Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 469/2547

พ.ศ. 2547 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โจทก์ย่อมมีหน้าที่นำสืบให้ได้ความชัดเจนถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว แต่โจทก์นำสืบเพียงว่าสายลับโทรศัพท์มาแจ้งร้อยตำรวจเอก ส. ว่าจะมีผู้นำยาเสพติดให้โทษไปส่งให้แก่ลูกค้า ร้อยตำรวจเอก ส. กับพวกจึงคอยดักจับกุม ต่อมาจับกุมจำเลยได้พร้อมเมทแอมเฟตามีน ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพ เมื่อโจทก์มิได้นำสายลับมาเป็นพยานเบิกความว่าจำเลยจะนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปจำหน่ายให้กับผู้ใด ที่ไหน อย่างไร พยานหลักฐานโจทก์จึงไม่พอรับฟังว่าจำเลยจะนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปจำหน่าย แม้โจทก์จะนำสืบว่าในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพ แต่คำรับสารภาพของจำเลยเป็นเพียงพยานบอกเล่า มีน้ำหนักน้อย เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมานำสืบประกอบ แม้เมทแอมเฟตามีนของกลางจะมีจำนวนถึง 404 เม็ด แต่เมื่อคำนวณน้ำหนักเป็นสารบริสุทธิ์แล้วไม่ถึง 20 กรัม จึงไม่ต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม) พยานหลักฐานโจทก์จึงไม่พอฟังว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้เพื่อจำหน่าย การที่จำเลยใช้กระดาษหนังสือนิตยสารห่อหุ้มเมทแอมเฟตามีนของกลางแล้ววางไว้ที่ตะแกรงด้านหน้ารถจักรยานยนต์ของกลางโดยเปิดเผย ถือไม่ได้ว่าจำเลยได้ใช้รถจักรยานยนต์ของกลางในการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต รถจักรยานยนต์ของกลางจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 33 (1)

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 103 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 ริบเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์และรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง 66 วรรคหนึ่ง จำคุก 12 ปี คำรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 8 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์และรถจักรยานยนต์ของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 67 (ที่แก้ไขใหม่) ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ให้จำคุก 9 ปี คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลย 6 ปี และไม่ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนจำนวน 404 เม็ด น้ำหนักรวม 36.25 กรัม คำนวณเป็นน้ำหนักสารบริสุทธิ์ได้ 9.699 กรัม และรถจักรยานยนต์ยี่ห้อซูซูกิหมายเลขทะเบียน ประจวบคีรีขันธ์ ต-9207 เป็นของกลาง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกสมศักดิ์ วีระกุล และสิบตำรวจโทอำนาจ จิตต์เพ็ชร ผู้ร่วมจับกุมจำเลยเป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า ในวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 18 นาฬิกา ขณะพยานกับพวกกำลังออกตรวจพื้นที่ได้รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีผู้หญิงอายุประมาณ 30 ปี ขับรถจักรยานยนต์ยี่ห้อซูซูกิ สีม่วง หมายเลขทะเบียน ประจวบคีรีขันธ์ ต-9207 นำยาเสพติดให้โทษมาส่งลูกค้าบริเวณถนนสาธารณะซึ่งอยู่ในหมู่บ้าน หมู่ที่ 9 ตำบลทับสะแก อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พยานกับพวกจึงวางแผนจับกุมโดยแบ่งกำลังเฝ้าดักรอและสังเกตผู้ที่ขับรถผ่านไปมาบริเวณดังกล่าว

จนกระทั่งเวลา 18.30 นาฬิกา จำเลยขับรถจักรยานยนต์ซึ่งมีลักษณะตรงกับที่สายลับแจ้งผ่านมาจึงเรียกให้หยุดและทำการตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 404 เม็ด เป็นลักษณะสีส้มจำนวน 400 เม็ด สีเขียว 4 เม็ด แยกบรรจุอยู่ในถุงพลาสติก 2 ถุง และห่อหุ้มด้วยกระดาษหนังสือนิตยสารอีกชั้นหนึ่งวางอยู่ในตะแกรงด้านหน้าของรถจักรยานยนต์จึงจับกุมจำเลยแจ้งข้อหาว่ามียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.1 เห็นว่า ประจักษ์พยานโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการไปตามหน้าที่ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อนจึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษ ทั้งคำเบิกความก็สอดคล้องต้องกัน

