Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4676/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การได้มาซึ่งที่ดินของวัดวาอาราม วัดบาดหลวงโรมันคาธอลิค มูลนิธิเกี่ยวกับคริสต์จักร์ หรือมัสยิดอิสลามต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีและให้ได้มาไม่เกิน 50 ไร่ ตามบทบัญญัติแห่ง ป.ที่ดิน มาตรา 84 วรรคแรก ดังนั้น เมื่อจำเลยเป็นมูลนิธิไม่ใช่มัสยิดอิสลาม จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับของบทกฎหมายดังกล่าว คดีนี้ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทในข้อ 3 ว่าโจทก์มีสิทธิเพิกถอนที่ดินพิพาทหรือไม่ เพียงใด ประเด็นข้อพิพาทข้อนี้เกี่ยวเนื่องมาจากประเด็นข้อพิพาทข้อ 2 ที่ว่า จำเลยได้รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยชอบหรือไม่ ซึ่งเห็นได้ว่าเป็นการกำหนดประเด็นข้อพิพาทในเรื่องที่ว่าการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยชอบหรือไม่ และเพิกถอนการโอนได้หรือไม่ อันเป็นเรื่องของการได้มาโดยนิติกรรม แต่การได้มาโดยการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 ไม่ใช่เป็นการได้มาโดยนิติกรรม จึงถือไม่ได้ว่าศาลชั้นต้นได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทในเรื่องที่ว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองตามมาตรา 1382 ไว้ เมื่อไม่มีประเด็นข้อพิพาทในเรื่องนี้ก็เป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองตามมาตรา 1382 จึงเป็นการไม่ชอบ

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องขอให้ถอนชื่อจำเลยออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๑๙ ตำบลหนองจอกฝั่งเหนือ อำเภอหนองจอก กรุงเทพมหานคร แล้วใส่ชื่อโจทก์ที่ ๑ ไว้ตามเดิม หากจำเลยขัดขืนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินตามฟ้องให้เจ้าพนักงานดำเนินการแก้ไข หากขัดขืนขอศาลสั่งทำลายโฉนด แล้วออกโฉนดใหม่ให้โจทก์ที่ ๑ เป็นเจ้าของให้ใส่ชื่อโจทก์ที่ ๒ ถึงโจทก์ที่ ๗ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์คนละ ๔ ไร่ ๓๘ ตารางวา มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งเจ็ดร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท

โจทก์ทั้งเจ็ดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ทั้งเจ็ดฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ฎีกาอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ที่โจทก์ทั้งเจ็ดฎีกาว่า จำเลยเป็นมัสยิดอิสลาม การได้มาซึ่งที่ดินต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีมหาดไทย และให้ได้มาไม่เกิน ๕๐ ไร่ ตาม ป.ที่ดิน มาตรา ๘๔ แต่การที่จำเลยรับโอนที่ดินพิพาทมาเป็นของจำเลยไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายไม่ก่อให้เกิดกรรมสิทธิ์แก่จำเลยนั้น ป.ที่ดิน มาตรา ๘๔ วรรคแรก บัญญัติว่า การได้มาซึ่งที่ดินของวัดวาอาราม วัดบาดหลวงโรมันคาธอลิค มูลนิธิเกี่ยวกับคริสต์จักร์หรือมัสยิดอิสลามต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีและให้ได้มาไม่เกิน ๕๐ ไร่ ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวมีข้อความชัดเจนว่า เฉพาะวัดในพระพุทธศาสนา วัดบาดหลวงโรมันคาธอลิค มูลนิธิเกี่ยวกับคริสต์จักร์และมัสยิดอิสลามเท่านั้น ที่ต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีในการได้มาซึ่งที่ดิน แต่จำเลยเป็นมูลนิธิไม่ใช่มัสยิดอิสลาม จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับของบทกฎหมายดังกล่าว

ฎีกาโจทก์ทั้งเจ็ดข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ทั้งเจ็ดฎีกาว่า คดีนี้ไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองหรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทส่วนที่ตกได้แก่โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๗ โดยการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๘๒ ย่อมไม่ชอบนั้น เห็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาของนายสุโก๊ดกับโจทก์ที่ ๑ เมื่อนายสุโก๊ดถึงแก่กรรมที่ดินพิพาทก็ต้องแบ่งเป็น ๒ ส่วน คือส่วนของโจทก์ที่ ๑ ซึ่งเป็นภริยานายสุโก๊ด ๑ ส่วน อีก ๑ ส่วนเป็นมรดกของนายสุโก๊ดย่อมตกได้แก่โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๓ นายดำเนินบิดาโจทก์ที่ ๔ และโจทก์ที่ ๕ ถึงที่ ๗ คนละ ๑ ส่วน ที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ ๕๗ ไร่ ๑ งาน ๔๒ ตารางวา

