่งการครอบครองภายในกำหนดหนึ่งปี นับแต่เวลาถูกรบกวนและถูกแย่งการครอบครอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1374,1375 แต่เมื่อโจทก์ฟ้องคดีเกินกำหนด 1 ปีแล้ว โจทก์จึงหมดสิทธิที่จะฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากจำเลยทั้งสอง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องทั้งสองสำนวนใจความว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินน.ส.3 ก. เลขที่ 3133 โดยบิดายกให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 อาศัยปลูกบ้านอยู่ในที่ดินดังกล่าวคนละประมาณ 1 งาน ก่อนโจทก์จะได้รับโอน โดยจำเลยทั้งสองยอมให้ค่าทดแทนเป็นรายปี ปีละ 200 บาท หลังจากโจทก์รับโอนแล้ว โจทก์ได้แจ้งจำเลยทั้งสองให้รื้อถอนบ้านออกไป แต่จำเลยทั้งสองไม่ยอม จึงขอให้ศาลบังคับให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนบ้านเลขที่104 และเลขที่ 103/7 หมู่ที่ 9 ตำบลหนองบัว อำเภอหนองบัวจังหวัดนครสวรรค์ ออกไปจากที่ดินโจทก์ พร้อมส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ในสภาพปกติ ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินโจทก์อีกต่อไป หากจำเลยทั้งสองไม่ยอมรื้อถอนให้โจทก์เป็นผู้รื้อถอนเอง โดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายจำเลยทั้งสองสำนวนให้การและแก้ไขคำให้การทำนองเดียวกันว่าจำเลยทั้งสองไม่เคยเช่าหรือเสียค่าตอบแทนใด

ๆ ให้แก่บิดาโจทก์หรือโจทก์ แต่จำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินตามเลขที่บ้านของตนเองมาเป็นระยะเวลาเกินกว่า 1 ปี โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ 1 รื้อถอนบ้านเลขที่104 ให้จำเลยที่ 2 รื้อถอนบ้านเลขที่ 103/7 หมู่ที่ 4 (ที่ถูกหมู่ที่ 9) ตำบลหนองบัว อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์ ออกไปจากที่ดินของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสองกับบริวารเข้าเกี่ยวข้องอีกต่อไปจำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์โจทก์ทั้งสองสำนวนฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คงมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อ 2 ของโจทก์ว่า การที่นางจินดาผู้ดูแลที่ดินพิพาทแทนโจทก์ไปล้อมรั้วในที่ดินพิพาทจำเลยที่ 1 และนางสุรินทร์บุตรสาวจำเลยที่ 2 ไปแจ้งความถือเป็นการแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทหรือเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือที่ดินพิพาทแล้วหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย

ศาลฎีกาจึงต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2530 นางจินดาพี่สาวโจทก์ซึ่งเป็นผู้ดูแลที่ดินแทนโจทก์ ไปล้อมรั้วรุกล้ำเข้าไปในที่ดินพิพาทจำเลยที่ 1 และนางสุรินทร์ คล้ายสมมุติ บุตรสาวจำเลยที่ 2ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอหนองบัวจังหวัดนครสวรรค์ ว่านางจินดาได้ขุดดินเพื่อฝังเสาจะทำรั้วรุกล้ำเข้ามาในที่ดินที่จำเลยทั้งสองครอบครองอยู่ เจ้าพนักงานตำรวจได้เรียกนางจินดามาสอบถาม แล้วเห็นว่าเป็นเรื่องแย่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินทางแพ่ง จึงแนะนำให้ทั้งสองฝ่ายไปดำเนินคดีแพ่งเกี่ยวกับเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดินก่อน และให้ทั้งสองฝ่ายลงลายมือชื่อไว้ในการไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าวเห็นว่าการที่นางสุรินทร์บุตรสาวจำเลยที่ 2 เป็นผู้ไปแจ้งความก็ดีและการที่นางจินดาพี่สาวโจทก์ซึ่งเป็นผู้ดูแลที่ดินแทนโจทก์ไปให้ถ้อยคำโต้แย้งไว้ในบันทึกประจำวันเกี่ยวกับคดีดังปรากฏในเอกสารหมาย

ล.1 ก็ดี เป็นการทำแทนจำเลยที่ 2 และโจทก์ตามลำดับถือได้ว่าจำเลยทั้งสองได้แสดงเจตนาครอบครองที่ดินพิพาทเพื่อตนเองอันเป็นการรบกวนและแย่งการครอบครองที่ดินของโจทก์และโจทก์ทราบการแสดงเจตนาดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2530 แล้วซึ่งโจทก์ชอบที่จะฟ้องคดีเพื่อปลดเปลื้องการรบกวนและเอาคืนซึ่งการครอบครองภายในกำหนดหนึ่งปี นับแต่เวลาถูกรบกวนและถูกแย่งการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1374, 1375แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2531 เกินกำหนด 1 ปีแล้วโจทก์จึงหมดสิทธิที่จะฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากจำเลยทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สันติ ทักราล · จเร อำนวยวัฒนา · สวรรค์ ศักดารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้