เชื่อว่าพยานเบิกความไปตามความเป็นจริงที่ได้รู้เห็น นอกจากนี้โจทก์มีร้อยตำรวจเอกวุฒิชัย หอมกรุ่น พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า ในชั้นสอบสวนพยานแจ้งข้อหาจำเลยว่ามียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยให้การรับสารภาพตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.7 ซึ่งศาลเห็นว่า บันทึกคำให้การดังกล่าวจำเลยให้การทันทีระยะเวลาใกล้ชิดกับที่จำเลยถูกจับกุมเชื่อว่าจำเลยยังไม่มีโอกาสบิดเบือนข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นเพื่อให้ตัวเองพ้นผิดแต่อย่างใด ทั้งยังสอดคล้องกับคำของพยานโจทก์ ทำให้คำของพยานโจทก์มีน้ำหนักยิ่งขึ้น ที่จำเลยนำสืบว่าจำเลยลงลายมือชื่อในคำให้การเพราะพนักงานสอบสวนบอกให้ลงชื่อรับสารภาพไปก่อนแล้วจึงขอปล่อยตัวชั่วคราวในภายหลังนั้น

ก็มีเพียงตัวจำเลยมาเบิกความลอยๆ ไม่มีพยานหลักฐานใดมาสนับสนุนจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง เชื่อว่าจำเลยให้การรับสารภาพด้วยความสมัครใจ ที่จำเลยนำสืบว่าขณะเกิดเหตุจำเลยไปที่บ้านของนางเฉลียวเพื่อสอบถามเรื่อห่อหมกย่างจนถูกจับกุมที่บ้านของนางเฉลียวนั้น ก็มีเพียงตัวจำเลยและบุตรชายมาเบิกความลอยๆ เท่านั้น จำเลยหานำนางเฉลียวหรือเพื่อนบ้านนางเฉลียวมาเป็นพยานเบิกความสนับสนุนไม่ พยานหลักฐานจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือไม่สามารถหักล้างพยานโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองจริง

ที่จำเลยฎีกาว่าพยานโจทก์เบิกความเกี่ยวกับสถานที่เกิดเหตุเป็นพิรุธน่าสงสัยจะจับกุมจำเลยที่ใดแน่นั้น เห็นว่า แม้พยานโจทก์จะมิได้เบิกความยืนยันว่าจับกุมจำเลยได้ที่บริเวณหมู่บ้านตำรวจนั้นก็ตาม แต่พยานโจทก์ก็เบิกความว่าสายลับแจ้งว่าจะมีผู้นำยาเสพติดให้โทษมาส่งให้แก่ลูกค้าที่บนถนนสาธารณะซึ่งอยู่ในหมู่บ้าน หมู่ที่ 9 ตำบลทับสะแก ก็เป็นการชัดเจนแล้วแม้จะมิได้ระบุว่าเป็นหมู่บ้านตำรวจก็ตาม หาเป็นพิรุธน่าสงสัยไม่

ที่จำเลยฎีกาว่าพยานโจทก์เบิกความถึงเรื่องการวางแผนจับกุมขัดกันไม่น่าเชื่อถือนั้น เห็นว่า ร้อยตำรวจเอกสมศักดิ์และสิบตำรวจโทอำนาจ ต่างเบิกความยืนยันว่าร้อยตำรวจเอกสมศักดิ์ได้แบ่งกลุ่มกำลังเจ้าพนักงานตำรวจเป็น 3 ชุด โดยวางกำลังที่ปากซอยทางด้านทิศเหนือ 1 ชุด ปากซอยทางด้านทิศใต้ 1 ชุด และที่กลางซอยอีก 1 ชุด แม้สิบตำรวจโทอำนาจจะเบิกความเพิ่มเติมอีกระหว่างกึ่งกลางถนนกับทางด้านทิศเหนือและทิศใต้มีเจ้าพนักงานตำรวจแอบซุ่มดูอีกชุดละ 1 คน นั้น ก็เป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อยเพิ่มเติมจากที่ร้อยตำรวจเอกสมศักดิ์เบิกความถึงเท่านั้น หาขัดกันเป็นพิรุธจนถึงกับไม่อาจรับฟังเป็นความจริงดังที่พยานเบิกความไม่ และที่จำเลยฎีกาว่าพยานโจทก์เบิกความเกี่ยวกับการพบยาเสพติดของกลางขัดกันเป็นพิรุธไม่น่าเชื่อถือนั้น

