Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4716/2538

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การชำระหนี้ด้วยเช็คเป็นการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ด้วยเงินตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความโจทก์มีสิทธิไม่ยอมรับการชำระหนี้เงินด้วยเช็คได้ไม่เป็นการผิดข้อตกลง

คำฟ้องและคำให้การ

คดีนี้กรณีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2535โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสามตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นได้พิพากษาคดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวมีข้อความสำคัญว่า (1) จำเลยที่ 3 ตกลงโอนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่3090 คืนให้แก่โจทก์ทั้งสอง และโฉนดเลขที่ 3089 คืนให้แก่โจทก์ที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 ยินยอมให้ค่าตอบแทนจำเลยที่ 3 เป็นเงิน 16,000,000 บาท ตกลงจดทะเบียนและรับเงินกันในวันที่ 9ธันวาคม 2535 เวลา 11 นาฬิกา ณ สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครโดยจำเลยที่ 1 จะเป็นผู้ออกค่าธรรมเนียม ค่าภาษีและค่าใช้จ่ายอื่นในการโอนทั้งสิ้นแต่ผู้เดียว (2) ถ้าถึงกำหนดวันจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทและรับเงินค่าตอบแทน

จำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินค่าตอบแทนจำนวน 16,000,000 บาท และโจทก์ทั้งสองไม่ยอมจดทะเบียนรับโอน ให้ถือว่าโจทก์ทั้งสองไม่ติดใจที่จะรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงนี้ต่อไป และจะไม่ดำเนินคดีใด ๆ อันเกี่ยวกับการเรียกร้องที่ดินทั้งสองแปลงนี้อีก ในทางกลับกันหากจำเลยที่ 3 ไม่ไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่โจทก์โจทก์ทั้งสอง ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาโอนที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 3 แทน และหากจำเลยที่ 1 ไม่นำเงินจำนวน 16, 000,000 บาท มาชำระให้แก่จำเลยที่ 3 ตามวันและเวลาในข้อ (1) จำเลยที่ 1 ตกลงชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 53,000,000 บาทต่อมาในวันที่ 11 ธันวาคม 2535 โจทก์ทั้งสองยื่นคำขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ

จำนวนเงิน53,000,000 บาท อ้างว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระเงินค่าตอบแทนจำนวน 16,000,000 บาท ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ (2)ศาลชั้นต้นสั่งให้ออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีต่อมาในวันที่ 28 มกราคม 2536 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีอ้างว่าได้ปฎิบัติตามคำพิพากษาตามยอมแล้ว แต่โจทก์ยังไม่ปฎิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความบางส่วน ทำให้ศาลหลงผิดออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีการยึดอายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหาย ศาลชั้นต้นสั่งนัดพร้อมในวันนัดพร้อมวันที่ 30 เมษายน 2536 ทนายความโจทก์ทั้งสองและทนายจำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำแถลงร่วมกันต่อศาลชั้นต้นว่าโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 ตกลงกันได้ โดยตกลงกันใหม่ว่าจำเลยที่ 1 ยินยอมให้เงินจำนวน 25,000,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสองภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2536 เวลา 13.30 นาฬิกาโดยจำเลยที่ 1 จะนำเงินมาชำระ ให้

ณ ศาลแพ่ง หากจำเลยที่ 1ไม่นำเงินจำนวน 25,000,000 บาท มาชำระตามนัด จำเลยที่ 1จำเลยที่ 1 ยินยอมให้โจทก์ทั้งสองบังคับคดีตามสัญญาประนีประนอมยอมความเต็มจำนวน 53,000,000 บาทต่อมาในวันที่ 31 พฤษภาคม 2536 จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำแถลงคัดค้านต่อศาลชั้นต้นว่า ในวันนัดชำระเงิน 25,000,000 บาทจำเลยที่ 1 มาศาลและเตรียมเช็คจำนวน 25,000,000 บาท มาพร้อมเพื่อชำระให้แก่โจทก์ตามข้อตกลง จำเลยที่ 1 ได้นั่งรอศาลออกนั่งพิจารณาจนกระทั้งเวลา 16.30 นาฬิกา จึงทราบว่าทนายความโจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลว่า จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ปฎิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งจำเลยที่ 1 มิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาประนีประนอมยอมความแต่อย่างใด ศาลชั้นต้นสั่งนัดพร้อมอีกครั้งในวันที่ 16 มิถุนายน 2536ในวันนัดพร้อมศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า