แบ่งเป็น ๒ ส่วน มีเนื้อที่ส่วนละ ๒๘ ไร่ ๒ งาน ๗๑ ตารางวา ส่วนที่เป็นมรดกแบ่งเป็น ๗ ส่วน มีเนื้อที่ส่วนละ ๔ ไร่ ๓๘ ตารางวาเศษ ที่ดินจึงตกได้แก่โจทก์ที่ ๑ เนื้อที่ ๓๒ ไร่ ๓ งาน ๘ ตารางวาเศษ ตกได้แก่โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๗ คนละ ๔ ไร่ ๓๘ ตารางวาเศษ ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ. ๙ ที่โจทก์ที่ ๑ มอบอำนาจให้นายสุชาติโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยนั้น โจทก์ที่ ๑ หามีอำนาจมอบอำนาจให้โอนที่ดินส่วนที่ตกได้แก่โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๗ ให้แก่จำเลยไม่ และนายสุชาติก็ไม่มีอำนาจจดทะเบียนโอนที่ดินส่วนที่ตกได้แก่โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๗ ให้แก่จำเลย จำเลยจึงได้รับโอนที่ดินส่วนดังกล่าวมาโดยไม่ชอบ โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๗ ย่อมมีสิทธิเพิกถอนได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า

จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนนี้โดยการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๘๒ โดยเห็นว่าเป็นประเด็นข้อพิพาทที่รวมอยู่ในข้อที่ว่าโจทก์ทั้งเจ็ดมีสิทธิเพิกถอนที่ดินพิพาทหรือไม่นั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยให้การว่า ได้รับโอนที่ดินพิพาทโดยถูกต้องและได้เข้าครอบครองอย่างเป็นเจ้าของโดยสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมาเท่ากับเป็นการอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย จึงไม่มีปัญหาเรื่องแย่งการครอบครองเพราะการแย่งการครอบครองจะมีได้ก็แต่ในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น การที่ศาลชั้นต้นได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ในข้อ ๓ ว่าโจทก์ทั้งเจ็ดมีสิทธิเพิกถอนที่ดินพิพาทหรือไม่ เพียงใด ประเด็นข้อพิพาทข้อนี้เกี่ยวเนื่องมาจากประเด็นข้อพิพาทข้อ ๒ ที่ว่า

จำเลยได้รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยชอบหรือไม่ ตามประเด็นข้อพิพาทดังกล่าว เห็นได้ชัดว่าเป็นการกำหนดประเด็นข้อพิพาทในเรื่องที่ว่าการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยชอบหรือไม่ และเพิกถอนการโอนได้หรือไม่ อันเป็นเรื่องของการได้มาโดยนิติกรรม แต่การได้มาโดยการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๘๒ ไม่ใช่เป็นการได้มาโดยนิติกรรม ประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวจึงถือไม่ได้ว่า ศาลชั้นต้นได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทในเรื่องที่ว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๘๒ ไว้ เมื่อไม่มีประเด็นข้อพิพาทในเรื่องนี้ก็เป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ดังกล่าว ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

ฎีกาโจทก์ทั้งเจ็ดข้อนี้ฟังขึ้น อย่างไรก็ตามแม้จะฟังว่า โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๗ มีสิทธิได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทคนละ ๔ ไร่ ๓๘ ตารางวาเศษ และมีสิทธิเพิกถอนที่ดินส่วนนี้ที่ได้โอนเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยได้ แต่ตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์ทั้งเจ็ดขอให้จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๗ เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาทคนละ ๔ ไร่ ๓๘ ตารางวา จึงพิพากษาให้ได้ตามที่โจทก์ทั้งเจ็ดมีคำขอเท่านั้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนให้โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๗ มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๓๑๙ เลขที่ดิน ๒๔ ตำบลหนองจอกฝั่งเหนือ อำเภอหนองจอก กรุงเทพมหานคร คนละ ๔ ไร่ ๓๘ ตารางวา หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชูชาติ ศรีแสง · ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช · สบโชค สุขารมณ์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดมีนบุรี - นายธัชพงศ์ วิสุทธิสังวร
ศาลอุทธรณ์ - นายคงศักดิ์ วัชรคงศักดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้