เห็นว่า ร้อยตำรวจเอกสมศักดิ์และสิบตำรวจโทอำนาจ ขณะจับกุมจำเลยอยู่ด้วยกัน ดังนั้น เมื่อตรวจพบเมทแอมเฟตามีนของกลางซึ่งอยู่ในถุงพลาสติกและห่อด้วยกระดาษหนังสือนิตยสารอีกชั้นหนึ่งวางอยู่ในตะแกรงหน้ารถจักรยานยนต์โดยเปิดเผยเช่นนี้ พยานทั้งสองย่อมรู้เห็น ผู้ใดจะอ้างว่าเป็นผู้ตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลางจึงหามีความสำคัญไม่ ที่ร้อยตำรวจเอกสมศักดิ์และสิบตำรวจโทอำนาจต่างเบิกความว่าอีกฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลางนั้นอาจจะสับสนไปก็ได้หาเป็นพิรุธไม่ และที่จำเลยฎีกาว่าเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจทราบว่าจำเลยจะนำเมทแอมเฟตามีนไปส่งให้กับลูกค้าเจ้าพนักงานตำรวจน่าจะรอให้จำเลยนำเมทแอมเฟตามีนไปส่งให้ลูกค้าเสียก่อนจะได้จับกุมจำเลยพร้อมกับผู้อื่นด้วยนั้น

เห็นว่า เจ้าพนักงานตำรวจอาจเห็นว่าสมควรตรวจค้นตัวจำเลยก่อนก็ได้ เพราะหากให้จำเลยนำเมทแอมเฟตามีนไปแล้วขับรถติดตามจำเลยไป จำเลยอาจไหวตัวรู้ว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามมาก็จะหลบหนีทำให้ไม่สามารถจับตัวจำเลยได้ และการที่จำเลยให้การรับสารภาพแต่พนักงานสอบสวนมิได้ให้จำเลยไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพของจำเลยนั้น ก็หาขัดต่อกฎหมายไม่ เพราะเป็นดุลพินิจของพนักงานสอบสวนที่จะพิจารณาว่าพยานหลักฐานที่สอบสวนมามีน้ำหนักมั่นคงเพียงไร สมควรจะนำจำเลยไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพหรือไม่ ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

โจทก์ย่อมมีหน้าที่นำสืบให้ได้ความชัดเจนถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว แต่โจทก์นำสืบเพียงว่าสายลับโทรศัพท์มาแจ้งร้อยตำรวจเอกสมศักดิ์ว่าจะมีผู้นำยาเสพติดให้โทษไปส่งให้แก่ลูกค้า ร้อยตำรวจเอกสมศักดิ์กับพวกจึงคอยดักจับกุม ต่อมาจับกุมจำเลยได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนจำนวน 404 เม็ด แยกบรรจุอยู่ในถุงพลาสติก 2 ถุง ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.7 เท่านั้น เมื่อโจทก์มิได้นำสายลับมาเป็นพยานเบิกความว่าจำเลยจะนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปจำหน่ายให้กับผู้ใด ที่ไหน อย่างไร พยานหลักฐานโจทก์จึงไม่พอรับฟังว่าจำเลยจะนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปจำหน่าย แม้โจทก์จะนำสืบว่าในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพตามเอกสารหมาย

จ.1 และ จ.7 ก็ตาม แต่คำรับสารภาพของจำเลยดังกล่าวเป็นเพียงพยานบอกเล่า มีน้ำหนักน้อย เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมานำสืบประกอบให้ศาลเห็นว่าจำเลยจะนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปจำหน่าย พยานหลักฐานโจทก์จึงไม่พอฟังว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แม้เมทแอมเฟตามีนของกลางจะมีจำนวนถึง 404 เม็ด ก็ตาม แต่เมื่อคำนวณน้ำหนักเป็นสารบริสุทธิ์แล้วไม่ถึง 20 กรัม จึงไม่ต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม) พยานหลักฐานโจทก์จึงไม่พอฟังว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้เพื่อจำหน่าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น

ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายมีว่า รถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ประจวบคีรีขันธ์ ต-9207 ของกลางเป็นยานพาหนะที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดในคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยใช้กระดาษหนังสือนิตยสารห่อหุ้มเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ที่ตะแกรงด้านหน้ารถจักรยานยนต์ของกลางโดยเปิดเผย ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยได้ใช้รถจักรยานยนต์ของกลางในการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต รถจักรยานยนต์ของกลางจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่ริบรถจักรยานยนต์ของกลางนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิชัย เหลืองวิไล · ปัญญา สุทธิบดี · สถิตย์ อรรถบลยุคล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้