เช็คจำนวนเงิน25,000,000 บาท ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าเตรียมมาชำระให้แก่โจทก์ทั้งสองเป็นเช็คซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นผู้สั่งจ่ายและเป็นผู้รับเงินมิใช่แคชเชียร์เช็คหรือดร๊าฟท์ซึ่งสามารถจะเงินสดได้มาชำระให้โจทก์ กรณียังไม่ถือว่าเป็นการชำระด้วยเงินสดจำเลยที่ 1 ยังมิได้ปฎิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความต่อไปจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยที่ 1 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงได้ความตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 16 มิถุนายน 2536 ว่า เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2536 เวลา 13.30 นาฬิกา ทนายความจำเลยที่ 1ได้นำเช็ค 1 ฉบับ สั่งจ่ายเงินจำนวน 25,000,000 บาท เป็นเช็คธนาคารศรีนครจำกัด สาขาลาดพร้าว (ที่ถูกสาขาเซ็นทรัลพลาซา)โดยจำเลยที่ 1 ได้รับมาจากบริษัทธนภาคย์จำกัด ซึ่งชำระค่าหุ้นให้แก่จำเลยที่ 1 เช็คดังกล่าวลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2536เป็นเช็คผู้ถือมาให้โจทก์แต่โจทก์ไม่ยอมรับ

จนกระทั่งเวลา16 นาฬิกา ทนายจำเลยที่ 1 นำเช็คมาให้อีก 1 ฉบับ ลักษณะเหมือนเดิมแต่ได้ขีดฆ่าคำว่า ผู้ถือ ออกโจทก์จึงไม่ยอมรับ มีปัญหาในชั้นนี้ว่า จำเลยที่ 1 ได้ชำระเงินจำนวน 25,000,000 บาทแก่โจทก์ทั้งสองภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2536 เวลา 13.30นาฬิกา แล้วหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ตามคำแถลงร่วมในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 30 เมษายน 2536ไม่ได้ระบุชัดว่าเงิน 25,000,000 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 ยินยอมชดใช้ให้โจทก์นั้นชำระด้วยเช็คเงินสดสั่งจ่ายในวันดังกล่าวไม่ได้ เพราะการชำระหนี้ด้วยเช็คลงวันสั่งจ่ายในกำหนดนัดชำระเงิน มีผลเป็นการชำระหนี้โดยเช็คแทนเงินได้ เช็คที่มอบให้โจทก์ตามภาพถ่ายตามเช็คเอกสารท้ายฟ้องฎีกาหมายเลข 3 เป็นเช็คเงินสดที่ผู้ครอบครองเช็คฉบับดังกล่าวสามารถนำไปเบิกเงินสดได้ทันที

โจทก์ไม่ยอมรับเช็คไปเบิกเงินสดจึงเป็นฝ่ายผิดข้อตกลง จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นผู้ผิดนัด และในวันที่ 31พฤษภาคม 2536 จำเลยที่ 1 ก็นำแคชเชียร์เช็คมามอบให้โจทก์อีก แต่โจทก์ไม่ยอมรับ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามข้อตกลงด้วยเช็คนั้น เช็คเป็นหนังสือตราสารซึ่งผู้สั่งจ่ายสั่งธนาคารให้ใช้เงินจำนวนหนึ่งเมื่อทวงถามให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง หรือให้ใช้ตามคำสั่งของบุคคลอีกคนหนึ่งอันเรียกว่าผู้รับเงิน และเช็คเป็นตั๋วชนิดหนึ่ง ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 วรรคสามบัญญัติว่า "ถ้าชำระหนี้ด้วยออกด้วยโอนหรือด้วยสลักหลังตั๋วหลังตั๋วเงินหรือประทวนสินค้าท่านว่า หนี้นั้นจะระงับสิ้นไปต่อเมื่อตั๋วเงินหรือประทวนสินค้านั้นได้ใช้เงินแล้ว"

ดังนั้น การชำระหนี้ด้วยเช็คคือการชำระด้วยตั๋วเงิน จึงไม่ทำให้หนี้นั้นระงับสิ้นไปหากยังไม่ได้ใช้เงินตามเช็ค และการชำระหนี้ด้วยตั๋วเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 วรรคสาม ถือเป็นการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ด้วยเงินตามที่ได้ตกลงกันไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์จึงมีสิทธิไม่ยอมรับการชำระหนี้เงินด้วยเช็คดังกล่าวได้ ตามมาตรา 321 วรรคแรก ไม่เป็นการผิดข้อตกลงแต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อครบกำหนดเวลาชำระหนี้ จำเลยที่ 1มิได้นำเงินมาชำระหนี้ตามกำหนดจำเลยที่ 1 จึงตกเป็นผู้ผิดนัดการที่จำเลยที่ 1 นำแคชเชียร์เช็ครวม 2 ฉบับ มาชำระให้โจทก์ในภายหลังจากนั้นก็เป็นการล่วงเลยกำหนดเวลาชำระหนี้แล้วโจทก์ชอบที่จะไม่รับชำระหนี้ดังกล่าวได้

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ทวิช กำเนิดเพ็ชร์ · ประสิทธิ์ แสนศิริ · ชลอทองแย้ม
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้