Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4728/2538

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่1ได้รับทุนมูลนิธิฟุลไบร์ทไปศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกาโดยได้ทำสัญญาไว้กับโจทก์มีจำเลยที่2เป็นผู้ค้ำประกันซึ่งตามสัญญาดังกล่าวข้อ4ระบุว่า"ในกรณีที่ข้าพเจ้า(จำเลยที่1)ผิดสัญญาหรือข้าพเจ้า(จำเลยที่1)ไม่กลับมารับราชการด้วยเหตุใดๆก็ดีข้าพเจ้าจะชดใช้คืนให้แก่ผู้รับสัญญา(โจทก์)ซึ่งทุนหรือเงินเดือนรวมทั้งเงินเพิ่มและหรือเงินอื่นใดทั้งสิ้นที่ข้าพเจ้าได้รับจากทางราชการในระหว่างที่ได้รับอนุมัติให้ไปศึกษาหรือฝึกอบรมนอกจากนี้ข้าพเจ้าจะจ่ายเงินเป็นเบี้ยปรับให้แก่ผู้รับสัญญาอีกจำนวนหนึ่งเท่ากับเงินที่ข้าพเจ้าจะต้องชดใช้คืน"ข้อความในสัญญาดังกล่าวหมายความว่ากรณีที่จำเลยที่1ผิดสัญญาจะต้องชดใช้ทุนหรือชดใช้เงินเดือนรวมทั้งเงินเพิ่มหรือเงินอื่นใดให้แก่โจทก์และเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้นเมื่อจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันชดใช้เงินเดือนที่ได้รับจากโจทก์รวมทั้งเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าให้แก่โจทก์แล้วจำเลยที่1ย่อมไม่มีหน้าที่ที่จะต้องชดใช้คืนทุนที่ได้ใช้จ่ายในการศึกษาให้แก่โจทก์อีกและแม้ตามระเบียบว่าด้วยการให้ข้าราชการไปศึกษาดูงานในต่างประเทศจะระบุว่าจำเลยที่1จะต้องรับผิดชดใช้ทั้งเงินทุนและเงินเดือนและเงินอื่นใดที่ทางราชการจ่ายให้พร้อมทั้งเบี้ยปรับแก่โจทก์มิใช่ชดใช้แต่เพียงอย่างหนึ่งอย่างใดก็ตามแต่เมื่อมิได้ระบุความดังกล่าวไว้ในสัญญาโจทก์จะอ้างระเบียบมาบังคับให้จำเลยที่1ต้องรับผิดหาได้ไม่

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ลาไปศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกาด้วยทุนมูลนิธิฟุลไบร์ทซึ่งรัฐบาลสหรัฐอเมริกามอบให้รัฐบาลไทยจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาไว้ว่าเมื่อจำเลยที่ 1 สำเร็จการศึกษาจะรับราชการต่อไปเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสองเท่าของเวลาที่ได้รับทุนหรือที่ได้รับเงินเดือนรวมทั้งเงินเพิ่มสุดแต่เวลาใดจะมากกว่ากัน มิฉะนั้นจำเลยที่ 1 ต้องชดใช้ทุนหรือเงินเดือนรวมทั้งเงินเพิ่มและหรือเงินอื่นใดทั้งสิ้นที่จำเลยที่ 1 ได้รับจากทางราชการในระหว่างเวลาที่ได้รับอนุมัติให้ไปศึกษาพร้อมเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่า จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 1สำเร็จการศึกษาและกลับมาปฏิบัติราชการกับโจทก์ต่อ ต่อมาเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2522 จำเลยที่ 1 ขอลาออกจากราชการโจทก์อนุมัติให้ลาออกได้โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2522จำเลยที่ 1 เหลือเวลาปฏิบัติราชการชดใช้ตามสัญญาลาศึกษาครั้งแรกอีก 11 เดือน 27 วัน จึงต้องใช้ทุนเงินเดือนรวมทั้งเงินเพิ่มและเบี้ยปรับ 52,829.66 บาท

เงินทุนฟุลไบร์ทรวมเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่า รวมเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระ 271,192.06 บาทโจทก์ทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉยจึงต้องเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน271,192.06 บาท นับแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2526 ตลอดมาจนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 5 ปี 10 เดือน คิดเป็นค่าดอกเบี้ย237,293.04 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 508,485.10 บาท ให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 271,192.06 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระให้โจทก์แล้วเสร็จจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาจำเลยที่ 2 ให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ได้ชำระหนี้ให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว ตามสัญญาข้อ 4มีความหมายว่าให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เลือกกำหนดให้จำเลยที่ 1ซึ่งเป็นลูกหนี้ชำระหนี้อย่างใดอย่างหนึ่งคือระหว่างทุนกับเงินเดือนรวมทั้งเงินเพิ่มและหรือเงินอื่นใดทั้งสิ้นที่ได้รับจากทางราชการเมื่อภายหลังจำเลยที่ 1 ได้ลาออกจากราชการ

โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ได้เลือกให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินเดือนรวมทั้งเงินเพิ่มรวมเบี้ยปรับตามสัญญาทั้งสองฉบับเป็นเงิน72,730.18 บาท จำเลยที่ 2 ได้ผ่อนชำระในฐานะผู้ค้ำประกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วตั้งแต่เดือนธันวาคม 2523 ถึงเดือนมิถุนายน2524 เมื่อโจทก์เลือกให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ดังกล่าวเป็นเงินเดือนรวมทั้งเงินเพิ่มและหรือเงินอื่นใดแล้ว โจทก์จะมาเลือกให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ทุนของมูลนิธิฟุลไบร์ทอีกไม่ได้การที่โจทก์หักเงินสะสมของจำเลยที่ 1 จำนวน 1,398.10 บาทและจำเลยที่ 2 ได้ผ่อนชำระให้โจทก์อีก 71,332.08 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 72,730.18 บาท ทำให้จำเลยที่ 2 ได้รับความเสียหาย ต้องชำระหนี้เกินกว่าหนี้จริงเป็นเงิน35,570.11 บาท

ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์ชำระเงินแก่จำเลยที่ 2 จำนวน 35,570.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้จำเลยที่ 2 เสร็จโจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า การที่จำเลยที่ 2 ได้ผ่อนชำระหนี้ให้โจทก์เป็นเงิน 71,332.08 บาท นั้น เป็นการปฏิบัติตามสัญญาโดยชอบด้วยกฎหมาย มิใช่เป็นลาภมิควรได้แต่อย่างใดจำเลยที่ 2 ไม่อาจเรียกเงินจำนวน 35,570.13 บาท คืนจากโจทก์ได้ ขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ได้รับทุนมูลนิธิฟุลไบร์ทไปศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยได้ทำสัญญากับโจทก์ไว้จำเลยที่ 2 เข้าค้ำประกัน

ทุนมุลนิธิฟุลไบร์ทดังกล่าวเป็นทุนประเภท1 (ข) ตามระเบียบว่าด้วยการให้ข้าราชการไปศึกษาฝึกอบรมและดูงาน ณ ต่างประเทศ จำเลยที่ 1 สำเร็จการศึกษาแล้วก็กลับมารับราชการกับโจทก์ตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน 2523 ต่อมาจำเลยที่ 1 ขอลาออก โจทก์อนุมัติให้ลาออกได้ตั้งแต่วันที่11 มิถุนายน 2523 จำเลยที่ 1 จึงผิดสัญญา จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันชำระเงินเดือนรวมทั้งเบี้ยปรับอีกประมาณ 1 เท่าให้โจทก์แล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในชั้นฎีกามีเพียงว่าโจทก์มีสิทธิจะเรียกเงินทุนมูลนิธิฟุลไบร์ทรวมเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าตามฟ้องจากจำเลยทั้งสองด้วยหรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้วในข้อ 4 แห่งสัญญาระบุว่า "ในกรณีที่ข้าพเจ้า (จำเลยที่ 1)ผิดสัญญา หรือข้าพเจ้า (จำเลยที่ 1) ไม่กลับมารับราชการด้วยเหตุใด ๆก็ดี ข้าพเจ้าจะชดใช้คืนให้แก่ผู้รับสัญญา (โจทก์) ซึ่งทุนหรือเงินเดือนรวมทั้งเงินเพิ่มและหรือเงินอื่นใดทั้งสิ้นที่ข้าพเจ้าได้รับจากทางราชการในระหว่างที่ได้รับอนุมัติให้ไปศึกษาหรือฝึกอบรม นอกจากนี้ข้าพเจ้าจะจ่ายเงินเป็นเบี้ยปรับให้แก่ผู้รับสัญญาอีกจำนวนหนึ่งเท่ากับเงินที่ข้าพเจ้าจะต้องชดใช้คืน"ข้อความในสัญญาดังกล่าวเห็นได้ชัดว่า กรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจำเลยที่ 1 จะต้องชดใช้ทุนหรือชดใช้เงินเดือนรวมทั้งเงินเพิ่มหรือเงินอื่นใดแก่โจทก์ และเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น

