Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 467/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

นับจากวันที่โจทก์ร่วมซื้อที่ดินพิพาทจากกรมที่ดินโจทก์ร่วมคงมีสิทธิเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทเท่านั้นเมื่อโจทก์ร่วมยังมิได้เข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทกรณีถือไม่ได้ว่าโจทก์ร่วมเข้าไปยึดถือที่ดินพิพาทโจทก์ร่วมจึงไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทแต่อย่างใดปรากฎว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันครอบครองที่ดินพิพาทมาก่อนทั้ง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

นับจากวันที่โจทก์ร่วมซื้อที่ดินพิพาทจากกรมที่ดินโจทก์ร่วมคงมีสิทธิเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทเท่านั้นเมื่อโจทก์ร่วมยังมิได้เข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทกรณีถือไม่ได้ว่าโจทก์ร่วมเข้าไปยึดถือที่ดินพิพาทโจทก์ร่วมจึงไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทแต่อย่างใดปรากฎว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันครอบครองที่ดินพิพาทมาก่อนทั้งจำเลยที่1ได้แสดงความเป็นเจ้าของโดยทำเป็นหนังสือคัดค้านการนำที่ดินพิพาทไปออกน.ส.3และขายให้แก่ผู้อื่นดังนั้นการกระทำของจำเลยทั้งสองที่เข้าไปถากถางทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทจึงไม่เป็นความผิดฐานบุกรุกโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 362, 365จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธระหว่างพิจารณา นายที สกุลมา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาตศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 365(2) ประกอบมาตรา 83(ที่ถูกมาตรา 365(2) ประกอบมาตรา 362, 83) ให้รอการกำหนดโทษจำเลยทั้งสองไว้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 มีกำหนด 2 ปีจำเลย ทั้ง สอง อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยก ฟ้องโจทก์ ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้เป็นยุติว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินสาธารณประโยชน์บริเวณทุ่งเขาพระ ต่อมาเมื่อปี 2532 รัฐบาลได้นำที่ดินสาธารณประโยชน์ดังกล่าวไปจัดสรรแบ่งให้ราษฎรเข้าทำกินโจทก์ร่วมได้รับการจัดสรรที่ดิน 1 แปลง ซึ่งภายหลังได้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 4052 เนื้อที่ 25 ไร่ 2 งาน 33 ตารางวาวันที่ 11 ตุลาคม 2534 กรมที่ดินจดทะเบียนโอนขายที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ร่วม แต่โจทก์ร่วมเข้าทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวไม่ได้เนื่องจากจำเลยที่ 1 อ้างว่าที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 3 พฤษภาคม 2535เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยทั้งสองในความผิดฐานบุกรุกที่ดินของโจทก์ร่วม

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาประการแรกว่าหลังจากโจทก์ร่วมจับสลากได้ที่ดินดังกล่าวแล้ว โจทก์ร่วมกับพวกช่วยกันถากถางที่ดินนานเกือบเดือนจึงได้ที่ดินโล่งเตียนประมาณ 20 ไร่แม้โจทก์ร่วมไม่ได้เข้าไปทำไร่ทำนาเนื่องจากกลัวอันตรายถึงแก่ชีวิตจากการขู่ของจำเลยทั้งสอง ก็ถือว่าโจทก์ร่วมได้เข้าทำประโยชน์ในทีดินพิพาทตั้งแต่ปี 2532 แล้ว จำเลยทั้งสองร่วมกันถากถางทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทภายหลังที่โจทก์ร่วมครอบครองที่ดินพิพาทจึงมีเจตนาบุกรุกนั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ร่วมมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทนับแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2534ซึ่งเป็นวันที่กรมที่ดินจดทะเบียนโอนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ร่วม แต่โจทก์มิได้อุทธรณ์คัดค้านในปัญหาข้อนี้

ฎีกาของโจทก์จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคแรกศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยส่วนที่โจทก์ฎีกาประการต่อมาว่า เมื่อโจทก์ร่วมมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2534 ซึ่งเป็นวันที่กรมที่ดินจดทะเบียนโอนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ร่วม จำเลยทั้งสองทราบว่าโจทก์ร่วมได้รับการจัดสรรที่ดินพิพาท แต่ยังเข้าไปถากถางที่ดินพิพาทตลอดมา จำเลยทั้งสองจึงมีเจตนาบุกรุกเข้าไปรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ร่วมโดยปกติสุขอันเป็นความผิดตามฟ้องนั้นข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมตอบทนายจำเลยถามค้านว่าโจทก์ร่วมไม่เคยเข้าไปทำกินในที่ดินพิพาทซึ่งได้รับการจัดสรรเห็นว่าโจทก์ร่วมได้ซื้อที่ดินพิพาทจากกรมที่ดินตั้งแต่วันที่ 11ตุลาคม 2534 โจทก์ร่วมคงมีสิทธิเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทเท่านั้นเมื่อโจทก์ร่วมยังมิได้เข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท

กรณีก็ถือไม่ได้ว่าโจทก์ร่วมเข้าไปยึดถือที่ดินพิพาท ดังนั้น โจทก์ร่วมจึงไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทแต่อย่างใดปรากฎว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันครอบครองที่ดินพิพาทมาก่อน ทั้งจำเลยที่ 1 ได้แสดงความเป็นเจ้าของโดยทำเป็นหนังสือคัดค้านการนำที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 ไปออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์และขายให้แก่ผู้อื่นตามเอกสารหมายล.2 และล.3 เช่นนี้ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดฐานบุกรุก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษา มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิรัตน์ ลัทธิวงศกร · วินัย วิมลเศรษฐ · บุญศรี แก้วสาร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3817/2568

จำเลยทั้งสองปักเสาคอนกรีตและล้อมลวดหนามในที่ดินบริเวณไหล่ทางหลวงชนบทซึ่งอยู่ด้านทิศเหนือหน้าที่ดินโจทก์จากด้านทิศตะวันตกไปด้านทิศตะวันออกตามจุด A1 ถึง A2 แนวเขตที่ดินของโจทก์ตามแนว B1 ถึง B2 บ่งชี้ให้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 185/2566

เดิมโจทก์ร่วมฟ้อง ส. เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 902/2556 หมายเลขแดงที่ 2060/2557 ของศาลชั้นต้น ขอให้ขับไล่และรื้อถอนเสาปูนและรั้วลวดหนามออกไปจากที่ดินโจทก์ร่วม และห้าม ส. กับบริวารเกี่ยวข้อง จำเลยเป็นผู้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6006/2561

ที่ดินอันตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์นั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 เพียงแต่ทางภาระจำยอมนี้ทำให้จำเลยที่ 1 ต้องยอมรับกรรมบางอย่างซึ่งกระทบถึงทรัพย์สินของตนหรือต้องงดเว้นการใช้สิทธิบางอย่างอันมีอย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1185/2561

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดตาม ป.อ. 358, 365 (3) ประกอบมาตรา 362 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ระหว่างกำหนดระยะเวลาฎีกา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 สำหรับความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ เป็นความผิด…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14822/2558

ความผิดฐานร่วมกันบุกรุกนั้น แม้จะฟังได้ว่าจำเลยเป็นบุตรของ ญ. ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท แต่โจทก์เป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตและได้รับความยินยอมจาก พ. ซึ่งเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทอีกค…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้