เมื่อจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันชดใช้เงินเดือนที่ได้รับจากโจทก์รวมทั้งเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าให้แก่โจทก์ตามที่โจทก์เรียกให้ชำระไปแล้ว จำเลยที่ 1 ย่อมไม่มีหน้าที่ที่จะต้องชดใช้คืนทุนที่ได้ใช้จ่ายในการศึกษาให้แก่โจทก์อีกส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ตามสัญญาข้อ 1 ระบุว่า "ในระหว่างเวลาที่ข้าพเจ้า(จำเลยที่ 1) ได้รับอนุมัติให้ศึกษาหรือฝึกอบรมข้าพเจ้าจะรักษาวินัยของข้าราชการโดยเคร่งครัดและจะปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยการให้ข้าราชการไปศึกษาฝึกอบรมและดูงานในต่างประเทศ และตามกฎหมายระเบียบข้อบังคับอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับข้าราชการไปศึกษาหรือฝึกอบรม และเกี่ยวกับการจ่ายเงินเดือนระหว่างไปศึกษาหรือฝึกอบรม และจะถือว่ากฎหมายระเบียบและข้อบังคับดังกล่าวนั้นเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาฉบับนี้"

ดังนั้นระเบียบว่าด้วยการให้ข้าราชการไปฝึกอบรมและดูงาน ณ ต่างประเทศจึงเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาและตามระเบียบดังกล่าว ข้อ 8 กำหนดว่าข้าราชการผู้ใดไม่ได้รับราชการตามสัญญา ต้องชดใช้เงินแก่ทางราชการดังนี้ "(1) สำหรับผู้ไปศึกษาฝึกอบรมหรือปฏิบัติการวิจัยด้วยทุนประเภท 1 ให้ชดใช้ทุน เงินเดือนที่ได้รับระหว่างศึกษาฝึกอบรมหรือปฏิบัติการวิจัย กับให้ใช้เงินอีกจำนวนหนึ่งเท่ากับจำนวนทุนเงินเดือน และเงินที่ทางราชการจ่ายช่วยเหลือดังกล่าวให้เป็นเบี้ยปรับแก่ทางราชการอีกด้วย" ตามระเบียบดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชดใช้ทั้งเงินทุนและทั้งเงินเดือนและเงินอื่นใดที่ราชการจ่ายให้จำเลยที่ 1 พร้อมเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ มิใช่ชดใช้แต่เพียงอย่างหนึ่งอย่างใดนั้น

ศาลฎีกาเห็นว่าตามสัญญาข้อ 1 เป็นบทบังคับทั่วไประหว่างที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ที่ลาไปศึกษาหรือฝึกอบรม ณ ต่างประเทศ กำลังศึกษาหรือฝึกอบรมอยู่ในต่างประเทศ โดยให้จำเลยที่ 1 ต้องปฏิบัติตามระเบียบและตามกฎหมาย ตลอดจนข้อบังคับอื่นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หาใช่กรณีที่จะนำมาใช้บังคับเมื่อจำเลยที่ 1 ปฏิบัติผิดสัญญาข้อ 3ไม่ กรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาข้อ 3 จะต้องบังคับตามสัญญาข้อ 4เพราะเป็นข้อที่กล่าวโดยเฉพาะถึงการที่จำเลยที่ 1 กระทำผิดสัญญาข้อ 3 แล้วจะต้องรับผิดต่อโจทก์อย่างไรไว้ ซึ่งตามสัญญาข้อ 4ก็ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า จำเลยที่ 1 จะต้องชดใช้คืนให้แก่โจทก์ซึ่งทุนหรือเงินเดือนรวมทั้งเงินเพิ่มและหรือเงินอื่นใดที่จำเลยที่ 1 ได้รับจากทางราชการในระหว่างที่ได้รับอนุมัติให้ไปศึกษาหรือฝึกอบรม

รวมทั้งเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าด้วย ดังวินิจฉัยมาแล้วข้างต้น หากโจทก์ประสงค์ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้คืนทั้งทุนและเงินเดือนก็ย่อมต้องทำสัญญาระบุไว้ให้ชัดเจน เมื่อมิได้มีข้อความบังคับให้จำเลยที่ 1 ต้องปฏิบัติเช่นนั้นในสัญญาโจทก์จะอ้างระเบียบมาบังคับให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดหาได้ไม่ เพราะจะเป็นการแปลความให้จำเลยที่ 1 รับผิดนอกเหนือไปจากข้อความที่ระบุไว้ชัดเจนอยู่แล้วในสัญญา สรุปแล้วโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 คืนทุนมูลนิธิฟุลไบร์ทรวมทั้งเงินเบี้ยปรับที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นชอบแล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุประดิษฐ์ หุตะสิงห์ · สุทธิ นิชโรจน์ · สุชาติ ถาวรวงษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้